ตอนที่ 5 ต้องพักฟื้นเป็นปีถึงจะหาย
แปลโดย เนสยังหลังจากรับรู้ความทรงจำทั้งหมดแล้ว เสิ่นเมิ่งก็นิ่งเงียบไปนาน เสียงสะอื้นของแม่เจ้าของร่างเดิมก็เงียบหายไป คาดว่าคงคิดว่าเธอหลับไปแล้ว
ผ่านไปไม่นาน เสิ่นฟู่กุ้ยก็พาชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามา พอหวังคุ่ยจือเห็นดังนั้น ก็รีบหลบทางให้ทันที
“รบกวนคุณหมอช่วยดูอาการให้หน่อยเถอะจ้ะ เสี่ยวเมิ่งเพิ่งฟื้นขึ้นมาแป๊บเดียว ก็สลบไปอีกแล้ว สวรรค์เอ๊ย ถ้าลูกสาวฉันเป็นอะไรไป ฉันก็ไม่อยากอยู่แล้ว” หวังคุ่ยจือร้องไห้โฮ
“ดูแกสิ ทำไมถึงร้องไห้อีกแล้วล่ะ หมอก็มาแล้วนี่ไง ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ ไว้ก่อน!”
ลู่ฉางหงเป็นคนหมู่บ้านลู่ และเป็นหมอตีตีนเปล่าเพียงคนเดียวในละแวกนี้ เพราะเขาเคยอยู่ในกองทัพมาก่อน ชาวบ้านจึงค่อนข้างเชื่อถือเขามาก
เขาเดินไปที่ข้างเตียงเตา กำลังจะถ่างตาเสิ่นเมิ่งดู แต่คนที่กำลังนอนขมวดคิ้วแน่นอยู่บนเตียงเตากลับลืมตาโพลงขึ้นมาทันที แม้แต่คนที่ผ่านประสบการณ์มาโชกโชนอย่างเขาก็ยังสะดุ้งตกใจ
เขากระแอมเบาๆ จากนั้นก็มองบาดแผลที่หน้าผากของเธอ มีหยากไย่และขี้เถ้าก้นหม้อโรยอยู่ เลือดหยุดไหลแล้ว นี่เป็นวิธีห้ามเลือดแบบพื้นบ้าน แต่ไม่ถูกสุขลักษณะ เขาหยิบน้ำเกลือที่นำมาด้วยออกมา ให้หวังคุ่ยจือประคองศีรษะของเสิ่นเมิ่งให้ขยับมาใกล้ขอบเตียงเตา ส่วนตัวเขาหยิบก้อนสำลีมาชุบน้ำเกลือ
เสิ่นเมิ่งมองหมอที่เสิ่นฟู่กุ้ยตามมาอย่างอ่อนแรง จู่ๆ เขาก็จะล้างแผลให้เธอโดยที่ไม่มียาชาเลยด้วยซ้ำ เธอตกใจจนยกมือขึ้นจะห้าม
“อ๊า~ อึก!”
ความรู้สึกนี้ มันช่างซาบซ่านเหลือเกิน!!!
เสิ่นเมิ่งคว้าแขนของหวังคุ่ยจือไว้แน่น เจ็บจนตัวสั่นไปทั้งร่าง เมื่อกี้เกือบจะเหวี่ยงหวังคุ่ยจือลงไปกองกับพื้นแล้ว
“โอ๊ย หมอลู่ ทำไมไม่บอกฉันก่อนล่ะ ฉันเกือบจะจับนางไว้ไม่อยู่แล้วเนี่ย”
“บอกไม่ได้หรอกคุณป้า ถ้าบอกให้นางรู้ตัวล่ะก็ พอผมจะกดแผล นางก็คงจะตกใจหนีไปก่อนพอดี”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
ที่พูดมามันก็มีเหตุผลอยู่นะ
หลังจากที่ลู่ฉางหงล้างแผลเสร็จ ก็ใส่ยาและพันแผลด้วยผ้าก๊อซ แผลอยู่ที่หางคิ้ว เขาจึงให้ยาแก้อักเสบมาด้วย เขาเป็นหมอที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานส่วนกลาง สามารถไปเบิกยาจากโรงพยาบาลในอำเภอได้ แต่ก็มีไม่มากนัก ทุกครั้งที่จ่ายยา เขาจะพิจารณาอย่างรอบคอบ ครั้งนี้เขาให้ยาเสิ่นเมิ่งรวดเดียวหกเม็ด ก็เห็นแก่หน้าลู่เจิ้นผิงผู้เป็นพี่น้อง
