ตอนที่ 371 สำหรับคนเป็นแม่ บนโลกนี้มีเพียงเรื่องเดียวที่สำคัญ
แปลโดย เนสยังพระราชินีมารีมองดูพระโอรสด้วยความประหลาดพระทัย ขนมเบลเยียมที่พันด้วยน้ำตาลสายไหมและโรยด้วยผงโกโก้ในพระหัตถ์ของพระองค์หยุดชะงัก ไม่ได้ถูกส่งเข้าพระโอษฐ์เสียที: “ลูกกำลังจะบอกว่า เรื่องที่อาร์ชบิชอปตาลแลร็องแสดงท่าทีสนับสนุนให้รัสเซียยึดครองสวีเดน เป็นความคิดของลูกอย่างนั้นหรือ?”
“อา ถือว่าเป็นคำแนะนำทางนโยบายต่างประเทศที่ลูกมอบให้เขาก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ” โจเซฟไม่อยากให้เสด็จแม่ทรงรู้สึกว่ารัฐมนตรีต่างประเทศมองข้ามพระนาง จึงเลือกใช้คำพูดที่ถนอมน้ำใจ “และเขาก็บังเอิญเห็นด้วยพอดีพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วทำไมลูกถึงต้องไปปล่อยปละละเลยพวกรัสเซียด้วยล่ะ?”
“ก็เพื่อให้พวกเขาลืมเรื่องโปแลนด์ไปชั่วคราวน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่ก็ทรงทราบ หากกองทัพรัสเซียว่างเมื่อไหร่ โปแลนด์ก็จะต้องเดือดร้อนเมื่อนั้น”
พระราชินีมารีกะพริบพระเนตร: “ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็ควรจะไปเจรกับรัสเซียโดยตรง ไม่ใช่ยอมสละสวีเดนแบบนี้นะ”
“เอ่อ…” โจเซฟแอบบีบที่วางแขนเก้าอี้เบาๆ พยายามอธิบายอย่างใจเย็น “เสด็จแม่ทรงวางพระทัยเถิด สวีเดนสามารถต้านทานการรุกรานของรัสเซียได้พ่ะย่ะค่ะ”
“แต่แม่ไม่เห็นว่าสวีเดนจะแข็งแกร่งกว่าโปแลนด์สักเท่าไหร่เลยนะ”
“สวีเดนจะได้รับความช่วยเหลือจากอังกฤษและปรัสเซียพ่ะย่ะค่ะ”
“ลูกมั่นใจได้อย่างไร?”
“มันเป็นอย่างนี้พ่ะย่ะค่ะ…”
หนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อมา พระราชินีมารีก็ทรงลืมขนมหวานไปเสียสนิท สายตาที่ทอดพระเนตรมกุฎราชกุมารมีเพียงความตกตะลึง: “ดังนั้น กลยุทธ์ของลูกก็คือ จัดการสถานการณ์รอบๆ ตูนิสให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยให้มาร์ควิสเดอลาฟาแยตไปสร้างปัญหาให้อังกฤษที่อินเดียงั้นหรือ?”
“อา ลูกก็แค่ให้คำแนะนำกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ มาร์ควิสเดอลาฟาแยตได้รับคำสั่งจากดยุกเดอบรอยให้เดินทางไปตะวันออกไกลพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟจำต้องพยายามหาข้อแก้ตัวให้บรรดารัฐมนตรี: “ตามการสืบสวนของสำนักข่าวกรอง แอลเจียร์และตริโปลีล้วนได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษ หากอินเดียทำให้อังกฤษต้องทุ่มเทสรรพกำลังมหาศาล ความกดดันในแอฟริกาเหนือของเราก็จะลดลงพ่ะย่ะค่ะ
“เสด็จแม่ทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ หลังจากที่มัยซอร์ประกาศสงครามกับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษก็รีบมาปารีสทันที หากลูกเดาไม่ผิด เขาคงมาขอร้องให้เราเลิกยุ่งเกี่ยวสถานการณ์ในอินเดีย
“แน่นอนว่า เราไม่อาจตอบตกลงง่ายๆ อีกอย่างช่วงนี้เราก็เพิ่งเอาชนะกองทัพฮันโนเฟอร์มาด้วย เราจะต้องให้เขายอมเสียผลประโยชน์ให้มากพอก่อน ถึงจะนำมาพิจารณา…”
พระราชินีมารีแทบจะไม่ได้ฟังประโยคหลังๆ ของพระโอรสเลย ในพระทัยของพระองค์มีแต่ความตื่นเต้นและความภาคภูมิใจที่พลุ่งพล่าน พระโอรสของพระองค์โตขึ้นแล้ว แถมยังเก่งกาจขนาดนี้ พูดถึงเรื่องใหญ่ระดับชาติได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อก่อนแม้แต่อาร์ชบิชอปบรีแอนก็ยังไม่เคยอธิบายได้กระจ่างแจ้งเท่าที่เขาพูดเลย
แต่ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงรู้สึกใจหาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานพระโอรสก็จะไม่ต้องการการปกป้องจากพระนางอีกต่อไปแล้ว เขาจะกางปีกบินออกจากรังน้อยๆ ที่พระนางสร้างไว้ให้ เหมือนกับนกที่ปีกกล้าขาแข็ง
จู่ๆ พระองค์ก็ทรงชะงักไป ก่อนจะทรงสะบัดพระเศียรอย่างแรง
นี่พระนางกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย? พระโอรสกำลังจะอายุครบ 16 ชันษาแล้วนะ เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว! แถมยังเป็นถึงบุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย!
