ตอนที่ 321 ศึกเดือดที่ลักเซมเบิร์ก
แปลโดย เนสยัง“เป็นกองกำลังเสริมจากเวียนนาหรือเปล่า?” เสนาธิการที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถามสิ่งที่บลึคเชอร์กังวลที่สุด
ทหารม้าฮุสซาร์คนหนึ่งรีบส่ายหน้าทันที:
“ไม่ขอรับ ท่านผู้บัญชาการ ดูจากธงแล้วน่าจะเป็นกองกำลังเรโอขอรับ”
บลึคเชอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ในมือของเรโอน่าจะเหลือทหารไม่ถึงสองพันนายแล้ว เขาไปเอากำลังคนหลายพันคนมาจากไหนกัน?
เสนาธิการของเขาก็คิดถึงปัญหาเดียวกันนี้ จึงหันหน้าไปถามว่า:
“ท่านนายพล เป็นไปได้ไหมว่า เขาพาทหารรักษาการณ์ทั้งหมดในเมืองลักเซมเบิร์กออกมาด้วยขอรับ?”
“จำนวนคนก็ไม่น่าจะใช่…” บลึคเชอร์พูดไปได้ครึ่งประโยค ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบส่งสัญญาณให้เสนาธิการนำแผนที่มา แล้วให้ทหารม้าฮุสซาร์ชี้ตำแหน่งที่พบข้าศึกบนแผนที่
เมื่อเขาเห็นทหารม้าลาดตระเวนชี้ไปที่ทิศเหนือของดิเคียร์ช สายตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันที: “
ไม่ใช่แล้ว พวกออสเตรียกำลังจะหนี! เรโอคงไม่ได้เรียกมาแค่ทหารรักษาการณ์ในเมืองลักเซมเบิร์กเท่านั้น แต่คงจะพาทหารจากเมืองรอบๆ ออกมาด้วยทั้งหมด”
“หนีหรือ?” เสนาธิการถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมเขาถึง…”
บลึคเชอร์เผยรอยยิ้มเยาะ:
“ข้าเดาว่า เขาคงอยากจะอ้อมพวกเราไป เพื่อใช้กำลังทหารทั้งหมดของลักเซมเบิร์กไปลอบโจมตีลีแยฌ หากปล่อยให้เขาทำสำเร็จ พวกเราก็คงทำได้แค่ยอมทิ้งเมืองลักเซมเบิร์กไปชั่วคราว แล้วหันกลับไปไล่ล่าเขาทางทิศตะวันตก
“นี่ก็เท่ากับว่าเขาจะสามารถซื้อเวลาให้กองกำลังเสริมจากเวียนนาเดินทางมาถึงได้”
“ท่านนายพล แล้วเราต้องไปสกัดเขาไหมขอรับ?”
