ตอนที่ 3 ทะลุมิติสู่ชนบทยุค 70
แปลโดย เนสยังเมื่อเห็นว่าของกินของใช้ เครื่องแต่งกาย และของจำเป็นต่างๆ ในมิติถูกเตรียมไว้พร้อมหมดแล้ว เธอก็เริ่มลงมือหาซื้อบ้านในชนบท เธอใช้เงินสามแสนแปดหมื่นหยวนซื้อบ้านสไตล์จีนดั้งเดิมมาหนึ่งหลัง และใช้เงินอีกห้าหมื่นหยวนจ้างคนมาเทฐานรากทำเป็นลานกว้าง แล้วยกบ้านทั้งหลังไปวางไว้บนนั้นเลย ช่วยไม่ได้นี่นา หลังจากที่เธอซื้อบ้านมา ลองพยายามเอาบ้านเข้าไปในมิติตั้งหลายรอบก็ไม่สำเร็จ แต่พอทำฐานรากกั้นดินไว้ด้านล่าง ก็สามารถเก็บเข้าไปในมิติได้ทันที เมื่อเชื่อมต่อกับเครื่องปั่นไฟที่ซื้อมา บ้านทั้งหลังก็สว่างไสว
เสิ่นเมิ่งตรวจสอบของที่ซื้อมา พร้อมกับดูเงินฝากในบัญชี ยังเหลือเงินอยู่อีกหนึ่งล้านหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหยวน เธอตัดสินใจซื้อรถจี๊ปดัดแปลงรุ่นเก่าสองคัน รถเก๋งซานตาน่ารุ่นเก่าหนึ่งคัน และรถสามล้อไฟฟ้าอีกหลายคัน ขับรถไปต่างอำเภอหลายรอบเพื่อตุนน้ำมันเบนซินอีกยี่สิบแกลลอน
ตอนหาเงินน่ะมันยาก แต่ตอนใช้เงินนี่เหมือนเทน้ำทิ้งจริงๆ วันนี้เสิ่นเมิ่งกำลังขี่รถสามล้อไฟฟ้า พลางดูไลฟ์สดในโทรศัพท์มือถือ บังเอิญสตรีมเมอร์คนหนึ่งบอกว่าวันนี้เป็นวันเกิดคุณอาของพี่เขย ถือเป็นวันมงคล ลูกค้าทุกคนที่กดสั่งซื้อตอนนี้ มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล และทุกออร์เดอร์ซื้อหนึ่งแถมสิบแปด เสิ่นเมิ่งจึงเตรียมจะสนับสนุนสักหน่อย
จังหวะที่เธอกำลังจะกดยืนยันการชำระเงิน รถบรรทุกดินคันหนึ่งก็พุ่งสวนทางมา เสียงกรีดร้องและเสียงเบรกดังกึกก้องจนแทบจะเจาะแก้วหูของเธอให้ทะลุ ภายใต้แรงกระแทกอย่างรุนแรง เสิ่นเมิ่งรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในทั้งหมดของเธอเคลื่อนผิดที่ไปหมด
จากนั้นสายตาก็พร่ามัว และจมดิ่งสู่ความมืดมิด!!!
“ครอบครัวของพวกแกมันพวกหน้าเนื้อใจเสือ เห็นลูกสาวฉันหัวอ่อนยอมคน ก็เอาหล่อนมาใช้งานเยี่ยงวัวเยี่ยงควาย ตอนที่เด็กสองคนแต่งงานกัน แกก็บอกเองนี่ว่าจะดูแลหล่อนเหมือนลูกสาวแท้ๆ ลูกสาวฉันอยู่ในวัยดอกไม้บานแท้ๆ กลับต้องมาเป็นแม่เลี้ยงให้หลานชายบ้านแก ตอนนี้หล่อนขยับตัวไม่ได้แล้ว พวกแกกลับกินข้าวกันหน้าตาเฉย พวกแกทำไมถึงได้ใจดำอำมหิตขนาดนี้ห๊ะ?”
