You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

สิ่งที่คาร์ลที่ 2 ไม่รู้ก็คือ โจเซฟได้ริเริ่มใช้ระบบหมุนเวียนกองกำลังแล้ว เพื่อให้กองพลทหารองครักษ์สามารถรักษาพละกำลังและขวัญกำลังใจไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม เขาได้ส่งกำลังทหารไปประจำการอยู่ในเมืองสำคัญสองแห่งทางตอนใต้ของบรัสเซลส์แห่งละสองกรม และเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้ให้ทหารรักษาการณ์อีก 1 พันนาย เมื่อรวมกับทหารม้าพรานที่ออกไปสอดแนม ก็มีทหารเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสถานะเตรียมพร้อมรบ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็จะไปฝึกซ้อมตามปกติอยู่ที่ตอนเหนือของนามูร์

และทุกๆ หนึ่งเดือนครึ่ง ทั้งสองกลุ่มก็จะสลับหน้าที่กัน

นอกจากนี้ เขายังได้เกณฑ์ทหารท้องถิ่นในแคว้นวาลลูนมาอีก 5 พันนาย เพื่อก่อตั้ง “กองกำลังพิทักษ์ชาติวาลลูน” เพื่อมาช่วยรบที่บรัสเซลส์ ในพื้นที่ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสของเซาท์เนเธอร์แลนด์แห่งนี้ ขอเพียงแค่ให้เงินเดือนทหารสักหน่อย คนที่พร้อมจะรับใช้มกุฎราชกุมารฝรั่งเศสก็มีให้เลือกเกลื่อนกลาด

นั่นหมายความว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ยืดเยื้อในปัจจุบัน ทหารกองพลทหารองครักษ์ 7 พันนาย บวกกับกองกำลังผสมที่เพิ่งจะเกณฑ์มาอีก 5 พันนาย ก็สามารถรับมือกับทหาร 4 หมื่นกว่านายที่กำลังเสียขวัญฝั่งตรงข้ามได้อย่างสบายๆ

คาร์ลที่ 2 นึกถึงความอัปยศตอนที่ตนเองถูกจับเป็นเชลย ก็สั่งด้วยความโกรธแค้น ให้นายทหารเหล่านั้นกลับไปจัดทัพ และเตรียมบุกโจมตีกองทัพฝรั่งเศสอีกครั้งในอีกสามวันให้หลัง

หลังจากนายทหารฮันโนเฟอร์เดินตัวสั่นออกไป คาร์ลที่ 2 ก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้ ทหารฝรั่งเศสทางตอนใต้ของบรัสเซลส์นั้นมีประสิทธิภาพในการรบสูงมาก เขาก็เคยรับรู้รสชาตินี้มาแล้ว ตอนนั้นทั้งสองฝ่ายยังไม่ทันได้สู้กันแบบเผชิญหน้า เขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปแล้ว

และสถานการณ์การรบในช่วงกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ลำพังเพียงแค่กำลังทหารในมือของเขา บวกกับพวก “ชาวนา” เซาท์เนเธอร์แลนด์ที่จัดแถวก็ยังไม่เป็น ยากที่จะคว้าชัยชนะในสมรภูมินี้มาได้

เขาถอนหายใจยาวๆ นั่งลงหลังโต๊ะทำงาน หยิบปากกาเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือถึงน้องเขยของตน ซึ่งก็คือกษัตริย์จอร์จที่ 3 แห่งอังกฤษ

เดิมทีเขาเป็นฝ่ายส่งทหารมาแทรกแซงสถานการณ์ในเซาท์เนเธอร์แลนด์ตามคำขอของจอร์จที่ 3 แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นสงครามของเขาไปเสียแล้ว

หลังจากใส่จดหมายลงในซอง เขาก็ยังรู้สึกว่าไม่ค่อยปลอดภัย จึงหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง แล้วเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีพิตต์ผู้ลูกของอังกฤษด้วยอีกฉบับ เนื้อหาหลักของจดหมายทั้งสองฉบับแทบจะเหมือนกัน คือต้องการให้อังกฤษส่งกำลังเสริมมาที่บรัสเซลส์

ในขณะที่คาร์ลที่ 2 กำลังร้อนรนกับสถานการณ์การรบ โจเซฟก็กำลังตรวจสอบผลการสอบคัดเลือกของ “คณะกรรมการเตรียมการเสบียงทหารแห่งเซาท์เนเธอร์แลนด์” ที่เพิ่งจะถูกส่งมา

ใช่แล้ว จักรพรรดิโยเซฟที่ 2 ทรงเห็นด้วยกับคำขอของฝรั่งเศสในการเก็บเสบียงในพื้นที่ตอนใต้ของเซาท์เนเธอร์แลนด์อย่างไม่ลังเล และสั่งให้เจ้าหน้าที่ออสเตรียในเซาท์เนเธอร์แลนด์ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