“ไม่ใช่แค่สกัดกั้น” บลึคเชอร์ชอบการโจมตีที่รวดเร็วรุนแรงมาโดยตลอด จึงสั่งการทหารส่งสารทันที “ยกเลิกการพักผ่อน ให้กองทัพทั้งหมดรวมพลเดี๋ยวนี้
“สั่งให้กรมของคริสตัลบุกโจมตีดิเคียร์ชต่อไป หลังจากยึดดิเคียร์ชได้แล้ว ให้เขามุ่งตรงไปที่เมืองลักเซมเบิร์กเลย หากข้าเดาไม่ผิด ที่นั่นก็คงจะไม่มีทหารป้องกันอยู่แล้วล่ะ”
“รับทราบขอรับ ท่านนายพล” ทหารส่งสารรีบจดบันทึกคำสั่ง
บลึคเชอร์ใช้นิ้วเคาะลงบนภูเขาลูกหนึ่งทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแผนที่:
“ให้ไอเคนดอร์ฟลากปืนใหญ่ขึ้นไปตั้งฐานบนนั้น”
กองทัพของเรโอหากต้องการมุ่งหน้าไปลีแยฌ ก็จะต้องผ่านบริเวณนั้นอย่างแน่นอน เพียงแค่ตั้งปืนใหญ่ไว้กลางเขา ก็สามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับพวกออสเตรียได้แล้ว
บลึคเชอร์กล่าวต่อ:
“กองกำลังอัลท์มันน์ให้เร่งเดินทัพไปทางทิศตะวันออกทันที ต้องสกัดพวกออสเตรียไว้ให้ได้
“ส่วนทหารม้าก็ให้ตามก่อกวนกองทัพข้าศึกจากด้านหลัง เพื่อถ่วงความเร็วของพวกมันไว้ แต่ห้ามบุกโจมตีเด็ดขาดจนกว่าจะมีคำสั่งจากข้า”
เขายกแส้ม้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ แสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม:
“ข้าจะนำกองกำลังหลักเข้าโจมตีเรโอจากด้านข้างเอง! และหลังจากนั้น ก็จะเป็น ‘การแสดง’ ของทหารม้าในการไล่ล่าศัตรูที่แตกทัพ”
ไม่ว่าเรโอจะตั้งใจหนี หรือต้องการจะลอบโจมตีลีแยฌ ในตอนนี้กองทัพของเขากำลังมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม อีกทั้งยังมีกำลังพลที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากที่นี่
ไซลีเซียต่างหากคือสถานที่ที่เขาจะไปสร้างผลงาน ลักเซมเบิร์กไม่คู่ควรให้เขาต้องมาเสียเวลาด้วยหรอก
เพียงแต่บลึคเชอร์ไม่ได้สังเกตเลยว่า การวางกำลังของเขาในครั้งนี้ ได้ทำให้กองทัพปรัสเซียกลายเป็นเส้นยาวที่ทอดยาวจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ทำให้ปีกของกองทัพเปิดช่องโหว่ทางทิศใต้อย่างสมบูรณ์
…
บนเส้นทางเล็กๆ ที่คดเคี้ยวไปมาซึ่งอยู่ห่างจากกองกำลังหลักของปรัสเซียในลักเซมเบิร์กไปทางทิศตะวันออกไม่ถึงสิบกิโลเมตร เรโอ ผู้บัญชาการทหารออสเตรีย หันไปมองชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ ด้วยความกังวลใจ:
“พันตรีเลอแฟบวร์ เมื่อครู่นี้ทหารลาดตระเวนของท่านพบร่องรอยของทหารม้าฮุสซาร์ปรัสเซียแล้วนะขอรับ”
เขาปรายตามองขบวนทหารที่กำลังเดินทัพอย่างอ้อยอิ่งอยู่ข้างๆ: “
ตามปกติแล้ว พวกปรัสเซียจะต้องตามมาทันในเร็วๆ นี้แน่นอน และพวกเราที่นี่ก็มีกำลังพลไม่ถึง 4 พันคนด้วยซ้ำ…”
เลอแฟบวร์กลับเผยรอยยิ้มออกมา:
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านก็จะได้สร้างความดีความชอบเลยนะขอรับ ท่านนายพล”
“แต่ว่า” เรโอมองกลับไปข้างหลัง แล้วกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “กองกำลังหลักของมกุฎราชกุมารยังอยู่ที่ดิเคียร์ช กว่าพระองค์จะมาถึง พวกเราก็คงจะรับมือไม่ไหวหรอกขอรับ”
บ่ายเมื่อวานนี้ ขณะที่เขากำลังหวาดกลัวเมื่อได้ทราบข่าวว่ากองทัพปรัสเซียบุกมาถึงเมืองวินเซเลอร์ จู่ๆ เขาก็ได้รับข่าวว่ามกุฎราชกุมารฝรั่งเศสนำทัพสองหมื่นนายมาช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง ในตอนนั้นเขาดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา
เขาได้รับคำสั่งจากองค์จักรพรรดิแล้ว และรู้ว่ากองทัพฝรั่งเศสจะมา แต่ไม่คิดเลยว่าจะมาเร็วขนาดนี้ ตามข่าวที่ส่งมาจากเวียนนา กองทัพฝรั่งเศสน่าจะออกจากแวร์เดิงเมื่อสองวันก่อน และการเดินทางจากที่นั่นไปดิเคียร์ชโดยปกติแล้วก็ต้องใช้เวลาประมาณ 5 วัน
เขาจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าด้วยความเร็วในการเดินทัพอันน่าสะพรึงกลัวของกองพลทหารองครักษ์รักษาพระองค์แห่งฝรั่งเศส การเร่งเดินทัพเพียงสองวัน ก็สามารถเดินทางไปได้ถึงกว่า 50 กิโลเมตร!
