ตอนที่ 350 ดาวข่มของอเล็กเซย์
แปลโดย เนสยัง“โอ้ ก็ได้ค่ะ” อเล็กซานดราทำปากยื่น เปลี่ยนคำพูดใหม่ “ท่านเคานต์โบบรินสกี้ ข้าอยากจะ ‘บิน’ ให้เร็วกว่านี้หน่อยค่ะ”
“เกรงว่าจะทำไม่ได้นะ” อเล็กเซย์ผายมือ “พวกเขาบอกว่านี่เป็นความเร็วสูงสุดแล้ว แต่เดือนหน้าพวกเขาจะเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรไอน้ำแรงดันสูง เอ่อ เหมือนจะเรียกแบบนั้นแหละนะ แล้วมันก็จะหมุนได้เร็วกว่านี้อีก”
เด็กสาวถอนหายใจด้วยความผิดหวัง:
“อ๋า งั้นก็ต้องรออีกตั้งนาน… แต่ยังดีที่เราจะอยู่ที่ปารีสกันอีกสักพัก”
ขณะที่เธอพูด เสียงระฆังก็ดังขึ้น ม้าหมุนค่อยๆ หยุดลง
แม่หนูน้อยกระโดดลงมาจากม้าหมุน ดวงตากลมโตสีฟ้าครามกวาดมองไปรอบๆ แล้วชี้ไปยังทางน้ำคดเคี้ยวของเครื่องเล่น ‘ล่องแก่ง’ ที่อยู่ไม่ไกล:
“ข้าจะไปเล่นอันนั้น! ข้าจำได้ว่าตอนมาปารีสครั้งที่แล้ว มันยังไม่มีเลย”
อเล็กเซย์ปรายตามองดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอยู่บนหัว เมินผ้าเช็ดหน้าของคนรับใช้ที่ยื่นมาให้ แล้วใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อบนหน้าผาก ทำหน้าขมขื่น:
“อากาศร้อนจริงๆ เลย! บางทีเราน่าจะรอให้ถึงวันที่มีเมฆครึ้มแล้วค่อยมาเล่นนะ ท่านก็บอกเอง ว่าเราจะอยู่ที่นี่กันอีกสักพัก”
“ไม่ได้สิคะ” อเล็กซานดราลูบหัวมิกกี้ที่อยู่ข้างๆ แล้วดึงแขนท่านอาเดินตรงไปที่เครื่องเล่นล่องแก่งโดยไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง “ตั๋วที่ท่านเพิ่งซื้อมาคือ ‘ตั๋วเครื่องเล่นแบบเหมา’ นะคะ จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้หรอก”
ตั๋วเครื่องเล่นแบบเหมาใบละ 30 ลีฟร์ สามารถเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกได้ทุกชนิด จนกว่าฟ้าจะมืด
“หากไม่ใช่เพราะฤดูหนาวบ้าๆ นั่นล่ะก็” อเล็กเซย์ที่ถูกเด็กสาววัยเจ็ดขวบลากไปข้างหน้า ทำหน้าเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก “พวกเราก็คงจะมาถึงปารีสในช่วงต้นฤดูร้อนแล้ว อากาศตอนนั้นก็คงไม่ทรมานคนแบบนี้หรอก”
ในความเป็นจริง จักรพรรดินีเยกาเจรีนาที่ 2 ได้มีรับสั่งให้เขาพาพระราชนัดดาออกเดินทางตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว แต่เขาเพิ่งจะออกจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ไม่นาน ก็ต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บอันน่าสะพรึงกลัวที่หาได้ยากในรอบหลายสิบปี อุณหภูมิลดลงต่ำถึงลบ 30 องศาเซลเซียส ลมหายใจที่พ่นออกมาก็กลายเป็นน้ำแข็งทันที ในตอนนั้น ทั่วทั้งยุโรปรวมถึงฝรั่งเศสต่างก็ต้องเผชิญกับฤดูหนาวที่รุนแรง ดังนั้นพวกเขาจึงจำต้องเดินทางกลับพระราชวังฤดูหนาวอย่างเสียไม่ได้
