ตอนที่ 178 สนทนายามค่ำคืนหน้าประตูค่าย
แปลโดย เนสยังเกมสั่งสุราสำหรับขงโจ้วแล้ว ย่อมไม่ได้สร้างความกดดันอะไรให้เลย อีกทั้งในฐานะผู้ที่แตกฉานในตำรา ย่อมมีความคุ้นเคยกับบทกวีและคำประพันธ์เป็นอย่างดี แต่สำหรับสิ่งของที่ค่อนข้างจะดูเป็นผู้ดีเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้จางเหมี่ยวและจางเชารู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
จางเหมี่ยวและจางเชาไม่ใช่ว่าไม่มีความรู้ การจะแต่งบทกวีหรืออะไรทำนองนั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โตอะไร แต่การจะให้พวกเขาแต่งบทกวีที่ตรงประเด็นได้ในชั่วพริบตานั้น ก็ถือว่ายากไปสักหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คน ยิ่งร้อนใจก็ยิ่งคิดไม่ออก ดังนั้นขงโจ้วจึงจับไม้สั่งสุราขึ้นมาสองรอบ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถตอบได้เลย จึงทำได้เพียงดื่มสุรายอมรับโทษเท่านั้น
บรรยากาศจึงดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา น่าเสียดายที่ขงโจ้วกำลังสนุกสนาน จึงไม่ทันสังเกตเห็น
เมื่อมาถึงรอบที่สาม เฉาเชาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็อ้างว่าคิดไม่ออก และยอมดื่มสุรารับโทษ จากนั้นเฟยเฉียนก็ทำตามอย่าง ไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็ขอดื่มสุรายอมรับโทษโดยตรงเลย
ขงโจ้วถึงจะเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง เขาถามจางเหมี่ยวด้วยความเขินอายเล็กน้อย ว่าขอเปลี่ยนไปเล่นเกมทอยลูกศรลงขวดแทนได้หรือไม่?
ทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกยินดีปรีดา การเล่นทอยลูกศรลงขวดนั้นดีเพียงใด ต่อให้ทอยไม่ลง ก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา อย่างไรเสียก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าหลังจากดื่มสุราเข้าไปตั้งมากมายแล้ว มือจะยังคงนิ่งเหมือนตอนที่ยังไม่ได้ดื่ม
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในเรื่องการทอยลูกศรลงขวดนี้ สำหรับจางเหมี่ยวและจางเชาแล้ว ถือว่าง่ายและถนัดกว่าการแต่งบทกวีเป็นไหนๆ อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งดื่มสุรารับโทษทุกรอบให้เสียหน้า…
ด้วยเหตุนี้ บรรยากาศภายในกระโจมใหญ่จึงกลับมาคึกคักอีกครั้ง มีทั้งเสียงเอะอะโวยวาย เสียงปรบมือแสดงความยินดี การชนแก้วดื่มสุรากัน หรือแม้แต่ตอนที่ทอยลงขวดสำเร็จ ก็ยังมีการออกมาร่ายรำกลางวง สะบัดแขนเสื้อกว้างไปมา…
เฟยเฉียนประดับรอยยิ้มไว้บนใบหน้า พลางคีบอาหารเข้าปากอย่างไม่ช้าไม่เร็ว พร้อมกับคอยสังเกตผู้คนภายในงาน
ขงโจ้วหาโอกาสกล่าวชมจางเหมี่ยวอีกครั้ง และรินสุราคารวะไปหลายจอก เพื่อเป็นการขอโทษที่เมื่อครู่ตนเองคิดไม่รอบคอบ จางเหมี่ยวย่อมต้องรินสุราคารวะขงโจ้วกลับเช่นกัน ซึ่งก็หมายความว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ไม่เก็บมาใส่ใจ
เฉาเชาและจางเชาไม่รู้ว่าคุยอะไรกันอยู่ ทั้งสองคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน นั่งโอนเอนไปมา… ดูเหมือนเฉาเชาจะสังเกตเห็นสายตาของเฟยเฉียน จึงหันกลับมา ยกจอกสุราขึ้นเป็นการทักทาย เฟยเฉียนรีบยกจอกสุราขึ้น ดื่มคารวะเฉาเชาจากระยะไกลไปหนึ่งจอก
ผ่านไปอีกสักพัก สุราก็ถูกดื่มไปสองสามไหแล้ว เฉลี่ยแล้วแต่ละคนก็ดื่มไปประมาณครึ่งไห โชคดีที่สุราในสมัยราชวงศ์ฮั่นมีดีกรีต่ำ
ในตอนนี้ทุกคนดูเหมือนจะดื่มกันจนได้ที่แล้ว และต่างก็เริ่มปล่อยตัวตามสบาย ขงโจ้วถึงกับเคาะจานชามและร้องเพลงประสานเสียงออกมา ดูมีมาดของบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย…