พร้อมกันนี้ พระองค์ก็ยังตอบจดหมายกลับมาว่า ทรงชื่นชมในบทบาทชี้ขาดของกองทัพฝรั่งเศสในการปราบปรามกบฏเซาท์เนเธอร์แลนด์ รวมถึงการโจมตีกองกำลังผู้บุกรุกอย่างปรัสเซียและฮันโนเฟอร์เป็นอย่างมาก ในช่วงท้ายของจดหมาย องค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้ระบุว่า จะใช้ลักเซมเบิร์กเป็นของกำนัลตอบแทนการส่งทหารของฝรั่งเศสในครั้งนี้

หลังจากนั้น โจเซฟก็สั่งให้จัดตั้ง “คณะกรรมการเตรียมการเสบียงทหาร” แห่งนี้ขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงก็คือการเข้าควบคุมการเก็บภาษี การคลัง และการพาณิชย์ของแคว้นวาลลูน เมื่อสามารถผูกขาดอำนาจทางการเงินได้แล้ว การบริหารจัดการแคว้นวาลลูนก็แทบจะกลายเป็นอำนาจเด็ดขาดของคณะกรรมการแต่เพียงผู้เดียว หากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคนไหนไม่ยอมฟังคำสั่ง เดือนหน้าก็เตรียมตัวอดได้เงินเดือนได้เลย

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะกรรมการล้วนถูกส่งมาจากฝรั่งเศส ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับกลางและระดับล่าง ล้วนใช้คนท้องถิ่นแคว้นวาลลูน

โจเซฟนำประสบการณ์จากการสอบ “ข้าราชการ” ของตูนิสก่อนหน้านี้ มาจัดการสอบที่แคว้นวาลลูนด้วย แน่นอนว่าต้องใช้ข้ออ้างเพื่อ “คัดเลือกผู้ที่มีความสามารถ เพื่อเร่งจัดหาเสบียงที่แนวหน้าต้องการอย่างเร่งด่วน” แต่แท้จริงแล้วก็คือการใช้โอกาสนี้ซื้อใจชนชั้นสูงในแคว้นวาลลูนต่างหาก

และก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ ขุนนางและนายทุนในแคว้นวาลลูนแห่กันมาสมัครสอบอย่างล้นหลาม ด้วยประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยม พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงสามสัปดาห์ก็สอบเสร็จ

โจเซฟมองดูรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก 103 คน รวมถึงตำแหน่งที่ฟูเรีย ประธานคณะกรรมการ ซึ่งก็คืออดีตผู้ช่วยเทศมนตรีเมืองเรอแตลของฝรั่งเศส เป็นผู้แนะนำให้พวกเขา แต่เขากลับส่ายหน้าเบาๆ

ฟูเรียเห็นดังนั้นก็ใจหายวาบ รีบก้าวเข้าไปก้มหัวทำความเคารพ:

“ฝ่าบาท ตำแหน่งเหล่านี้มีอะไรไม่เหมาะสมหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

โจเซฟแกว่งเอกสารในมือ:

“คนแค่ 103 คน จะสามารถรับประกันได้หรือว่าการส่งเสบียงไปแนวหน้าจะไม่มีปัญหา? หากเกิดปัญหาขึ้นมา เราก็อาจจะแพ้สงครามได้ทุกเมื่อนะ!”

ฟูเรียชะงักไป: “ความหมายของพระองค์คือ?”

“อย่างน้อยก็ต้องมีสัก 300 ตำแหน่งที่รับผิดชอบเรื่องเสบียง ถึงจะมั่นใจได้”

ประธานฟูเรียแม้จะยังงงๆ แต่ในเมื่อมกุฎราชกุมารยินดีจ่ายเงินเดือนให้ เขาก็ย่อมไม่มีปัญหาอะไร:

“อา พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท กระหม่อมจะรีบไปจัดการปรับเปลี่ยนเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”

แน่นอนว่า โจเซฟไม่ได้มีเงินเหลือใช้จนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่คนที่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้ ล้วนจะเป็นขุมกำลังสำคัญของเขาสนการบริหารแคว้นวาลลูนในอนาคต ซึ่งจำนวน 300 คนนั้นก็ยังถือว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำ

เขาหันไปมองไวส์เคานต์ฟลอตต์ ที่อยู่ข้างๆ ซึ่งก็คือคน “ฝักใฝ่ฝรั่งเศส” ที่เคยนำข้าวโอ๊ตและข่าวสารมามอบให้กองพลทหารองครักษ์ด้วยตัวเองก่อนหน้านี้:

“นอกจากนี้ ยังมีอีก 30 ตำแหน่ง ข้าขอรบกวนให้ท่านไปหารือกับ ‘ผู้ประสานงาน’ คนอื่นๆ แล้วช่วยแนะนำคนเก่งๆ มาให้ข้าทีนะ”

ปัจจุบัน ไวส์เคานต์ฟลอตต์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ประสานงานของคณะกรรมการประจำเมืองมงส์ ซึ่งเทียบเท่ากับรองนายกเทศมนตรี ในฐานะตัวแทนของชนชั้นขุนนางในแคว้นวาลลูน คนที่เขาแนะนำย่อมต้องเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในแคว้นนี้อย่างแน่นอน

นี่ก็เท่ากับว่าฝรั่งเศสและคนท้องถิ่นวาลลูนได้กลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์เดียวกันแล้ว ในอนาคตต่อให้ออสเตรียจะไม่อยากปล่อยแคว้นวาลลูนไป คนเหล่านี้ก็จะต้องเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาต่อต้าน

“อา! ขอบพระทัยในความไว้วางใจของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ!” ไวส์เคานต์ฟลอตต์รีบเอามือทาบอก ทำความเคารพ และพูดด้วยความตื่นเต้น “กระหม่อมจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ เพื่อคัดเลือกบุคลากรที่ยอดเยี่ยมที่สุดมาให้พระองค์อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”

“ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้วล่ะ” โจเซฟพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม แล้วพูดต่อ “อ้อ เรื่องการจัดตั้ง ‘บริษัทถ่านหินวาลลูนร่วมทุน’ ก็ขอให้ท่านให้ความร่วมมือกับประธานฟูเรียด้วยนะ”

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”

บริษัทถ่านหินวาลลูนร่วมทุนที่ว่านี้ คือบริษัทที่ธนาคารออมสินฝรั่งเศสเป็นผู้ลงทุนจัดตั้งขึ้น เพื่อรับซื้อหรือเป็นผู้ถือหุ้นของเหมืองถ่านหินในแคว้นวาลลูน เนื่องจากผลกระทบจากสงคราม ราคาเหมืองถ่านหินจึงตกต่ำลงอย่างรุนแรงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนี่ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการลงทุน

ทว่า ที่นี่ต่างจากดินแดนเล็กๆ อย่างลักเซมเบิร์ก ธนาคารออมสินฝรั่งเศสไม่มีกำลังพอที่จะกว้านซื้อเหมืองถ่านหินทั้งหมดได้ โจเซฟจึงได้เชิญชวนให้นักลงทุนจากทั้งฝรั่งเศสและแคว้นวาลลูนมาร่วมลงทุนในบริษัทนี้ด้วย

แน่นอนว่า อำนาจการตัดสินใจจะต้องอยู่ในมือของธนาคารออมสินฝรั่งเศส ในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ที่สุด บวกกับการสนับสนุนจากคณะกรรมการเตรียมการเสบียงทหาร ธนาคารออมสินฝรั่งเศสจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “คณะกรรมการผู้มีสิทธิยับยั้งเพียงผู้เดียว” โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากนัก

อีกไม่นาน ปริมาณถ่านหินสำรองมหาศาลของแคว้นวาลลูน ซึ่งเทียบเท่ากับเขตอุตสาหกรรมรูห์รของเยอรมนี ก็จะกลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของฝรั่งเศส

และเมื่อบริษัทถ่านหินร่วมทุนได้รับคำสั่งซื้อจากฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่อง นักลงทุน ตัวแทนจำหน่าย และคนงานในแคว้นวาลลูนที่ได้รับผลประโยชน์ ก็จะยิ่งพึ่งพาฝรั่งเศสมากขึ้นไปอีก

ลอร์ดเวย์ลสลีย์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ไม่ได้เดินทางตรงไปยังปารีสเพื่อเจรจาผลประโยชน์เรื่องอินเดียกับฝรั่งเศสตามที่นายกรัฐมนตรีสั่ง แต่เขากลับขึ้นเรือและเตรียมจะเดินทางไปยังบรัสเซลส์ผ่านท่าเรืออัมสเตอร์ดัม โดยฝ่าฟันอันตรายจากสงคราม

เขารู้ดีว่า ไพ่ต่อรองในมือของเขายังไม่พอที่จะนำไปเจรจาต่อรองเรื่องอินเดียกับฝรั่งเศสได้ ดังนั้นเขาจึงหวังว่าจะหาไพ่ต่อรองเพิ่มได้จากแนวหน้าบรัสเซลส์

ทว่า ทันทีที่เขาลงจากเรือ เขาก็ได้รับข่าวเรื่องที่คาร์ลที่ 2 ขอความช่วยเหลือจากอังกฤษ

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note