ตอนที่ 177 งานเลี้ยงสุราของกลุ่มเฉินหลิว
แปลโดย เนสยังเมื่อคณะคนทั้งหมดเข้าไปในกระโจมบัญชาการหลักของจางเหมี่ยว หากว่ากันตามตำแหน่งแล้ว ย่อมเป็นขงโจ้วที่มีตำแหน่งสูงสุด จึงได้นั่งในตำแหน่งประธาน เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้ต้องกังขา จางเหมี่ยวเป็นเจ้าเมืองเฉินหลิว ทั้งยังเป็นเจ้าของค่ายทหารแห่งนี้ จึงได้นั่งในตำแหน่งแรกทางฝั่งซ้าย เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด แต่ทว่ากลับจัดให้เฟยเฉียนไปนั่งในตำแหน่งแรกทางฝั่งขวาเสียนี่!
นั่นหมายความว่าเฟยเฉียนได้รับการจัดลำดับให้อยู่หน้าจางเชาและเฉาเชา! การจัดที่นั่งเช่นนี้เมื่อเทียบกับเมื่อวานแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวจริงๆ
หากว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว ก็ไม่ได้มีข้อผิดพลาดอะไร แม้ว่าเฟยเฉียนจะไม่ได้เป็นขุนนางระดับเจ้าเมืองในท้องถิ่น แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นตัวแทนของหลิวเปี่ยว ผู้ว่าการรัฐจิงโจว ดังนั้นการลดระดับลงมาครึ่งขั้นตามมาตรฐานของผู้ว่าการรัฐจิงโจวหลิวเปี่ยว ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอยู่
แต่ในยุคโบราณ แม้แต่ในงานเลี้ยงสุราของคนยุคหลัง ที่นั่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่ว่าจะนั่งกันได้ตามอำเภอใจ…
การจัดที่นั่งเช่นนี้ทำให้เฟยเฉียนตกใจจนสะดุ้งจริงๆ ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย หากขืนนั่งลงไปจริงๆ คงได้ตายแบบไม่รู้ตัวแน่ๆ…
ดังนั้นเฟยเฉียนจึงปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมนั่ง ดึงดันที่จะนั่งในตำแหน่งถัดจากเฉาเชาให้ได้ โดยยอมยกที่นั่งดีๆ ให้จางเชาและเฉาเชาไปนั่งแทน
จางเชา เฉาเชา และเฟยเฉียน ทั้งสามคนผลัดกันปฏิเสธและถ่อมตัวไปมา ไม่มีใครยอมนั่งลงก่อน เฟยเฉียนจึงเกิดความคิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขาวิ่งไปนั่งที่ตำแหน่งสุดท้ายด้วยตัวเอง แล้วก็ไม่ยอมลุกขึ้นมาอีกเลย
ขงโจ้วจึงต้องเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมด้วยรอยยิ้ม ให้จางเชาและเฉาเชาเข้านั่งประจำที่
จางเหมี่ยวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ครั้งนี้โชคดีที่ท่านผู้ว่าการรัฐขงแห่งอวี้โจวมาเยี่ยมเยียนบำรุงขวัญทหาร ประจวบเหมาะกับที่สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับบึงอูเฉา หมูที่นี่อ้วนท้วนและเนื้อนุ่มหวานอร่อย เหมาะแก่การให้พวกเราได้ลิ้มลองรสชาติให้เต็มอิ่มพอดิบพอดี”
เมื่อจางเหมี่ยวพูดจบ ก็สั่งการให้ลูกน้องไปจัดเตรียมงานเลี้ยงสุรา จากนั้นก็ถามไถ่เฉาเชาอย่างกระตือรือร้นว่าช่วงนี้กำลังทำอะไรอยู่
วาทศิลป์ของเฉาเชานั้นก็ถือว่าไม่เลว เขาเล่าประสบการณ์ในช่วงเวลานี้ได้อย่างมีชีวิตชีวายิ่งนัก…
เฟยเฉียนเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ดูเหมือนว่าเฉาเชาจะไม่ได้รับผลกระทบจากหมายจับของต่งจั๋วเลยแม้แต่น้อย… ไม่รู้ว่าเรื่องฆ่าหมูนั่นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จกันแน่?
เฉาเชาผู้นี้ดูเหมือนจะผอมคล้ำลงกว่าตอนที่อยู่ลั่วหยางเล็กน้อย คาดว่าช่วงเวลานี้คงจะไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสบายนัก ทว่า ดูเหมือนการบังคับใช้กฎหมายในชนบทสมัยราชวงศ์ฮั่นจะมีไว้บังคับใช้กับราษฎรตาดำๆ เท่านั้น ใครจะไปคิดว่าผู้ต้องหาที่ทางการต้องการตัว จะสามารถมานั่งสนทนาหัวร่อต่อกระซิกเรื่องชีวิตกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นได้อย่างสบายใจเฉิบเช่นนี้?