หลังจากนั้น ขงโจ้วและจางเหมี่ยวดูเหมือนจะพูดคุยถึงเรื่องราวเก่าๆ สมัยที่อยู่เมืองเฉินหลิวกันอีกครั้ง ทั้งสองคนคุยกันอย่างออกรส จนทำให้จางเชาต้องเข้ามาร่วมวงด้วย ทั้งสามคนจับกลุ่มล้อมวงคุยกันอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะดังลั่นออกมาเป็นระยะ…
จู่ๆ เฟยเฉียนก็เห็นเฉาเชาเดินตรงมาหาตน ปากก็บอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่ในขณะที่เดินผ่านเขาไป ก็ได้ตบไหล่เขาเบาๆ
เฟยเฉียนเข้าใจความหมายทันที ประจวบเหมาะกับที่เขาก็อยากหาโอกาสคุยกับเฉาเชาเป็นการส่วนตัวอยู่พอดี ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงลุกขึ้นยืน และอ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ เพื่อเดินออกจากกระโจมใหญ่
และแล้ว เฉาเชาก็ยืนอยู่ไม่ไกลจากด้านหน้าจริงๆ
ทั้งสองคนเดินทอดน่องออกไปนอกค่าย เมื่อมาถึงเนินดินเล็กๆ แห่งหนึ่งนอกค่าย เฉาเชาก็หยุดเดิน แหงนหน้ามองท้องฟ้า ถอนหายใจยาว แล้วเอ่ยถามว่า “หลังจากที่ข้าออกจากลั่วหยางมาแล้ว… ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านอาจารย์ เป็นอย่างไรบ้าง?”
เฟยเฉียนพอจะเข้าใจได้ อย่างไรเสียเฉาเชาก็ถูกไล่ล่าเสียก่อน จากนั้นก็มุ่งหน้าแต่จะเกณฑ์ทหาร บางทีคงจะยังไม่มีช่องทางในการรับรู้ข่าวสารจากทางราชสำนัก
เฟยเฉียนครุ่นคิดอยู่นาน ไม่รู้ว่าจะพูดดีหรือไม่ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจนำข้อมูลที่เขาเห็นในใบบอกข่าวมาเล่าให้เฉาเชาฟังทีละเรื่อง จากนั้นก็กล่าวเป็นนัยว่า “แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของท่านอาจารย์จะดูเหมือนยังปกติดี แต่ว่า… หลังจากนี้… เกรงว่าอาจจะมีอันตรายอยู่บ้าง…”
“อันตรายหรือ?” เฉาเชามองเฟยเฉียนแวบหนึ่ง ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ไม่น่าจะถึงขั้นนั้นกระมัง… ท่านไท่ฟู่หยวนก็น่าจะยังพอมีความใจกว้างอยู่บ้าง…”
เฟยเฉียนยิ้มขื่นๆ ไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไรดี ท่านไท่ฟู่หยวน
เฉาเชาย่อมต้องคิดว่าต่งจั๋วในครั้งนี้จะต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน นี่ก็เป็นเหตุผลที่เขาต้องรีบเร่งเกณฑ์ทหารเพื่อเข้าร่วมการปราบต่งจั๋ว มิเช่นนั้นหากรอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายแล้วค่อยมา จะยังมีเนื้อเหลือให้เขากินอีกหรือ?
แต่เรื่องราวมันง่ายดายเช่นนั้นจริงหรือ?
ใช่แล้ว ตามสถานการณ์ในอุดมคติ หากต่งจั๋วถูกโค่นล้ม หยวนเหว่ยแห่งตระกูลหยวนก็ย่อมต้องขึ้นมาสืบทอดอำนาจแทน ด้วยอำนาจบารมีของตระกูลหยวนที่มีขุนนางระดับซานกงถึงสี่รุ่น ย่อมไม่จำเป็นต้องสังหารไช่ยงเพื่อสร้างบารมี ดีไม่ดีอาจจะใช้นโยบายประนีประนอม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความใจกว้างของตนเองเสียด้วยซ้ำ…
แต่ทว่า ปัญหาก็คือ วันเวลาของท่านไท่ฟู่หยวนก็กำลังเข้าสู่ช่วงนับถอยหลังแล้วเช่นกัน…
และเมื่อหยวนเหว่ยตาย ตามสถานการณ์ในตอนนี้ ต่งจั๋วจะต้องผลักดันให้หวังอวิ่นขึ้นมาเป็นตัวแทนอย่างแน่นอน และหวังอวิ่นผู้นี้ จากที่เฟยเฉียนได้รู้จักตอนอยู่ลั่วหยาง บวกกับวีรกรรมที่รับรู้ได้จากในยุคหลัง ก็พอจะเดาได้ว่าเขาไม่ใช่คนดีนัก
ยิ่งไปกว่านั้น แม้หวังอวิ่นจะมีตำแหน่งเป็นผู้ดูแลการศึกษาของราษฎรทั่วหล้า แต่ชื่อเสียงของเขากลับไม่โด่งดังเท่าไช่ยง ทั่วทั้งเหอลั่ว หรือแม้แต่ทั่วทั้งแผ่นดินราชวงศ์ฮั่น หากพูดถึงผู้ที่เป็นผู้นำด้านวัฒนธรรม ทุกคนก็มักจะนึกถึงไช่ยงผู้สลักคัมภีร์ศิลาซีผิงเป็นคนแรก ส่วนหวังอวิ่นจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรนั้น ใครจะไปสนใจ?
หากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ในยุคหลัง ก็เหมือนกับรองนายกรัฐมนตรีของประเทศกลับมีชื่อเสียงสู้ผู้บรรยายของมหาวิทยาลัยเกียวโตไม่ได้… และถ้าผู้บรรยายคนนี้ทำหน้าที่สอนหนังสืออย่างเดียวก็ยังพอทนได้ แต่ตอนนี้กลับเห็นผู้บรรยายคนนี้ค่อยๆ ก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง และก้าวขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่มันถึงขีดสุดที่ลุงจะทนได้แล้ว ป้าก็ทนไม่ได้เหมือนกัน…
ดังนั้นหากต่งจั๋วพ่ายแพ้ ไช่ยงก็คงไม่อาจหลีกหนีเส้นทางแห่งความตายไปได้ แต่ต่อให้ฝ่ายต่งจั๋วจะได้รับชัยชนะ หวังอวิ่นจะยอมอยู่ร่วมกับไช่ยงอย่างสันติอย่างนั้นหรือ?
ใครจะยอมปล่อยให้คนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา แต่มีชื่อเสียงและตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง มีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อบดบังรัศมีทั้งหมดของตนกันเล่า? การทำความดีความชอบจนเจ้านายหวาดระแวง ไม่จำเป็นต้องเป็นผลงานทางทหารเสมอไปหรอกนะ…
เดิมทีตอนอยู่ลั่วหยาง เฟยเฉียนคิดแต่เพียงเรื่องความพ่ายแพ้ของต่งจั๋วตามประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่มาบัดนี้ ความจริงที่ว่าซุนเจียนไม่ได้มาที่ซวนจ่าว กลับเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยสำหรับเฟยเฉียน ประวัติศาสตร์จะดำเนินไปตามความทรงจำของเขาจริงๆ หรือ? หากแม่นางน้อยที่ชื่อว่าประวัติศาสตร์เกิดเล่นตุกติกขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร?
เฟยเฉียนยิ้มขื่นอย่างต่อเนื่อง ส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไร
เฉาเชาสังเกตเห็นสีหน้าของเฟยเฉียนได้อย่างเฉียบแหลม จู่ๆ เขาก็นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา สีหน้าถึงกับเปลี่ยนไปในทันที…
ทว่าสิ่งที่เฟยเฉียนกังวลคือไช่ยง แต่เฉาเชาที่อยู่ด้านข้างกลับนึกถึงความเป็นไปได้เรื่องความเป็นความตายของหยวนเหว่ย
เฉาเชาเชื่อมโยงเหตุการณ์การโยกย้ายตำแหน่งขุนนางในช่วงที่ผ่านมาที่เฟยเฉียนเพิ่งเล่าให้ฟัง ยิ่งคิดก็ยิ่งเหงื่อแตกพลั่ก “จื่อเยวียน ความหมายของเจ้าคือ… ต่งจั๋วกล้าลงมือกับท่านไท่ฟู่หยวนงั้นหรือ? นี่… นี่มันเป็นไปไม่ได้ หรือว่าต่งจั๋วจะไม่กลัวบ้านเมืองวุ่นวาย?”
เฟยเฉียนย่อมเข้าใจความหมายของเฉาเชาเป็นอย่างดี ตระกูลหยวนเป็นตัวแทนของกลุ่มตระกูลใหญ่ ทั้งยังมีบุญคุณในการสนับสนุนต่งจั๋ว ไม่ว่าบุญคุณนั้นจะมากหรือน้อย แต่ถึงอย่างไรก็มีความสัมพันธ์นี้อยู่ ดังนั้นหากต่งจั๋วลงมือกับหยวนเหว่ย ก็เท่ากับเป็นการทำลายกฎเกณฑ์ที่ไม่ได้เขียนไว้ว่าด้วยเรื่องลำดับชั้นและจริยธรรมของกลุ่มตระกูลใหญ่ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานในสมัยราชวงศ์ฮั่น ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์ และเป็นสิ่งที่กลุ่มตระกูลใหญ่ไม่อาจเชื่อและยอมรับได้อย่างแน่นอน ย่อมต้องทำให้กลุ่มตระกูลใหญ่ในกวนตงเกิดความไม่พอใจ และนำไปสู่ความวุ่นวาย…
“…หรือว่าตอนนี้มันยังไม่วุ่นวายอีกงั้นหรือ?” เฟยเฉียนกล่าวเบาๆ แม้น้ำเสียงจะเบาหวิว แต่เมื่อฟังเข้าหูเฉาเชาแล้ว กลับดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง…

0 Comments