เป็นที่ทราบกันดีว่า หลังจากฤดูหนาวของรัสเซียผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาไม่ใช่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นที่เหมาะกับการเดินทาง แต่กลับเป็นดินโคลนที่เกิดจากหิมะละลายผสมกับดิน ไม่ว่าจะเป็นคนหรือม้า เมื่อเดินบนพื้นผิวถนนแบบนี้ ทุกๆ ก้าวที่เดิน ก็ต้องดึงเท้าหรือกีบเท้าถึงสามครั้ง ถึงจะหลุดพ้นจากการพัวพันของโคลนตมได้
ดังนั้น พวกเขาจึงต้องรอจนถึงต้นฤดูร้อน ถึงจะสามารถออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ปารีสได้
อเล็กซานดราปรายตามองท่านอา แล้วเผยรอยยิ้มอันแสนหวาน:
“หากท่านไม่ได้ไป ‘วิพากษ์’ บทกวีกับมาดามไซลานคีวิชที่เครเมเนตส์นานนับเดือน และไม่ได้ไป ‘ขออาศัย’ อยู่กับคุณหนูอิซาเบลลาที่ปรากนานกว่า 40 วันล่ะก็ พวกเราก็คงจะมาถึงที่นี่ในช่วงต้นฤดูร้อนอันเย็นสบายได้จริงๆ นั่นแหละค่ะ”
เธอฉีกยิ้มจนเห็นฟันหลอ และเสริมอย่างจริงจังว่า:
“หากไม่ใช่เพราะข้าเอาแต่บ่นว่าอยากมาสวนสนุก ท่านก็คงยังอยู่ที่บ้านของคุณหนูอิซาเบลลา…”
“อา อะแฮ่ม” อเล็กเซย์รีบกระแอมขัดจังหวะหลานสาว จากนั้นก็มองไปรอบๆ ด้วยความร้อนตัว เมื่อเห็นว่าไม่มีใครได้ยินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คำพูดของอเล็กซานดราเมื่อครู่นี้พูดเป็นภาษาฝรั่งเศส หากปล่อยให้คนอื่นได้ยิน พรุ่งนี้เขาคงได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาใหม่ของแวดวงสังคมชั้นสูงในปารีสเป็นแน่
เขารีบส่งอเล็กซานดราขึ้นเรือลำเล็กของเครื่องเล่นล่องแก่ง แล้วยิ้มประจบ:
“ท่านอยากเล่นนานแค่ไหนก็เล่นไปเถอะ อืม ความจริงอากาศก็ไม่ได้ร้อนเท่าไหร่หรอกนะ…”
สองชั่วโมงต่อมา อเล็กซานดราก็เล่นเครื่องเล่นทุกอย่างไปอย่างละสองรอบ ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินทางกลับที่พักอย่างพึงพอใจ
เมื่อขึ้นรถม้าที่จอดอยู่หน้าประตู เธอก็มองเข้าไปในสวนสนุกด้วยความอาลัยอาวรณ์ พลางรำพึงว่า:
“ได้ยินมาว่าของพวกนี้ มกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศสเป็นคนออกแบบทั้งหมดเลย ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าทำไมพระองค์ถึงทรงปราดเปรื่องขนาดนี้”
อเล็กเซย์ที่ถูกความร้อนแผดเผาจนหมดเรี่ยวหมดแรง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า:
“เขาก็เป็นถึงเจ้าชาย จะฉลาดกว่าคนทั่วไปสักหน่อยก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหนนี่…”
เด็กสาวมองเขาอย่างจริงจัง ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง:
“ท่านอาอเล็กเซย์ ว่าไปแล้ว ท่านเองก็เป็นเจ้าชายเหมือนกันนะ แถมยังอายุมากกว่ามกุฎราชกุมารฝรั่งเศสเสียอีก แล้วทำไมท่านถึงไม่ออกแบบ ‘สวนสนุกอีเดน’ ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กบ้างล่ะคะ?”
“อะแฮ่ม อะแฮ่ม…”
อเล็กเซย์แทบจะสำลักคำพูดของหลานสาวตาย โชคดีที่ตลอดการเดินทางมานี้เขาเริ่มจะชินแล้ว จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที:
“พรุ่งนี้คุณเกริซจะสอนเป็นครั้งแรกแล้วนะ ท่านต้องการจะเตรียมตัวล่วงหน้าสักหน่อยไหม?”