พระนางจะทำเหมือนตอนที่เขายังเด็ก คอยอุ้มเขาไว้ในอ้อมอกตลอดเวลาไม่ได้ เขาควรจะได้สยายปีกบินอย่างสง่างามเหนือน่านฟ้าแห่งฝรั่งเศสสิถึงจะถูก
และก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เขาสามารถทำมันได้อย่างยอดเยี่ยม
เมื่อทรงคิดได้ดังนั้น ในพระทัยของพระราชินีมารีก็เหลือเพียงเรื่องเดียว: “โจเซฟ อีกไม่กี่เดือนลูกก็จะอายุครบ 16 ชันษาแล้ว แม่รู้ว่าลูกมีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ ที่จะทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อทำให้ประเทศชาติแข็งแกร่ง แต่ลูกก็ต้องคิดเรื่องแต่งงานของตัวเองบ้างนะ
“ลูกอาจจะยังไม่ต้องแต่งงานตอนนี้ก็ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าลูกจะเลือกคู่หมั้นไม่ได้ เห็นแก่พระผู้เป็นเจ้า ลูกถือซะว่าทำเพื่อให้แม่และพ่อของลูกสบายใจก็แล้วกัน”
พระองค์ทรงลดเสียงลงอีก: “พูดกันตามตรง ลูกคงไม่ได้ชอบผู้ชายหรอกใช่ไหม? โอ้ พ่อของลูกเคยเปรยๆ เรื่องนี้กับแม่น่ะ”
โจเซฟถึงกับปวดหัวตึบ ทำไมคุยเรื่องระดับชาติอยู่ดีๆ ถึงวกมาเรื่องนี้ได้ล่ะเนี่ย
“แน่นอนว่าไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ” เขารีบส่ายหน้า “เสด็จแม่ทรงวางพระทัยเถิด ลูกจะต้องเลือกผู้หญิงที่ลูกชอบมาแต่งงานด้วยอย่างแน่นอน”
พระราชินีมารีรีบฉวยโอกาสทันที: “งั้นลูกคิดว่าเคลเมนทีน…”
“อ้า เสด็จแม่ ลูกพี่ลูกน้องของลูกเธอเป็นคนดีมาก แต่เธอคงไม่ใช่ภรรยาในอุดมคติของลูกอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นเจ้าหญิงแห่งซิซิลีล่ะ? ไม่หรือ? แล้วเจ้าหญิงแห่งซาวอยล่ะ? ก็ไม่ได้อีก? แล้วเจ้าหญิงแห่งสเปนล่ะ…”
โจเซฟทั้งอยากจะหัวเราะและอยากจะร้องไห้ แม้เสด็จแม่จะไล่เรียงเจ้าหญิงของประเทศรอบข้างมาเกือบหมดแล้ว แต่ด้วยธรรมเนียมอันย่ำแย่ระหว่างราชวงศ์ในยุโรป ที่มักจะแต่งงานกันเองแต่ในราชวงศ์ใหญ่ๆ ไม่เคยเปิดรับสายเลือดใหม่เลย ทำให้ผู้หญิงทุกคนที่พระองค์เอ่ยถึง ล้วนเป็นญาติใกล้ชิดของเขาทั้งนั้น!
คนที่ห่างที่สุดก็ยังเป็นญาติห่างๆ ไม่เกินสามรุ่น ส่วนคนที่ใกล้ชิดอย่างเคลเมนทีนก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แบบนี้จะไปแต่งงานกันได้ยังไง?
เมื่อเห็นว่าพระราชินีมารีเริ่มจะจริงจังและเบนเข็มไปหาเป้าหมายทางฝั่งอังกฤษ โจเซฟก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“เอ่อ เสด็จแม่ที่รัก อันที่จริงข้อเรียกร้องของลูกก็เรียบง่ายมากเลยพ่ะย่ะค่ะ” เขากัดฟันพูด “คือว่า ลูกหวังว่าจะได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่มีสายเลือดเดียวกันกับลูกเลยน่ะพ่ะย่ะค่ะ”
“หา? ทำไมล่ะ?”
