ตอนที่ 351 พลังแห่งเงินตราหรือ? ข้าก็มีเหมือนกัน!
แปลโดย เนสยังคุณเกริซยืนมองอยู่อย่างเงียบๆ จนกระทั่งอเล็กซานดราวาดภาพเสร็จ ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับรอยยิ้มประหลาดใจ: “ท่านแกรนด์ดัชเชส ท่านคือนักเรียนที่มีพรสวรรค์มากที่สุดเท่าที่ข้าเคยเห็นมาเลย ท่านวาดโจแอนนาออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวามาก…”
โจแอนนาก็คือสาวใช้ที่กำลังรับหน้าที่เป็นนางแบบอยู่หน้าห้องวาดภาพนั่นเอง
ขณะที่เกริซกำลังพูด เขาก็เหลือบไปเห็นผลงานของนักเรียนคนอื่นๆ แล้วอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าถอนหายใจตามสัญชาตญาณ: “คลาริส มาริสซา บางทีพวกเธอควรจะมาดูภาพวาดของแกรนด์ดัชเชสอเล็กซานดรานะ
“พวกเธอเรียนกับข้ามาสี่ห้าปีแล้ว ในแง่หนึ่ง… ดูเหมือนว่าจะยังเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของการวาดภาพเลย หวังว่าพวกเธอจะสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้จากภาพวาดนี้นะ”
เด็กสาวชนชั้นสูงสามคนที่อยู่ข้างๆ ต่างก็มองหน้ากัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ถึงอย่างไรคนที่อายุน้อยที่สุดในหมู่พวกเธอก็อายุ 11 ปีแล้ว ส่วนคลาริสคนนั้นก็อายุตั้ง 14 ปีแล้ว
แต่ครูของพวกเธอกลับสั่งให้พวกเธอไปเรียนรู้จากพวกบ้านนอกรัสเซียที่อายุแค่ 7 ขวบเนี่ยนะ!
พวกเธอเดินเข้าไปมุงดูด้วยความไม่เต็มใจนัก เพียงแต่เซลล์ศิลปะอันน้อยนิด ทำให้พวกเธอมองไม่เห็น ‘จิตวิญญาณ’ ในภาพวาดของอเล็กซานดราอย่างที่คุณเกริซกล่าวเลย
เกริซวิจารณ์ภาพวาดของอเล็กซานดราอีกพักหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคำชมเชยและให้กำลังใจ จากนั้นเขาก็ดูนาฬิกา ประกาศว่าคลาสเรียนจะดำเนินต่อไปในวันอังคารหน้า แล้วก็บอกลาเด็กสาวชนชั้นสูงหลายคน หันหลังเดินออกจากห้องวาดภาพไป
มาริสซาแสร้งทำเป็นดึงขาตั้งวาดรูปของอเล็กซานดรามาใกล้ๆ ใช้ท่าทางอันเกินจริงในการพินิจพิจารณาภาพวาดของอีกฝ่ายตั้งแต่บนจรดล่าง ราวกับกำลังพึมพำกับตัวเอง: “วันนี้คุณครูดื่มเหล้ามาหรือไง?”
พ่อของเธอคือผู้ช่วยคนที่สองของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรแห่งฝรั่งเศส แถมที่บ้านยังเป็นเคานต์สืบตระกูล ดังนั้นจึงไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อแกรนด์ดัชเชสที่มาจากรัสเซียเลยแม้แต่น้อย
เด็กสาวชนชั้นสูงอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็เบ้ปากรับคำทันที: “ก็น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นเขาจะไปวิจารณ์ภาพวาดธรรมดาๆ แบบนี้นานนับสิบนาทีได้ยังไง”
“แถมยังจะให้พวกเราไป ‘สัมผัส’ ถึงอะไรสักอย่างจากภาพวาดนี้อีก อืม สีก็สวยดีอยู่นะ” คลาริสพูดจาประชดประชันผสมโรงไปด้วย
ก็ไม่แปลกที่พวกเธอจะเป็นแบบนี้ เกริซถึงกับบอกว่าพวกเธอวาดรูปสู้เด็กสาว ‘ทาร์ทาร์ป่าเถื่อน’ คนหนึ่งไม่ได้ นี่มันเป็นการหยามเกียรติทักษะการวาดภาพของพวกเธอชัดๆ!
พวกเธอล้วนแต่เกิดและเติบโตในพระราชวังแวร์ซายส์ ได้รับการหล่อหลอมทางศิลปะมาตั้งแต่เด็ก มีศิลปินชื่อดังมากมายที่เอ่ยปากชมว่าพวกเธอมีพรสวรรค์สูงส่ง แล้วจะไปสู้พวกบ้านนอกรัสเซียไม่ได้ได้ยังไง?
