ตอนที่ 385 เกษตรกร
แปลโดย เนสยังโจเซฟรู้ดีว่า ชาวอังกฤษก็คงอยากจะรอดูว่า นโยบายการไถ่ถอนที่ดินที่ฝรั่งเศสเพิ่งจะประกาศออกมานั้น จะส่งผลสะท้อนกลับอย่างไร เพื่อหวังว่าจะหาข้อได้เปรียบมาใช้ประโยชน์
ทว่า เขาก็ได้เตรียมการรับมือเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดีแล้ว จะยอมปล่อยให้ชาวอังกฤษได้ฉวยโอกาสได้อย่างไร
เอมงเคาะประตูเดินเข้ามา เอามือทาบอกและกล่าวว่า: “ฝ่าบาท รถม้าเตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟพยักหน้า เดินลงไปขึ้นรถม้า แล้วมุ่งหน้าไปที่พระราชวังแวร์ซายส์อย่างรวดเร็ว ไม่อาจมีอะไรผิดพลาดได้ พวกขุนนางเก่าเหล่านั้นในเวลานี้คงกำลังร้องห่มร้องไห้ประหนึ่งว่าพ่อแม่ตายไปแล้ว เขาจะต้องรีบไปที่นั่นเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้เร็วที่สุด
…
แร็งส์
หมู่บ้านเซสฟีล
ภายในโบสถ์เล็กๆ ของหมู่บ้านเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ส่วนด้านนอกก็ยังมีผู้คนอีกมากมายยืนก้มหน้าต่อคิวอยู่ ต่อให้เป็นตอนที่คริสตจักรแห่งแร็งส์มาจัดพิธีมิสซาครั้งใหญ่ที่นี่ ก็ยังไม่เคยเบียดเสียดกันขนาดนี้มาก่อนเลย
บาทหลวงจอลลีนวดไหล่ด้วยความเหนื่อยล้าเล็กน้อย แล้วใช้เสียงอันอ่อนโยนกล่าวกับเกษตรกร 7 คนที่คุกเข่าสารภาพบาปอยู่ตรงหน้าว่า:
“เอาล่ะ พวกท่านได้สารภาพบาปต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างลึกซึ้งแล้ว บาปของพวกท่านจะได้รับการอภัยอย่างแน่นอน ตอนนี้พวกลุกขึ้นเถิด คุณมาลี รบกวนท่านเชิญคนข้างหลังเข้ามาที…”
ทว่า เกษตรกรที่คุกเข่าอยู่บนพื้นกลับยังคงร้องขออย่างดื้อดึงว่า:
“ไม่ ขอร้องล่ะ ขอข้าอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพักเถอะ บาปของข้ามันหนักหนาเหลือเกิน ข้าถึงกับไปหลงเชื่อคำยุยงของสายลับต่างชาติพวกนั้น และไปเข้าร่วมการก่อกบฏที่สมควรตายนั่น… โอ้ ข้าถึงขั้นด่าทอองค์กษัตริย์ด้วยซ้ำ ข้ามันเป็นไอ้สารเลวจริงๆ องค์กษัตริย์ทรงยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น ทรงเป็น…”
คำศัพท์อันน้อยนิดของเขา ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกในใจออกมาได้เลย ทำได้เพียงพูดคำว่า “ยิ่งใหญ่” และ “องค์กษัตริย์จงเจริญ” ซ้ำไปซ้ำมา
ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ เขาต่างก็พูดในทำนองเดียวกัน พลางหมอบกราบลงกับพื้นอย่างแรง ราวกับว่าองค์กษัตริย์ทรงประทับอยู่ตรงหน้าพวกเขาจริงๆ
ใช่แล้ว หลังจากได้ทราบถึงนโยบายการไถ่ถอนที่ดินที่รัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการ เกษตรกรทั่วทั้งฝรั่งเศสก็พลุ่งพล่านขึ้นมา ไม่สิ นั่นไม่ใช่แค่การพลุ่งพล่าน แต่มันคือเปลวเพลิงแห่งความปีติยินดี ความตกตะลึง ความซาบซึ้ง และความรู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ ที่แผดเผาไปทั่วทุกหมู่บ้าน
ในนโยบายการไถ่ถอนระบุไว้ว่า ชาวฝรั่งเศสทุกคน สามารถใช้เงินที่เทียบเท่ากับผลผลิตจากที่ดินและภาษีเช่า 8 ปี เพื่อครอบครองที่ดินทำกินขนาดไม่เกิน 30 ไร่ได้
เงินก้อนนี้สามารถทยอยจ่ายเป็นรายปีได้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายให้ครบในครั้งเดียว ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยังจะให้เงินอุดหนุนค่าไถ่ถอนตามระยะเวลาที่เคยเพาะปลูกบนที่ดินผืนนั้นด้วย หากก่อนหน้านี้เคยเพาะปลูกได้ผลผลิตสูง ก็จะได้รับเงินอุดหนุนเช่นกัน
โดยสรุปแล้ว ผู้เช่าที่เพาะปลูกบนที่ดินผืนใดผืนหนึ่งมานานกว่า 20 ปี และมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของที่ดินบริเวณรอบๆ ถึง 30% รัฐบาลก็จะให้เงินอุดหนุนเท่ากับ 30% ของค่าไถ่ถอนที่ดินเลยทีเดียว!