หลังจากนั้น เรโอก็แทบจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เป็นเพราะความกลัว
คำสั่งแรกที่มกุฎราชกุมารฝรั่งเศสสั่งเขาเมื่อพบหน้า ก็คือให้เขานำทัพไปที่ปีกซ้ายของบลึคเชอร์ทันที และตั้งรับอยู่ที่ภูเขาเตี้ยๆ บริเวณนั้น
บลึคเชอร์พาทหารปรัสเซียมาถึง 1 หมื่น 7 พันนาย และกบฏเนเธอร์แลนด์อีกเกือบ 5 พันคน ในขณะที่ในมือของเขาเหลือทหารเพียง 1 พัน 6 ร้อยกว่านายเท่านั้น
นี่มันต่างอะไรกับเอาลูกแกะไปโยนเข้าฝูงหมาป่าล่ะ?
จากนั้นมกุฎราชกุมารฝรั่งเศสก็บอกกับเขา ว่าจะส่งกองพลมาคอยคุ้มกันเขา
เรโอเพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก็ได้ยินมกุฎราชกุมารทรงสั่งเรียกทหารมาหนึ่งกรมกับอีกหนึ่งกองพัน รวมแล้ว 2,200 นาย ให้ไป “ส่งตัวตาย” เป็นเพื่อนเขา
คนไม่ถึง 4 พันคน ไปยั่วยุกองทัพปรัสเซียกว่า 2 หมื่นนาย ถ้าไม่ใช่ส่งตัวตายแล้วจะเรียกว่าอะไร?!
หลังจากนั้น เขาก็ถูกเลอแฟบวร์คุมตัวมาตลอดทาง จนมาถึงด้านตะวันออกของกองทัพบลึคเชอร์ แล้วก็พบว่ามีทหารม้าฮุสซาร์ปรัสเซียป้วนเปี้ยนอยู่
ทว่า เลอแฟบวร์กลับดูมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก:
“ท่านวางใจเถอะ ฝ่าบาทจะต้องเสด็จมาทันเวลาอย่างแน่นอน”
ก่อนที่เรโอจะได้พูดอะไรต่อ เขาก็กล่าวเสริมว่า:
“กองกำลังหลักของกองพลทหารองครักษ์ ‘ซ่อนตัว’ อยู่ที่เมืองดิเคียร์ชอันห่างไกล ก็เพื่อหลบเลี่ยงการสอดแนมของทหารปรัสเซีย
“ตามแผนของกรมเสนาธิการทหาร ในตอนนี้พวกปรัสเซียไม่มีทางรู้เลยว่า แถวนี้ยังมีกองทัพฝรั่งเศสที่สามารถทำลายล้างพวกเขาได้อยู่
“เมื่อความสนใจของพวกเขาพุ่งเป้ามาที่เรา สายฟ้าฟาดก็จะฟาดลงกลางหัวของพวกเขาเอง!”