แล้วยังมีเฉินกงคนนั้น เป็นนายอำเภอที่ช่วยให้เฉาเชาหลบหนีไปได้จริงๆ หรือ? แล้วทำไมภายหลังเขาถึงไปอยู่ร่วมกับหลี่ว์ปู้ได้ล่ะ? แล้วหลังจากนั้นทำไมถึงได้ร่วมมือกันทรยศเฉาเชาอีกล่ะ?
ตอนนั้นจางเหมี่ยวมีส่วนร่วมด้วยหรือเปล่า?
เหตุการณ์ใหญ่ๆ เฟยเฉียนยังพอจำได้ แต่รายละเอียดปลีกย่อยบางอย่างเขาก็ไม่ค่อยจะมีความทรงจำหลงเหลืออยู่แล้ว…
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างจางเหมี่ยวกับเฉาเชาก็ถือว่าไม่เลวนี่นา แล้วถ้าวันข้างหน้าต้องผิดใจกัน จะเป็นเพราะเหตุใด หรือเป็นเพราะเฉาเชาไปยุ่งกับอนุภรรยาของจางเหมี่ยวเข้าอีกล่ะเนี่ย?
เฟยเฉียนกำลังคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย ในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม จนไม่ทันสังเกตเลยว่าเฉาเชาเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของตนเองจบไปตั้งแต่เมื่อใด และกำลังเปลี่ยนหัวข้อสนทนามาที่ตัวเขาเองแล้ว…
“ข้าน้อยรู้สึกละอายใจยิ่งนัก หากเทียบกับวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของศิษย์พี่เมิ่งเต๋อแล้ว ก็ไม่อาจนำมากล่าวถึงได้เลย…” เอาเถอะ เฟยเฉียนจึงได้เล่าเรื่องราวหลังจากที่ตนเองเดินทางออกจากลั่วหยางให้ฟังคร่าวๆ
เมื่อเฉาเชาได้ยินว่าเฟยเฉียนได้เกี่ยวดองกับตระกูลหวงแห่งจิงเซียง สายตาก็ทอประกายวูบหนึ่ง จู่ๆ เขาก็พูดแทรกขึ้นมาว่า “…จื่อเยวียน การไปเยือนจิงเซียงในครั้งนี้ เจ้ามีโอกาสได้พบปังเต๋อกงบ้างหรือไม่?”
“…ขอบอกตามตรง ข้าเคยไปฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนกับท่านปังเต๋อกงอยู่ช่วงหนึ่ง…”
เฉาเชาเดาะลิ้นส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ พลางกล่าวว่า “จื่อเยวียน เจ้าช่างมีวาสนาเช่นนี้ น่าอิจฉาเสียจริง…”
สิ่งที่เฉาเชาพูดนั้นมาจากใจจริง
หากจะบอกว่าไช่ยงคือบุคคลชั้นนำในแวดวงวัฒนธรรมของกลุ่มบัณฑิตผู้สูงส่งทางตอนเหนือ เช่นนั้นปังเต๋อกงแห่งจิงเซียงก็คือผู้ยิ่งใหญ่ในแวดวงวัฒนธรรมทางตอนใต้ และการที่เฟยเฉียนได้รับความโปรดปรานจากปรมาจารย์ด้านวัฒนธรรมทั้งสองท่านพร้อมกัน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เฉาเชารู้สึกทอดถอนใจ แต่ยังอิจฉาจากก้นบึ้งของหัวใจอีกด้วย…
ต้องเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่เฉาเชาไม่ชอบที่สุดในชีวิตนี้ ก็คือหมวกที่สวมคำว่า ‘ตระกูลขันที’ ไว้บนหัว แม้ว่าเขาจะเคารพยกย่องวีรกรรมของเฉาเถิงผู้เป็นปู่มากเพียงใด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่งที่คนรอบข้างมักจะมองว่าเขาเป็นคนของพวกขันทีมาโดยตลอด
ดังนั้นในตอนที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์ประตูด้านเหนือของลั่วหยาง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าตนเองไม่ใช่พวกเดียวกับพวกขันที เขาจึงได้ลงมืออย่างเด็ดขาดกับเจี่ยนถู ผู้เป็นท่านอาของเจี่ยนซั่ว…
ลองนึกดูว่าในตอนนั้นก็เป็นเพราะเรื่องนี้ ในท้ายที่สุดเขาถึงได้มีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์ของไช่ยง ผู้เป็นบัณฑิตผู้สูงส่ง ซึ่งกว่าจะได้มาก็ถือว่ายากลำบากมากแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าศิษย์น้องเล็กที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ จะสามารถเข้าเป็นศิษย์ของไช่ยงได้อย่างง่ายดาย ซ้ำยังไปคลุกคลีเป็นศิษย์ของปังเต๋อกงแห่งจิงเซียงได้อีก แม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่มีใครรู้ แต่ในอนาคต จุดเริ่มต้นของชื่อเสียงในหมู่บัณฑิตของเขา ย่อมต้องดีกว่าตนเองมากนัก แล้วเช่นนี้จะไม่ให้เฉาเชาอิจฉาได้อย่างไร?