นอกจากนี้ สำหรับครอบครัวที่ซื้อที่ดินเฉลี่ยไม่เกิน 30 ไร่ต่อคน หลังจากผ่านการพิจารณาจากคริสตจักรประจำเขตแล้ว ก็จะสามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรแห่งฝรั่งเศสได้เพื่อความสะดวกในการผลักดันนโยบายการไถ่ถอนที่ดิน โจเซฟได้ให้ธนาคารออมสินฝรั่งเศสเป็นผู้นำในการลงทุน และดึงดูดเงินทุนจากรัฐบาลท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก เพื่อก่อตั้งธนาคารที่เน้นดูแลกิจการด้านการเกษตรแห่งนี้ขึ้นมา
เงินกู้ก้อนนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวผู้เช่าที่ดินครอบครัวไหน ก็สามารถกู้เงินก้อนนี้ไปจ่ายค่าไถ่ถอนที่ดินงวดแรก และได้รับที่ดินทำกินมาครอบครองได้ทันที
แน่นอนว่า เงินกู้ก้อนนี้จะไม่ตกไปอยู่ในมือของเกษตรกรโดยตรง แต่จะถูกนำไปจ่ายเป็นค่าไถ่ถอนในแต่ละงวดเลย และระยะเวลาในการผ่อนชำระเงินกู้ก็ยังสามารถขยายออกไปได้ถึง 15 ปี เกษตรกรจึงไม่ต้องกังวลเรื่องค่าไถ่ถอนเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงหลังจากนี้ตั้งใจทำไร่ไถนา โดยพื้นฐานแล้วก็จะไม่มีความกดดันทางการเงินใดๆ เลย
ส่วนกรณีที่ซื้อที่ดินเฉลี่ยเกิน 30 ไร่ต่อคน ก็จะต้องเสีย “ค่าธรรมเนียม” 20%
และหากเกิน 100 ไร่ต่อคน ไม่เพียงแต่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเป็น 33% เท่านั้น แต่ยังต้องจ่ายเงินสดเท่ากับครึ่งหนึ่งของค่าไถ่ถอนทั้งหมดในคราวเดียว และต้องผ่อนชำระส่วนที่เหลือให้หมดภายใน 4 ปีด้วย
เงื่อนไขการไถ่ถอนเหล่านี้ เรียกได้ว่าดีกว่าที่บรรดาเกษตรกรเคยวาดฝันไว้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดเสียอีก หลายต่อหลายเท่า!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้อิทธิพลของข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ ว่าระยะเวลาการไถ่ถอนคือ 50 ปี และต้องจ่ายให้หมดในครั้งเดียว บรรดาเกษตรกรจึงรู้สึกว่า องค์กษัตริย์ทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาและทรงมีความรักอันบริสุทธิ์เฉกเช่นเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า
พวกเขาไม่กลัวความยากลำบากในการทำงาน ขอเพียงแค่ได้เห็นความหวัง และขอเพียงไม่ต้องถูกค่าไถ่ถอนที่แสนแพงกดทับจนใช้ชีวิตไม่ได้ พวกเขาก็พอใจมากแล้ว
และในเวลานี้ เพียงแค่ 8 ปี พวกเขาก็จะสามารถครอบครองที่ดินที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง เหมือนกับนายท่านขุนนางในอดีตได้แล้ว
ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่องค์กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ “พระผู้ช่วยให้รอด” ผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงประทานให้กับทุกคน
บรรดาเกษตรกรที่เคยเข้าร่วมการก่อกบฏมาก่อนหน้านี้ ไม่ต้องให้ใครมาตำหนิติเตียน จิตใต้สำนึกของพวกเขาก็จะทรมานจนรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอยู่แล้ว ดังนั้น พวกเขาจึงพากันมารวมตัวที่โบสถ์ เพื่อหวังว่าจะได้ลดทอนบาปในใจต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า
บาทหลวงจอลลีจำต้องพยุงเกษตรกรตรงหน้าให้ลุกขึ้นทีละคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เขาในวัยกว่าครึ่งร้อยแทบจะหมดเรี่ยวหมดแรง หลังจากหอบหายใจอยู่พักใหญ่ เขาก็เอ่ยปลอบโยนคนกว่าสิบคนนี้อย่างอ่อนโยน:
“แม้แต่พระผู้เป็นเจ้ายังทรงให้อภัยพวกท่าน องค์กษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาก็คงจะไม่ทรงเอาผิดพวกท่านอีกเช่นกัน
“หากพวกท่านต้องการจะล้างความรู้สึกผิดในใจ ก็จงหมั่นมาที่โบสถ์ เพื่อสวดภาวนาต่อองค์กษัตริย์อย่างศรัทธาเถิด”
บรรดาเกษตรกรต่างก็พยักหน้าอย่างแรงทันที:
“ท่านพูดถูกแล้ว ต่อไปข้าจะมาสวดภาวนาให้องค์กษัตริย์ทุกวันเลย!”