เพียงแต่พวกเธอไม่อาจไปตำหนิปรมาจารย์ทางศิลปะอย่างเกริซได้ จึงหันไประบายความขุ่นเคืองทั้งหมดใส่อเล็กซานดราแทน
แม่หนูชาวรัสเซียคว้าภาพวาดของตนเองคืนมา ส่งสัญญาณให้สาวใช้เก็บมันอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็หันไปยิ้มหวานให้กับเด็กสาวชนชั้นสูงหลายคน และพูดด้วยภาษาฝรั่งเศสสำเนียงเป๊ะว่า: “หากพวกเธอสามารถเอาเวลาและเรี่ยวแรงในการพูดจาไร้สาระเหล่านี้ ไปใช้กับการฝึกวาดภาพได้ บางทีคุณครูของพวกเธอก็คงไม่ต้องไปเอ่ยปากชม ‘นักเรียนแลกเปลี่ยน’ หรอกนะ”
เมื่อพูดจบ เธอก็ไม่สนใจสีหน้าของคนเหล่านั้นเลย หันหลังเดินออกจากห้องวาดภาพไป
“นี่เธอ!” มาริสซากระทืบเท้าด้วยความโกรธจัด ชี้ไปที่แผ่นหลังของอเล็กซานดราแล้วตะโกนเสียงแหลม “อย่าคิดนะว่าเธอจะวาดเก่งจริงๆ! คุณครูก็แค่เห็นว่าเธอเป็นเด็ก เลยพูดให้กำลังใจส่งๆ ไปสองสามประโยคเท่านั้นแหละ”
เธอหันไปส่งสายตาให้เด็กสาวชนชั้นสูงอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ: “ทักษะการวาดภาพของทุกคนที่นี่ เหนือชั้นกว่าเธอตั้งเยอะ
“จะบอกให้เอาบุญนะ ภาพวาดของคลาริสและคุณหนูสเตลล่าได้รับเลือกให้เข้าร่วม ‘นิทรรศการภาพวาดลอร์เรน-ชาลีบวร์ก’ แล้ว!
“โอ้ เธอคงไม่เคยได้ยินชื่อนิทรรศการภาพวาดชาลีบวร์กล่ะสิ หากภาพวาดของเธอเมื่อครู่นี้สามารถเข้าร่วมนิทรรศการได้ พวกเราก็จะยอมรับว่าเธอวาดเก่ง แต่ถ้าเข้าร่วมไม่ได้ เธอก็ต้องขอโทษพวกเรา!”
อันที่จริง ก็เป็นเพราะครอบครัวของพวกเธอมีความสนิทสนมกับผู้จัดการของนิทรรศการอยู่บ้าง ถึงได้สามารถนำภาพวาดของพวกเธอไปวางไว้ในห้องเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตาของชาลีบวร์กได้ ก็ถือว่าเป็นการเกาะกระแสไปงั้นๆ ไม่ได้เรียกว่าเป็นการ ‘เข้าร่วมนิทรรศการ’ เลยด้วยซ้ำ
“ไม่สนใจหรอก” อเล็กซานดราเพียงแค่หันหน้าไปปรายตามองทั้งสามคนเล็กน้อย แล้วก็ก้าวเท้ายาวๆ ไปขึ้นรถม้าที่อยู่ในลานบ้าน
เด็กสาวชนชั้นสูงหลายคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะ ก็เลยได้ใจขึ้นมาทันที “หึ! ถือว่าหล่อนยังรู้จักเจียมตัว”
“ก็แหงสิ นั่นคือนิทรรศการภาพวาดระดับท็อปที่แม้แต่ราชวงศ์ก็ยังเสด็จมาเยือนด้วยพระองค์เองเลยนะ ภาพวาดห่วยๆ ของหล่อนแม้แต่ประตูยังไม่มีปัญญาจะเข้าไปเลย”
“หล่อนน่าจะไปดูนิทรรศการภาพวาดชาลีบวร์กนะ นั่นมันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่จมดิ่งอยู่ในมหาสมุทรแห่งศิลปะชัดๆ…”
อเล็กซานดราก้าวขึ้นรถม้า ไม่ได้ยินคำพูดประโยคหลังๆ ของพวกเธอชัดเจนนัก เพียงแต่รู้สึกว่าชื่อ ‘นิทรรศการภาพวาดลอร์เรน-ชาลีบวร์ก’ นี้มันคุ้นหูพิกล
“เคยได้ยินที่ไหนกันนะ?”