“แต่ว่า” เรโอทำหน้าเศร้า “ฝ่าบาทอยู่ห่างจากที่นี่ไปตั้งหนึ่งวันกว่าๆ เลยนะ…”
“ไม่ อย่างมากก็แค่ครึ่งวันเท่านั้นแหละ”
…
กองพันทหารราบอัลท์มันน์ของกองทหารองครักษ์ปรัสเซีย รวมถึงกองพันทหารชุ่มยิงและกองร้อยทหารม้าอีก 5 กองร้อยที่ตามมาด้วย แทบจะวิ่งอย่างบ้าคลั่ง มุ่งหน้าไปสกัดกั้นทหารออสเตรียที่กำลัง “หนีตาย” อย่างสุดชีวิต
อัลท์มันน์ไม่ได้เอาทหารปืนใหญ่มาด้วย ของหนักพวกนั้นจะทำให้ความเร็วของเขาลดลงอย่างมาก
และการจะรับมือกับทหารออสเตรียที่อ่อนแอ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนใหญ่เลย
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพของเขาได้ปะทะกับทหารออสเตรียมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝ่ายชนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเข้ามาในลักเซมเบิร์ก ก็ยิ่งสามารถกวาดล้างศัตรูได้อย่างง่ายดาย
“พวกขี้เกียจสันหลังยาว รีบๆ เดินให้มันเร็วๆ หน่อยสิวะ!” เขาตะโกนใส่ทหารที่อยู่ข้างๆ “อย่าให้ข้าต้องใช้แส้ม้าฟาดพวกเจ้านะ!”
อันที่จริง เพื่อให้เดินทัพได้เร็วขึ้น แถวทหารของเขาจึงกระจัดกระจายไปหมดแล้ว ระยะทางไม่ถึง 10 กิโลเมตรนี้ ก็มีทหารรั้งท้ายไปเกือบหนึ่งในสิบแล้ว
แต่เพื่อที่จะสกัดกองทัพของเรโอไว้ให้ได้ เรื่องแค่นี้ก็ถือว่ายอมรับได้
ทหารม้าฮุสซาร์คนหนึ่งวิ่งสวนทางมา ร้องบอกอัลท์มันน์ด้วยเสียงอันดัง:
“ท่านพันโทขอรับ ทหารออสเตรียหยุดแล้วขอรับ!”
ฝ่ายหลังรีบหยิบแผนที่มาดูตามการชี้บอกของทหารลาดตระเวน มองไปยังภูเขาเตี้ยๆ ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออก 2 กิโลเมตร
นั่นคือภูเขาลูกเล็กๆ ที่กว้างไม่ถึง 2 กิโลเมตร ทิศเหนือมีป่าทึบ ส่วนด้านหน้าเป็นพื้นที่ราบโล่งรูปตัววีคว่ำ
เขาแค่นเสียงอย่างเหยียดหยามทันที:
“พวกมันคงรู้ตัวว่าหนีไม่รอดแล้ว ถึงได้เตรียมตัวสู้ล่ะสิ”
เขาส่งสัญญาณให้เสนาธิการเก็บแผนที่:
“แม้พวกมันจะเลือกสมรภูมิได้ไม่เลว แต่ก็คงไม่สามารถหยุดยั้งพวกเราได้หรอก
“ส่งคำสั่งไป ให้กองกำลังของบิชอฟฟ์ตั้งแถวด้านหน้า ส่วนกองพันทหารชุ่มยิงให้บุกโจมตีจากเนินเขาทางทิศใต้ พยายามทำให้รูปขบวนของพวกออสเตรียปั่นป่วนให้ได้”
ทหารส่งสารควบม้าจากไป อัลท์มันน์กำลังสั่งการให้หัวหน้าทหารม้าเตรียมตัวทะลวงแนวป้องกันของออสเตรีย จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าที่เร่งรีบดังมาแต่ไกล
เขาเหลือบมองหัวหน้าทหารม้าด้วยความประหลาดใจ ฝ่ายหลังก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันทีว่าเป็นคนของตนเอง จากนั้นเสียงร้องโหยหวนก็ดังมาจากทางด้านซ้าย
ทหารสื่อสารขี่ม้าพุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตะโกนด้วยความร้อนรนตั้งแต่ไกล:
“ท่านพันโทขอรับ ทหารม้าออสเตรียลอบโจมตีกองหน้าของเรา โยนาสกำลังนำกองร้อยเข้าต่อสู้อยู่ขอรับ…”
อัลท์มันน์และหัวหน้าทหารม้าสบตากันด้วยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
พวกออสเตรียถึงกับกล้าเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อนเชียวหรือ!