หวังคุ่ยจือพูดจาตัดพ้อ ยังไม่ทันพูดจบ น้ำตาของตัวเองก็ไหลออกมาก่อน เดิมทีนางเป็นคนหัวอ่อน ยามนี้พยายามเค้นความโกรธแค้นออกมาด่าทอ แต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็ดูไม่มีความน่าเกรงขามเลยสักนิด
“แม่ดองจ๊ะ ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ ตั้งแต่เสี่ยวเมิ่งแต่งเข้าบ้านสกุลลู่ของเรา สองตายายอย่างเราไม่เคยพูดจาหนักหูใส่นางเลยสักคำ น้องสามีพี่สะใภ้ก็เคารพยำเกรงนาง นางพูดอะไรก็เชื่อฟังไปหมด! ไม่นึกเลย ไม่นึกเลยว่าความหวังดีของเรา พอมาถึงปากแม่ดอง กลับกลายเป็นพวกหน้าเนื้อใจเสือไปซะได้ ช่างเถอะๆ แม่สามีไม่ใช่แม่แท้ๆ ต่อให้ทำดีแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
หลิวซานจินสะอื้นไห้สองสามครั้ง ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่บีบออกมา หมาดท่าทางที่ดูอ่อนแอบอบบางของนางช่างแตกต่างกับหวังคุ่ยจืออย่างสิ้นเชิง
“แก แก แก…”
นางชี้มือที่สั่นเทาไปที่หลิวซานจิน “แก” อยู่นานก็ยังพูดไม่ออก ในขณะที่ชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องสนุกเริ่มหมั่นไส้ท่าทางของนาง และเริ่มพูดจาเยาะเย้ย
“ป้าหวัง ตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่ยังไม่ฟื้น ต่อให้ป้าจะโกรธแค่ไหนก็ควรจะมีสติหน่อยนะ พี่สะใภ้ใหญ่ถูกวัวของหน่วยผลิตขวิดเอาชัดๆ จะมาโทษพวกเราได้ยังไง เรื่องนี้คนเฒ่าคนแก่หนุ่มสาวในหมู่บ้านลู่ต่างก็รู้ดีนะ!” โจวเจียวเจียวรีบเดินเข้าไปประคองหลิวซานจิน แล้วพูดกับหวังคุ่ยจือด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร
“นั่นสิ แม่ของเสี่ยวเมิ่ง สองตายายอย่างพวกป้าอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเลย ก็มาด่าป้าหลิวฉอดๆ แบบนี้มันไม่ค่อยมีเหตุผลเลยนะ”
“เบาๆ หน่อย อย่าไปยุ่ง เดี๋ยวก็โดนด่าไปด้วยหรอก นี่มันพวกไร้เหตุผลชัดๆ จุ๊ๆๆ!”
“ก็ใช่น่ะสิ ลูกสาวตัวเองสลบไปตั้งนานแล้ว เอาแต่มายืนด่าชาวบ้านอยู่ตรงนี้ ไม่รู้จักเข้าไปดูอาการคนป่วยก่อน ฉันว่าคงเห็นบ้านสกุลลู่ความเป็นอยู่ดี ก็เลยกะจะมาแบล็กเมล์เอาเงินล่ะสิ ป้าไม่รู้เหรอว่า บ้านสกุลเสิ่นยังมีลูกชายที่กำลังจะแต่งงานอยู่อีกคน พอสบโอกาส ก็เลยต้อง…”
หวังคุ่ยจือโกรธจนตัวสั่น เสิ่นฟู่กุ้ยก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ นางหันไปถลึงตาใส่ชาวบ้านหมู่บ้านลู่ที่กำลังนินทาครอบครัวนาง กัดฟันกรอด แล้วดึงเสิ่นฟู่กุ้ยให้เดินเข้าไปในห้องของลูกสาวตัวเอง
ไม่ใช่ว่านางไม่รักลูกสาว แต่ถ้านางฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ต้องเข้าข้างแม่สามีของนางแน่นอน นังเด็กไร้สมอง ความฉลาดเฉลียวตอนที่อยู่บ้านเดิม พอแต่งงานแล้วก็หายวับไปหมด ฟังแต่คำคนอื่น จนความสัมพันธ์กับบ้านเดิมจืดจางลงไปมาก
ถ้าไม่ใช่เพราะนางกับตาเฒ่าไปทำงานที่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ แล้วบังเอิญได้ยินเด็กสาวในหมู่บ้านที่แต่งงานออกไปแล้วมาเล่าให้ฟัง นางก็คงไม่รู้เลยว่าลูกสาวตัวเองถูกวัวขวิด!