“ไม่เป็นอะไรมากหรอก แผลดูน่ากลัวก็จริง แต่ไม่โดนกระดูก พักฟื้นดีๆ สักสิบวันครึ่งเดือนก็หายแล้ว ยานี่กินครั้งละหนึ่งเม็ด ก่อนนอนก็กินอีกหนึ่งเม็ด กลางคืนก็คอยสังเกตอาการด้วย อย่าให้มีไข้เด็ดขาด ถ้ามีไข้ก็รีบเช็ดตัวลดไข้ ถ้าไข้ไม่ลดจริงๆ ค่อยมาตามผม”
“ได้จ้ะๆ ขอบคุณมากนะหมอลู่ วันนี้ต้องพึ่งหมอจริงๆ ค่ารักษาเท่าไหร่เดี๋ยวฉันจ่ายให้เอง”
เสิ่นฟู่กุ้ยเห็นเขาเก็บข้าวของ ก็ลูบคลำไปตามตัว เขากับยายเฒ่ารีบออกมาจนไม่ได้พกอะไรติดตัวมาเลย ไม่เพียงแต่ไม่ได้พกอะไรมา พอรู้ว่าลูกสาวไม่เป็นอะไร เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พร้อมกับรู้สึกว่าตัวเองหิวจนตาลายแล้ว
ลู่ฉางหงเห็นท่าทางของเสิ่นฟู่กุ้ย ก็หลุบตาลงเล็กน้อย
“ทั้งหมดเจ็ดเหมา ที่แพงคือน้ำเกลือที่ใช้ล้างแผล แล้วก็ค่ายาผงกับยาเม็ด ถ้าตอนนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไร วันหลังค่อยเอามาให้ก็ได้”
หวังคุ่ยจือและเสิ่นฟู่กุ้ยกำลังจะเอ่ยปากขอบคุณ เสิ่นเมิ่งก็รีบพูดแทรกขึ้นมา “เดี๋ยว เดี๋ยวสิ แม่ แม่ไปเปิดตู้บนเตียงให้หนูหน่อย ในถุงผ้าสีดำมีเงินเศษๆ อยู่ แม่เอาไปจ่ายค่ารักษาให้หมอลู่ที”
ลู่ฉางหงได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ ลู่เจิ้นผิงเป็นผู้ชายที่ดีขนาดนี้ กลับต้องมาแต่งงานกับผู้หญิงที่หน้าไหว้หลังหลอก ถ้าแค่หน้าตาสะสวยแต่ไม่มีสมองก็แล้วไปเถอะ แต่นี่กลับทำตัวร้ายกาจกับเด็กๆ อีก ถ้าไม่ใช่เพราะเขากับป้าๆ ในหมู่บ้านคอยสอดส่องดูแล เด็กพวกนี้คงโดนรังแกจนตายไปแล้ว
พอรับเงินเสร็จ ลู่ฉางหงก็หันหลังกลับทันที โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเสิ่นเมิ่ง เสิ่นเมิ่งรู้ดีว่าเขามีอคติกับเจ้าของร่างเดิม เพราะเด็กทั้งสามคนที่ดูเหมือนจะเป็นลูกของลู่เจิ้นผิง ความจริงแล้วพวกเขาเป็นทายาทของวีรชนที่เสียสละชีพ แม่ของพวกเขาบางคนก็หนีไป บางคนก็แต่งงานใหม่ หรือไม่ก็ตายไปแล้ว ชีวิตในบ้านเดิมของพวกเขาน่าสงสารมาก
ลู่เจิ้นผิงทนดูไม่ได้จึงรับมาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม แต่ใครจะคิดว่าเขาจะส่งเด็กๆ จากขุมนรกหนึ่งไปยังอีกขุมนรกหนึ่งด้วยมือของเขาเอง
“หมอลู่ รอก่อน หมอลู่ รบกวนหน่อยนะ ถ้าแม่สามีของฉันถามอาการของฉัน รบกวนคุณช่วยบอกนางหน่อยว่าฉันบาดเจ็บสาหัสมาก ต้องพักฟื้นสักครึ่งปีกว่าจะลงจากเตียงได้ ขอบคุณมาก”
ลู่ฉางหง: “…”
หึ เขากะไว้แล้วเชียว นังผู้หญิงคนนี้คิดจะใช้บาดแผลครั้งนี้อู้งานล่ะสิ ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะใช้งานเด็กพวกนั้นเยี่ยงวัวเยี่ยงควายยังไงอีก!