อัลท์มันน์ตะโกนสั่งการด้วยความโกรธแค้นทันที:
“ชลอสเซอร์ รีบตามพวกมันไปให้ทันเดี๋ยวนี้! บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสดีในการฝ่าแนวรับของออสเตรียไปในช่วงชุลมุนก็ได้”
หัวหน้าทหารม้าหน้าถอดสี รีบชักม้าออกไป พร้อมกับตะโกนเรียกทหารม้าในสังกัด
ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร ทหารม้ากองพลทหารองครักษ์กว่าสามร้อยนายในชุดเครื่องแบบทหารออสเตรีย พุ่งทะยานผ่านด้านข้างของทหารปรัสเซียอย่างรวดเร็ว อาศัยแรงปะทะจากการควบม้า เพียงแค่ทหารม้าถือดาบม้าไว้ในระดับเดียวกัน คมดาบก็สามารถเฉือนร่างทหารราบปรัสเซียได้อย่างง่ายดาย
ภายในชั่วพริบตา “กรอบ” ที่เกิดจากเลือดสดๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ด้านซ้ายของอัลท์มันน์ ร้อยเอกโยนาสกำลังพยายามสั่งให้ทหารตั้งแถวอย่างสุดความสามารถ แต่แถวทหารราบที่เพิ่งจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ก็ถูกพุ่งชนจนแตกกระเจิงไปในทันที
ทหารม้า “ออสเตรีย” ตีวงโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลมอยู่ไกลๆ จากนั้นก็รีบจัดกระบวนทัพใหม่ แล้วพุ่งเข้าใส่กองทัพปรัสเซียอีกครั้ง
ที่ด้านหน้าสุดของขบวน ชายหนุ่มร่างอวบผมหยิกหยักศก แววตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น เขากำลังควบคุมความเร็วของม้าอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาระดับความเร็วให้เท่ากับเพื่อนร่วมรบทั้งสองข้าง ส่วนมือของเขาก็เผลอไปลูบคลำที่ด้ามดาบอย่างไม่รู้ตัว
“วิ่งเหยาะๆ…”
“บุก!”
เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งของผู้บัญชาการทหารม้า ชายหนุ่มผมหยิกก็หนีบท้องม้าอย่างแรง พร้อมกับเงื้อดาบม้าขึ้นในแนวเฉียง ม้าอาหรับที่แข็งแกร่งใต้ร่างของเขาก็ส่งเสียงร้องฟืดฟาด พุ่งเข้าใส่กองทัพปรัสเซียราวกับพายุที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ใช่แล้ว แม้เขาจะเป็นเพียง “ทหารใหม่” ที่เพิ่งจะเข้ามาร่วมกองพลทหารองครักษ์ได้ไม่กี่เดือน แต่เขากลับได้รับโอกาสให้ขี่หนึ่งในม้าชั้นยอดของกองพันทหารม้านั้น
แตกต่างจากกองพลช็องปาญที่เขาเคยสังกัดอยู่ กองพลทหารองครักษ์จะแจกจ่ายม้าศึกตามความสามารถและผลงานของทหารแต่ละนายเท่านั้น
เขาอาศัยผลการประเมินประจำวันที่ยอดเยี่ยมแทบทุกครั้ง รวมถึงผลงานอันน่าทึ่งในการฟันดาบตัดเป้าหมายสามชิ้นระหว่างที่กำลังกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง จนได้รับการมอบม้าสายพันธุ์อาหรับแท้ตัวนี้จากผู้บังคับกองพันโดยตรง
แม้เขาจะเป็นเพียงลูกชายของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่กลับมีความสามารถในการเข้าถึงม้าได้อย่างน่าประหลาดใจ เพียงแค่เป็นทหารม้ามาสองปีกว่า เขาก็สามารถขี่ม้าได้อย่างเชี่ยวชาญแล้ว
เสียงฝีเท้าม้าดังกระทบโสตประสาทของเขาอย่างเป็นจังหวะราวกับเสียงกลองศึก สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวดูเหมือนจะช้าลง ทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่าเขาสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมาก
ระยะห่างจากทหารราบที่กำลังถือปืนคาบศิลาด้วยความหวาดกลัวด้านหน้าเหลือเพียง 50 ก้าว
40 ก้าว…
10 ก้าว!