นั่นมันวัวเชียวนะ!!!
พลาดพลั้งขึ้นมาอาจถึงตายได้ ลูกสาวตัวเองนอนซมอยู่ในห้อง แต่คนบ้านลู่กลับนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ในห้องโถง ไม่มีใครมาคอยปรนนิบัติดูแลเลยสักคน ส่วนเด็กพวกนั้นก็ไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน ดูจากสถานการณ์ตรงนี้แล้ว คงไม่ได้ไปตามหมอมาให้ด้วยซ้ำ
นี่มันปล่อยให้ลูกสาวนางรอความตายชัดๆ? แล้วแบบนี้นางจะทนได้ยังไง???
หลิวซานจินเห็นหวังคุ่ยจือเดินเข้าไปในห้อง ก็รีบแสร้งทำเป็นเสียใจปานจะขาดใจ โบกมือให้กับเพื่อนบ้านรอบๆ
“ขอบคุณทุกคนมากจ้ะ พวกเธอรีบกลับไปเถอะ เรื่องน่าอายในบ้าน ฉันไม่อยากให้ทุกคนต้องมาปวดหัวไปด้วย”
คำพูดของนาง ทำให้คนที่เพิ่งเห็นหวังคุ่ยจือโวยวายเมื่อครู่ รู้สึกไม่พอใจยิ่งขึ้น เดิมทีหลิวซานจินก็เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีอยู่แล้ว ชาวบ้านหมู่บ้านเดียวกันก็ย่อมต้องเข้าข้างคนหมู่บ้านเดียวกันเป็นธรรมดา
ป้าแก่ๆ สองสามคนที่เพิ่งนินทาไปเมื่อครู่ รีบออกตัวทันทีว่า ถ้าหวังคุ่ยจือกล้าอาละวาด ให้ไปตามพวกนางได้เลย พวกนางจะช่วยหลิวซานจินสั่งสอนคนบ้านสกุลเสิ่น ให้รู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของหมู่บ้านลู่เอง
เสิ่นเมิ่งสะลึมสะลือได้ยินเสียงร้องไห้ เธอพยายามลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือหลังคามุงจากที่เก่าผุพัง มีก้อนดินหลายก้อนทำท่าเหมือนจะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ เมื่อหันศีรษะเล็กน้อย ก็ยังคงเป็นกำแพงดินดิบสีเทาหม่น หน้าต่างไม้บนกำแพงถูกปิดทับด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ขาดวิ่น แถมยังมีหยากไย่ติดอยู่อีกสองเส้น ถ้าตาไม่ฝาด แมงมุมตัวน้อยน่ารักกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นเลยทีเดียว
เธอยังไม่ทันได้สังเกตอะไรมากไปกว่านี้ ความกังวลในใจของเสิ่นเมิ่งก็คลี่คลายลง เธอมาถึงโลกในความฝันแล้ว การที่เรื่องที่สังหรณ์ใจไว้เกิดขึ้นจริง เธอไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรมากมายนัก เพียงแต่วิธีการเดินทางมามันค่อนข้างจะรับยากไปสักหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะเธอเป็นคนมองโลกในแง่ดีและปล่อยวางได้ง่าย คงต้องมีปมในใจไปแล้วแน่ๆ เพียงแต่ว่า…
เสียงร้องไห้ฟูมฟายอยู่ข้างๆ มันดังจนมองข้ามไม่ได้จริงๆ
เสิ่นเมิ่งเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “คุณ…”
“ลูกแม่ ลูกของแม่ ในที่สุดลูกก็ฟื้นแล้ว” หวังคุ่ยจือเห็นเสิ่นเมิ่งฟื้นขึ้นมาก็โผเข้ากอดด้วยความดีใจ
“อึก!”
เสิ่นเมิ่งรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที มือคว้าผ้าปูที่นอนชื้นๆ ด้านล่างไว้แน่น ซี่โครงของเธอเหมือนจะถูกทับจนหักแล้ว!!!

0 Comments