“สะใภ้เจิ้นผิง ความจริงผมไม่ควรไปยุ่งเรื่องในครอบครัวของคุณ แต่ผมกับเจิ้นผิงโตมาด้วยกัน หมิงหยางกับน้องๆ ก็เป็นเด็กที่น่าสงสาร คุณช่วยทำบุญทำทาน ดีกับพวกเขาหน่อยได้ไหม” อย่างน้อยก็อย่าตีพวกเขาอีกเลย
ประโยคหลังลู่ฉางหงไม่กล้าพูดออกไป เขาเกรงว่าจะไปยั่วโมโหเสิ่นเมิ่ง แล้วเธอจะไปลงไม้ลงมือกับเด็กๆ ลับหลังเขา ไม่ว่ายังไง ตอนนี้เสิ่นเมิ่งก็เป็นแม่ของเด็กพวกนั้น เขาเป็นคนนอก ไม่สามารถยื่นมือเข้าไปยุ่งได้มากนัก
“หมอลู่ ฉันขอเรียกคุณว่าพี่ฉางหงนะ คุณวางใจได้เลย ผ่านเรื่องคราวนี้มา ฉันก็คิดได้แล้วล่ะ จากนี้ไปฉันจะดีกับหมิงหยางและน้องๆ แน่นอน ฉันขอรับรอง ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณ…คุณคอยจับตาดูได้เลย” เสิ่นเมิ่งยังคงปวดหัวอยู่ หลังจากพูดจบ หน้าผากก็มีเหงื่อผุดซึมออกมา
ลู่ฉางหงจ้องมองเสิ่นเมิ่งนิ่งๆ ไม่รู้ทำไม เมื่อก่อนแค่มองแวบเดียว ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มารยาเยอะแค่ไหน แต่วันนี้กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เขาไม่ได้ตอบว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ เพียงแต่หันหลังเดินออกไปเงียบๆ
พอออกจากประตูไป ก็เห็นหลิวซานจินถูกโจวเจียวเจียวประคองอยู่ เห็นได้ชัดว่ากำลังรอเขาอยู่
หลิวซานจินมีสีหน้าตึงเครียดและเจ็บปวด เอ่ยถามว่า “ฉางหงเอ๊ย อาการของสะใภ้ใหญ่เป็นยังไงบ้างล่ะ?”
ลู่ฉางหงที่กำลังจะอ้าปากบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่รู้ทำไมถึงนึกถึงคำขอร้องของเสิ่นเมิ่งเมื่อครู่ขึ้นมา เห็นแก่เด็กที่น่าสงสารพวกนั้น เขาจะยอมเชื่อเธออีกสักครั้งก็แล้วกัน
“คุณป้าครับ อาการของสะใภ้เจิ้นผิงไม่ค่อยสู้ดีนัก ถ้าผมมาไม่ทัน นางก็คงจะตายไปแล้ว ผมล้างแผลและให้ยาไปแล้ว จะอยู่หรือตายก็ต้องดูบุญดูเอาแล้วล่ะครับ ต่อให้รอดมาได้ ก็ต้องพักฟื้นเป็นปีๆ ถึงจะลงจากเตียงได้ คุณป้าเตรียมใจไว้สองทางเลยนะครับ!”
พูดจบเขาก็หิ้วกล่องยาเดินออกไป ทิ้งให้หลิวซานจินและโจวเจียวเจียวหน้าซีดเผือด ตอนที่เสิ่นเมิ่งถูกหามกลับมา พวกนางอุตส่าห์ทำตัวเป็นแม่พระ บอกว่าเสิ่นเมิ่งไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่สลบไป เดี๋ยวก็คงฟื้น
นี่ถ้าเสิ่นเมิ่งตายไปจริงๆ ชาวบ้านละแวกนี้ก็รู้กันหมดว่าบ้านนางไม่ได้ไปตามหมอมาให้ แบบนี้ชื่อเสียงของครอบครัวที่จงใจไม่ยอมรักษา จนทำให้ลูกสะใภ้ต้องตาย ก็จะเสื่อมเสียไปหมดน่ะสิ?
แล้วแบบนี้ในอนาคตจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในหมู่บ้านลู่ได้อีกล่ะ!
หลิวซานจินกระชากโจวเจียวเจียวที่กำลังประคองนางอยู่ พร้อมกับบีบแขนอย่างแรงและด่าทอเสียงเขียว
“นังตัวดี นังสารเลว แกบอกว่าไม่เป็นไรไม่ใช่รึไง? ชื่อเสียงของบ้านลู่จะต้องมาพังพินาศเพราะแก ฉันจะให้ลูกชายฉันหย่ากับแก”

0 Comments