สายตาอันเฉียบคมของชายหนุ่มผมหยิกสังเกตเห็นช่องว่างกว้างสามเมตรกว่าๆ ระหว่างทหารราบหลายนาย เขาจึงกระตุกบังเหียนม้าเบาๆ ก้มหน้าพุ่งทะลุช่องว่างนั้นเข้าไป ในขณะเดียวกันก็ตวัดดาบม้า ฟันเข้าที่หน้าอกของทหารปรัสเซียทางขวามือขาดกระจุย
เลือดอุ่นๆ สาดกระเซ็นไปโดนขาหลังม้าของเขา ส่วนใหญ่ก็พุ่งไปโดนทหารราบปรัสเซียที่อยู่ข้างๆ จนเต็มหน้าและตัว
ทหารราบเหล่านั้นตกใจกับกลิ่นคาวเลือดจนตาเบิกกว้าง พยายามเช็ดเลือดเหนียวๆ ออกจากใบหน้า จนทำให้เกิดความวุ่นวายไปทั่ว
ทหารม้ากองพลทหารองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังชายหนุ่มผมหยิก เมื่อเห็นช่องว่างนี้ก็รีบพุ่งตามเข้ามาทันที
ท่ามกลางประกายดาบที่วูบวาบ ช่องโหว่บนขบวนรบของปรัสเซียก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น ทหารราบกว่าห้าสิบหกสิบคนถูก “เฉือน” ออกจากแนวป้องกัน
จากนั้น ทหารม้ากองพลทหารองครักษ์ก็ควบม้าวนรอบทหารที่แตกพ่ายเหล่านั้นอยู่หลายรอบ ก่อนจะถอยฉากออกไปจัดแถวอีกครั้ง ในเวลานั้น ก็ไม่มีทหารปรัสเซียคนใดยืนหยัดอยู่ได้อีกแล้ว
เพียงแค่การพุ่งชนง่ายๆ สองครั้งนี้ ก็ทำให้กองกำลังอัลท์มันน์ต้องสูญเสียทหารราบไปเกือบหนึ่งกองร้อย ทั้งนายทหาร ทหาร และทหารส่งสารต่างพากันแตกตื่นวุ่นวาย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่อาจจะจัดกระบวนตั้งรับที่มีประสิทธิภาพได้ในเวลาอันสั้นนี้แน่
ผู้บัญชาการทหารม้าของกองพลทหารองครักษ์ควบม้าตามชายหนุ่มผมหยิกที่วิ่งอยู่หน้าสุดไป เอื้อมมือไปตบไหล่ของเขา พร้อมกับรอยยิ้มเต็มหน้า:
“ทำได้ดีมาก มูว์รา! หากเจ้าสามารถบุกทะลวงศัตรูได้สวยงามแบบนี้อีกสักครั้ง กลับไปข้าจะขอเครื่องอิสริยาภรณ์ให้เจ้าเอง!”