เธอมองไปยังพระราชวังลูฟวร์อันโอ่อ่าที่อยู่ไกลๆ ไม่นานก็ลืมเรื่องนี้ไปจนหมดสิ้น
สามวันต่อมา
ชานเมืองทางเหนือของปารีส รถม้าหลายคันมาจอดเทียบที่หน้าปราสาทชาลีบวร์กอันหรูหรา ขุนนางกว่าหกเจ็ดร้อยคนมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อเข้าร่วมนิทรรศการภาพวาดลอร์เรน-ชาลีบวร์กอันโด่งดัง
ที่นี่เคยเป็นอารามมาก่อน หลังจากถูกคนซื้อไปก็ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นคฤหาสน์สไตล์ปราสาท และต่อมาก็ค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางศิลปะภาพวาด
ยังมีเวลาอีกเล็กน้อยก่อนที่นิทรรศการจะเริ่มขึ้น คุณฟิลิแบร์โต ผู้จัดเตรียมงานนิทรรศการภาพวาด กำลังตรวจสอบรายชื่อแขกเป็นครั้งสุดท้ายเนื่องจากราชวงศ์จะเสด็จมาเยือนชาลีบวร์กในช่วงนิทรรศการเป็นประจำทุกปี ดังนั้นทุกๆ รายละเอียดจึงไม่อาจละเลยได้เลย
ในเวลานี้เอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออก ผู้ช่วยของเขาแทบจะวิ่งเหยาะๆ มาที่โต๊ะของเขา และกระซิบที่ข้างหูของเขาสองสามประโยค
ฟิลิแบร์โตขมวดคิ้วทันที หันไปมองผู้ช่วย: “คุณแน่ใจนะ?”
ฝ่ายหลังพยักหน้า: “คุณหนูชนชั้นสูงในพระราชวังแวร์ซายส์หลายคนก็รู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว น่าจะเป็นคุณหนูมาริสซาที่ไปโอ้อวดกับพวกเธอ
“เมื่อเช้าผมก็ไปตรวจสอบที่บ้านของคุณเกริซมา สาวใช้ของเขาก็เป็นพยานเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วย”
“นี่มันชักจะยุ่งยากแล้วสิ…”
ฟิลิแบร์โตครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสั่งผู้ช่วยว่า: “ประกาศออกไป ว่าห้องจัดแสดงบนชั้นสองพบปลวก”
“ครับ ท่านผู้จัดการ”
เมื่อผู้ช่วยเดินจากไป ฟิลิแบร์โตก็ใช้มือนวดขมับด้วยความหงุดหงิด ความขัดแย้งระหว่างคุณหนูชนชั้นสูงพวกนี้น่าปวดหัวที่สุด คุณหนูรองของตระกูลเคานต์เลอแมร์ก็ดันมามีเรื่องกับแกรนด์ดัชเชสแห่งรัสเซียเอาในเวลาแบบนี้…
แม้เคานต์เลอแมร์จะมีความสนิทสนมกับเขาอยู่บ้าง แต่เคานต์โบบรินสกี้ของรัสเซียคือผู้สนับสนุนหลักของนิทรรศการภาพวาดในครั้งนี้ ซึ่งมอบเงินทุนที่ต้องใช้ในงานนิทรรศการไปถึง 75% เชียวนะ
จะไปล่วงเกินใครก็ล่วงเกินได้ แต่จะล่วงเกินเขาไม่ได้เด็ดขาด!
ดังนั้น จึงทำได้เพียงทำให้ภาพวาดของคุณหนูสองคนที่โอ้อวดว่าผลงานของตนเองสามารถเข้าร่วมนิทรรศการได้ แต่แกรนด์ดัชเชสแห่งรัสเซียทำไม่ได้ ‘หายตัวไป’ เท่านั้น…
ไม่นาน นิทรรศการภาพวาดอันยิ่งใหญ่ก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
ขุนนางหลายร้อยคนเดินเข้าสู่ห้องจัดแสดงอย่างเป็นระเบียบ ภายใต้การนำทางของคนรับใช้ในชาลีบวร์ก
คลาริสและมาริสซาพากลุ่มคนหนุ่มสาวชนชั้นสูงเดินตรงไปยังห้องมุมตะวันตกเฉียงใต้บนชั้นสองด้วยความภาคภูมิใจ ระหว่างทางก็ไม่ลืมที่จะคุยโวว่า: “นั่นคือภาพวาดที่คุณเกริซยังเอ่ยปากชมเลยนะ ดังนั้นก็เลยได้เข้าร่วมนิทรรศการอย่างที่เห็นนี่แหละ”
พวกเธอเดินเข้าไปในห้องที่ถูกกำหนดให้จัดแสดงผลงานของพวกเธอ แต่กลับพบว่าที่นี่ว่างเปล่า
คลาริสคิดว่าเดินมาผิดห้อง จึงตรวจสอบหมายเลขห้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังไปดูห้องที่อยู่ข้างๆ อีกหลายห้อง แต่ก็ไม่เห็นภาพวาดของตนเองเลย

0 Comments