“ข้าก็จะมาทุกวัน ข้าจะจงรักภักดีต่อองค์กษัตริย์ตลอดไป!”
“ข้าด้วย…”
เมื่อพวกเขาถูกคุณมาลีผลักตัวออกไปจากห้องสารภาพบาป คน 7 คนที่รอคอยมาเป็นเวลานานก็รีบเบียดตัวเข้ามาทันทีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน บาทหลวงจอลลีจึงทำได้เพียงใช้ห้องสารภาพบาปแบบเดี่ยวในลักษณะนี้
ส่วนเกษตรกรที่เดินออกมาจากห้องสารภาพบาป ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังปราศรัยอยู่ด้านนอกโบสถ์ เพื่อนบ้านผู้มีน้ำใจที่อยู่ข้างๆ จึงบอกพวกเขาว่า นั่นคือคนที่ถูกแซ็ง-ฌุสต์หลอกลวง กำลังระบายความโกรธแค้นในใจออกมา
เมื่อบรรดาเกษตรกรได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาทันที เป็นเพราะแซ็ง-ฌุสต์คนนั้น ที่ทำตัวเหมือนคนดีมีศีลธรรม แต่กลับมาหลอกทุกคนว่ารัฐบาลจะบังคับใช้นโยบายไถ่ถอนที่ดิน 50 ปี แถมยังมายุยงให้ทุกคนก่อเรื่องอีก!
ช่างน่ารังเกียจและต่ำช้าจริงๆ!
หลายคนเดินเข้าไปใกล้ชายที่กำลังปราศรัยด้วยความอยากรู้อยากเห็น และฟังเขาด่าทอถึงอันตรายที่ “กลุ่มเสรีนิยม” นำมาสู่ฝรั่งเศส
มีเกษตรกรคนหนึ่งถามคนที่อยู่ข้างๆ ด้วยความสงสัยว่า:
“กลุ่มเสรีนิยมคืออะไรหรือ?”
เกษตรกรที่เคยผ่านโลกมาบ้างคนหนึ่งช่วยอธิบายให้เขาฟัง:
“อ้อ ข้าเคยได้ยินบารอนกีย์บอกมา คนประเภทเดียวกับแซ็ง-ฌุสต์ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ‘กลุ่มเสรีนิยม’ พวกเขาเอาแต่คิดอยากจะล้มล้างองค์กษัตริย์”
“ไอ้พวกสารเลวพวกนี้! ใครกล้าลบหลู่องค์กษัตริย์ ข้าจะไม่มีวันอภัยให้มันเด็ดขาด!”
“ใช่แล้ว! ต่อไปถ้าเจอไอ้พวกที่อ้างตัวว่าเป็นกลุ่มเสรีนิยม ข้าก็จะไปแจ้งตำรวจม้าทันที”
“กลุ่มเสรีนิยมอะไรกัน? สิ่งที่พวกมันนำมาไม่ใช่เสรีภาพ แต่เป็นคำโกหกหลอกลวงต่างหาก!”
โจเซฟก็คงคาดไม่ถึงเช่นกัน ว่าหลังจากผ่านเรื่องราวในครั้งนี้ไปแล้ว จะทำให้กลุ่มเสรีนิยมหัวรุนแรงของฝรั่งเศสกลายเป็นเหมือนหนูที่วิ่งข้ามถนน อย่างน้อยในชนชั้นเกษตรกร พวกเขาก็ไม่เหลือความน่าเชื่อถืออีกต่อไปแล้ว
ไม่นาน หัวข้อสนทนาของบรรดาเกษตรกรก็เปลี่ยนไปเป็นเรื่องสายลับเนเธอร์แลนด์
“ไอ้พวกไร้ยางอายพวกนี้” มีคนพูดอย่างเคียดแค้น “ขอพระผู้เป็นเจ้าทรงลงโทษพวกมัน!”
“ญาติของข้าที่อยู่ในเมืองบอกว่า สายลับกว่าหนึ่งร้อยสามสิบคนที่ถูกจับได้ ถูกตัดสินให้ถูกแขวนคอทั้งหมดเลยล่ะ”
“ดีมาก! พวกมันสมควรได้รับโทษแล้ว!”
“ข้าได้ยินมาว่า องค์กษัตริย์กำลังทำสงครามกับพวกเนเธอร์แลนด์อยู่ด้วย”
“จริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าต้องให้ลูกชายคนรองไปเป็นทหารซะแล้ว”
“ข้าก็จะให้ลูกชายของข้าไปเหมือนกัน!”
“หึ ข้ามีลูกชายตั้ง 5 คนแน่ะ…”

0 Comments