มูว์ราก็ฉีกยิ้มเช่นกัน:
“ท่านช่วยขอเครื่องอิสริยาภรณ์ให้ข้าเลยเถอะขอรับ อ้อ ต้องเป็นเหรียญดอกไอริสสีเงินนะขอรับ ไม่ใช่สีทองแดง เพราะในศึกครั้งนี้ ข้าจะฆ่าพวกปรัสเซียให้ได้อย่างน้อย 10 คน! หรืออาจจะ 20 คนก็ได้ ใครจะรู้?”
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างเป็นมิตร ทุกคนต่างคุ้นเคยกับความขี้โม้ของหนุ่มน้อยจากกุยเยนผู้นี้เป็นอย่างดี เช่นเรื่องที่เขาเคยต่อยตีกับทหาร 5 คนในกองพลช็องปาญ แล้วก็เอาชนะได้ หรือเรื่องที่มีหญิงสาว 6 คนมาตามจีบเขาพร้อมๆ กัน แล้วเขาก็ไม่อยากทำให้ใครต้องเสียใจ จึงไม่ได้แต่งงานกับใครเลย
ผู้บัญชาการทหารม้ายิ้มพลางตบไหล่เขาอีกครั้ง:
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้โม้ อย่างตอนที่เจ้าฟันเป้าหมายขาดสามอันนั่นไง
“อ้อ อย่าลืมประหยัดแรงม้าด้วยล่ะ ไม่อย่างนั้นม้าของเจ้าอาจจะไม่มีแรงพอที่จะอยู่กับเจ้าไปจนถึงตอนที่เจ้าฆ่าได้สิบคนหรอกนะ”
“ท่านวางใจเถอะ ม้าตัวนี้แข็งแรงมาก แทบจะเหมือนกับร่างกายของข้าเลยล่ะ”
รอบๆ ตัวก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นอีกระลอก
ในขณะที่ทหารม้าของกองพลทหารองครักษ์รีบจัดแถวและพุ่งเข้าใส่ทหารปรัสเซียอีกครั้ง กองทหารม้าในเครื่องแบบสีฟ้าอ่อนก็พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
กองพลทหารองครักษ์ไม่ได้ปะทะด้วย พวกเขาหันหัวม้าและรีบหลบหนีไป เมื่อครู่นี้พวกเขาสูญเสียพละกำลังไปมาก การจะมาต่อสู้แบบเผชิญหน้าในตอนนี้คงไม่เหมาะนัก อีกอย่าง ภารกิจหลักของพวกเขาก็คือการถ่วงเวลาเท่านั้น
หลังจากถูกก่อกวน กองกำลังอัลท์มันน์ก็ต้องใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่ง จึงจะสามารถกลับมารักษาความเรียบร้อยได้อีกครั้ง และเริ่มมุ่งหน้าไปยังค่ายของนายพลเรโอต่อไป
อัลท์มันน์มองผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นแนวทหารราบของออสเตรียที่เรียงตัวกันอย่างสะเปะสะปะ ก็กัดฟันคำรามต่ำๆ:
“ให้บิชอฟฟ์เริ่มโจมตีอย่างหนักเดี๋ยวนี้! ชลอสเซอร์ คอยระวังปีกทั้งสองข้างของทหารราบให้ดี ทหารม้าออสเตรียพวกนั้นพอมีฝีมืออยู่บ้าง”
ในขณะที่พันตรีบิชอฟฟ์สั่งให้ทหารของตนตั้งแถว เตรียมจะเปิดฉากโจมตี จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงแตรดังมาจากฝั่งทหารออสเตรีย จากนั้นแนวทหารราบที่ดูคดๆ งอๆ นั้นก็เริ่มเคลื่อนไหว
พุ่งตรงมาทางพวกเขา!
บิชอฟฟ์ตาเบิกโพลง พวกออสเตรียบ้าไปแล้วหรือไง? มีคนแค่นี้กลับกล้าเป็นฝ่ายเปิดฉากบุกโจมตีก่อนเนี่ยนะ?!

0 Comments