เมื่ออเล็กซานดราได้ยินเรื่องที่เกี่ยวกับการวาดภาพ เธอก็ทำท่าทีจริงจังขึ้นมาทันที:
“ท่านพูดถูก ข้าควรจะไปตรวจสอบสีสักหน่อย ถึงอย่างไรมันก็เป็นของที่นำมาจากเวียนนาอันแสนไกลเลยนะ แล้วก็เสื้อผ้าของพรุ่งนี้ด้วย ทางที่ดีก็ควรจะเลือกเตรียมไว้ล่วงหน้า…”
เธอชอบภาพวาดของคุณเกริซมาก หนึ่งในเป้าหมายของการมาปารีสในครั้งนี้ ก็เพื่อมาเรียนรู้เทคนิคการวาดภาพจากเขานั่นเอง
การวาดภาพคือวิชาที่เธอชื่นชอบมากที่สุด
วันรุ่งขึ้น
ในคฤหาสน์ของ ฌ็อง บาติสต์ เกริซ จิตรกรแนวเศร้าหมองชื่อดังชาวฝรั่งเศส ผู้เคยวาดภาพ ‘นักดีดกีตาร์’ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านลูฟวร์ของปารีส
เด็กสาวจากตระกูลขุนนางที่สวมเสื้อผ้าหรูหราหลายคน กำลังนั่งฟังเขาบรรยายเทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพเหมือน อย่างเรียบร้อยอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าคุณเกริซ
เพียงแต่เหล่าคุณหนูมักจะเหลือบมองเด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงกลาง ซึ่งมีอายุน้อยที่สุดอยู่เป็นระยะ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและแฝงไปด้วยความรังเกียจเล็กน้อย
ในการแนะนำตัวง่ายๆ ก่อนเริ่มเรียน พวกเธอก็ได้รู้ว่าเด็กสาวคนนั้นคือแกรนด์ดัชเชสแห่งรัสเซีย นามว่าอเล็กซานดรา ปาฟลอฟนา ดูเหมือนจะเป็นพระธิดาองค์โตของมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย
แต่ชาวรัสเซียในสายตาของพวกเธอ ก็เป็นแค่ชนเผ่าทาร์ทาร์ที่เพิ่งจะพัฒนาขึ้นมาได้ครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็พยายามเลียนแบบชาวฝรั่งเศสอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ยังไงก็เลียนแบบได้ไม่เหมือน
พูดง่ายๆ ก็คือพวกบ้านนอกนั่นแหละ
ดังนั้น แม้จะเป็นถึงแกรนด์ดัชเชส พวกเธอก็ไม่ได้รู้สึกว่าอีกฝ่ายจะวิเศษวิโสอะไร ในทางกลับกัน พวกเธอรู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก ว่าทำไมพวกบ้านนอกถึงได้มานั่งเรียนในคลาสของคุณเกริซผู้โด่งดังได้
ไม่นาน เกริซก็สอนภาคทฤษฎีจบ หลังจากจับพู่กันวาดเป็นตัวอย่างให้ดูแล้ว เขาก็เรียกสาวใช้ของตนเองมาเป็นนางแบบ และสั่งให้นักเรียนใช้เทคนิคที่เพิ่งจะสอนไป วาดภาพเหมือนให้กับสตรีวัยสามสิบเศษผู้นี้
นักเรียนทุกคนเดินไปที่ห้องวาดภาพ อเล็กซานดรากางขาตั้งวาดรูปของตัวเอง หยิบสีอันล้ำค่าที่นำมาจากเวียนนาออกมา ตีหน้าขรึม แล้วเริ่มตั้งใจวาดรูป
ช่วงบ่าย เกริซเดินกลับมาที่ห้องวาดภาพ เมื่อเขากวาดสายตามองผลงานของนักเรียนหลายคน ใบหน้าของเขาก็ปรากฏความผิดหวังออกมา
แม้ลูกศิษย์เหล่านี้จะมาจากครอบครัวที่สูงส่ง และยอมจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพงลิ่วให้กับเขา แต่พูดตามตรง พรสวรรค์ในการวาดภาพของพวกเธอล้วนแต่ธรรมดามาก
หากไม่ใช่เพราะเขาต้องการจะหาเงินมาจุนเจือครอบครัว เขาก็ไม่อยากจะเสียเวลาอันมีค่าไปกับพวกเธอจริงๆ
จนกระทั่งเขาได้เห็นผลงานของเด็กสาวที่เพิ่งมาใหม่ในวันนี้ เขาก็ต้องชะงักไปทันทีเทคนิคการวาดภาพของเธออาจจะยังไม่สมบูรณ์นัก ถึงขั้นที่พื้นฐานการสเก็ตช์ภาพก็ยังถือว่าแย่ แต่เธอกลับสามารถทำความเข้าใจกับเทคนิคที่เขาเพิ่งจะสอนไปได้อย่างลึกซึ้ง ราวกับว่าได้ฝึกฝนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ในภาพวาดของเธอมีความรู้สึกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแฝงอยู่ ทำให้คนดูรู้สึกราวกับว่าสีสันที่เธอระบายลงไปนั้น มีหัวใจที่กำลังเต้นอยู่จริงๆ

0 Comments