โจเซฟถึงกับปวดหัวตึบ หากจะบอกตรงๆ ว่าการแต่งงานในหมู่เครือญาติจะทำให้มีโอกาสคลอดลูกออกมาปัญญาอ่อน มันก็จะดูเหมือนเป็นการด่าพ่อแม่ของตัวเอง ท้ายที่สุดแล้วทั้งปู่ย่าและตายายของเขาก็ล้วนแต่แต่งงานกันในหมู่เครือญาติทั้งนั้น…
และในฐานะคนที่ผ่านการหล่อหลอมแนวคิดในศตวรรษที่ 21 มาแล้ว เขาก็ยอมรับเรื่องการมีภรรยาที่เป็นญาติใกล้ชิดไม่ได้จริงๆ
“คือว่า…” เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด “มันเป็นเรื่องของพันธุกรรมน่ะพ่ะย่ะค่ะ แบบว่า เมนเดล… โอ้ ไม่ใช่ เขายังไม่…”
พระราชินีมารีทอดพระเนตรพระโอรสที่มีสีหน้าเหมือนคนปวดท้อง จู่ๆ พระองค์ก็ทรงแย้มสรวลอย่างอ่อนโยน และดึงพระหัตถ์ของเขามาจับไว้: “เอาล่ะๆ แม่เข้าใจแล้ว แต่ในฐานะมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส ลูกจะไปแต่งงานกับผู้หญิงสามัญชนไม่ได้เด็ดขาดนะ”
ในมุมมองของพระนาง พระโอรสจะต้องอยากแต่งงานกับผู้หญิงสามัญชนแน่ๆ ถึงได้แต่งเหตุผลนี้ขึ้นมา
“หา?” โจเซฟอุทานออกมาตามสัญชาตญาณ “ลูกไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะแต่งงานกับสามัญชน”
“โอ้? จริงหรือ?”
“แต่งกับเจ้าหญิงสิ ลูกต้องแต่งกับเจ้าหญิงจริงๆ” โจเซฟที่เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ พูดอย่างหนักแน่น “ขอแค่ไม่ใช่ญาติพี่น้องกันก็พอพ่ะย่ะค่ะ”
ในเวลานั้นเอง บรีแอนก็นำเอกสารสำคัญมาให้สมเด็จพระราชินีทรงลงพระนามาภิไธย บทสนทนาของทั้งสองจึงต้องหยุดชะงักลง
โจเซฟรีบฉวยโอกาสนี้หลบหนีออกจากสถานที่ถูกบีบบังคับให้แต่งงานทันที
หลังจากจัดการงานราชการเสร็จ พระราชินีมารีก็เสด็จออกไปที่ระเบียง ทอดพระเนตรพืชพรรณและดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนที่กำลังเบ่งบานอย่างมีชีวิตชีวา แต่ในพระทัยกลับทรงนึกถึงคำพูดของพระโอรสเมื่อครู่นี้
“ต้องไม่มีสายเลือดเดียวกัน” พระองค์ทรงขมวดพระขนงเล็กน้อย “แต่กลับบอกว่าจะแต่งงานกับเจ้าหญิง ในราชวงศ์ยุโรปมีเจ้าหญิงแบบนี้ด้วยหรือ?”
คิดไปคิดมา แม้แต่ราชวงศ์อังกฤษก็ยังมีสายเลือดเดียวกับราชวงศ์ฝรั่งเศส แม้จะเจือจางไปมากแล้วก็ตาม และพระนางก็คงจะไม่ให้พระโอรสไปแต่งงานกับผู้หญิงอังกฤษแน่ๆ…
“สรุปแล้วลูกคิดอะไรอยู่กันแน่นะ?”
พระราชินีมารีทรงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง จู่ๆ ก็มีภาพดวงตากลมโตแสนอ่อนโยนของเด็กสาวคนหนึ่งผุดขึ้นมาในพระทัย
ดวงตาของพระนางเป็นประกายขึ้นมาทันที เด็กสาวคนนั้นไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ฝรั่งเศสจริงๆ “ที่แท้ โจเซฟก็ชอบแม่หนูคนนั้นนี่เอง! อืม แม้อายุจะยังน้อยไปหน่อย แต่ก็น่ารักมากจริงๆ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น
“ใช่แล้ว ตอนนี้เธอก็อยู่ที่ปารีส มิน่าล่ะ โจเซฟถึงได้รีบบึ่งกลับมาจากเซาท์เนเธอร์แลนด์อย่างกะทันหัน”
พระนางยังทรงจำได้ว่า โจเซฟเคยบอกว่าอยากจะแต่งงานกับเจ้าหญิงจากประเทศมหาอำนาจ รัสเซียแม้จะยากจนและล้าหลัง แต่ก็มีพื้นที่กว้างใหญ่และประชากรมากมาย ถือเป็นประเทศมหาอำนาจได้อย่างแท้จริง
จู่ๆ พระนางก็ทรงรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย ที่แท้พระโอรสก็เคยบอกใบ้ถึงคนที่เขาหมายปองมาตั้งนานแล้ว แต่พระนางกลับไม่เคยเข้าใจเลย
เขาช่างเป็นเด็กที่ขี้อายจริงๆ ชอบลูกสาวบ้านไหนก็ไม่ยอมบอกตรงๆ ต้องให้พ่อแม่คอยเดาอยู่เรื่อย
แม้พระราชินีมารีจะรู้สึกเสียดายที่เคลเมนทีนต้อง “ตกรอบ” ไป แต่พระนางก็กลับมาอารมณ์ดีได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็แน่ใจได้แล้วว่าพระโอรสไม่ได้ชอบผู้ชาย

0 Comments