เมื่อขงโจ้วได้ยินว่าเฟยเฉียนไม่เพียงแต่เป็นศิษย์ของไช่ยง แต่ยังเคยร่ำเรียนกับปังเต๋อกงด้วย ก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือหัวเราะ แล้วกล่าวว่า “ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม! จื่อเยวียนมีวาสนาไม่เบา รวบรวมเอาข้อดีของทั้งเหนือและใต้ไว้ในตัว สมควรดื่มสุราจอกใหญ่สักจอก!”
ทันใดนั้น จางเหมี่ยวและคนอื่นๆ ภายในกระโจมก็พากันเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง…
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยหัวเราะกันอยู่นั้น ลูกน้องของจางเหมี่ยวก็เดินขวักไขว่ไปมา จัดเตรียมงานเลี้ยงสุราจนเสร็จสรรพ
ทุกคนไม่ได้พูดถึงอีจี๋ ทูตรองของเฟยเฉียนเลย ราวกับว่าต่างก็ลืมเขาไปเสียดื้อๆ ซึ่งเฟยเฉียนก็พอจะคาดเดาเหตุผลได้อยู่บ้าง อย่างไรเสียอีจี๋ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเมืองเฉินหลิวแห่งนี้ หรือแม้แต่กับผู้คนที่นี่ ดังนั้น งานเลี้ยงสุราที่จัดขึ้นตรงหน้านี้ แม้ในนามจะบอกว่าเป็นการจัดเลี้ยงต้อนรับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็คือพิธีผูกมิตรอย่างลับๆ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเฉินหลิวนั่นเอง…
ด้วยเหตุนี้ ย่อมไม่มีส่วนของอีจี๋อย่างแน่นอน…
สุรารสเลิศ เนื้อโค เนื้อแกะ ปลาตากแห้งย่าง และผักดองอีกบางส่วน ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะอยู่ในค่ายทหาร อาหารเหล่านี้จึงถูกเสิร์ฟมาในจานใบใหญ่ เพียงไม่กี่จานก็วางเต็มโต๊ะแล้ว
ขงโจ้วเป็นผู้นำในการกล่าวเปิดงานสองสามประโยค หลังจากดื่มไปได้สองสามรอบ จู่ๆ เขาก็พูดอย่างกระตือรือร้นว่าต้องการเล่นเกมสั่งสุรา…
ดูเหมือนจางเหมี่ยวจะไม่ถนัดเรื่องนี้นัก จึงอ้างว่าไม่ได้นำไม้สั่งสุรามา แต่นึกไม่ถึงว่าขงโจ้วผู้นี้จะบอกว่าตนเองนำมาด้วย จึงสั่งให้คนไปหยิบมา…
เฟยเฉียนมองสีหน้าของจางเหมี่ยว คาดเดาว่าในใจของเขาคงกำลังสบถด่าขงโจ้วอยู่เป็นแน่ จางเชาที่อยู่ด้านข้างก็ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก เห็นได้ชัดว่าไม่ชอบเล่นอะไรแบบนี้ ทว่าเฉาเชากลับดูมีสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ
เมื่อนำไม้สั่งสุรามาถึง ขงโจ้วก็หัวเราะฮ่าๆ พลางเขย่ากระบอกไม้ แล้วหยิบออกมาหนึ่งอัน พลางกล่าวว่า “คำสั่งนี้ง่ายนัก ให้เลือกเอาระหว่างพิณ หมากรุก ตำรา หรือภาพวาด มาหนึ่งอย่าง แล้วแต่งบทกวีห้าคำเพื่อตอบ หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่ง จะต้องโดนปรับสุราสี่จอก”
ขงโจ้วส่ายหัวไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “สายพิณดีดบรรเลง เสียงกังวานล่องลอย ขอเสียงอันไพเราะ เป็นดั่งตัวแทนใจ” จากนั้นเขาก็ยิ้มแย้มลูบเครา แล้วหันไปมองจางเหมี่ยว จางเหมี่ยวกะพริบตาปริบๆ อยู่นาน สองนาน คิดไม่ออกจริงๆ สุดท้ายด้วยความจนใจจึงยอมรับโทษ รินสุราดื่มไปสี่จอก
ต่อมาก็ถึงคราวของเฉาเชา เฉาเชาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “กางแขนสาดน้ำหมึก จรดพู่กันหอมกรุ่น เขียนปณิธานในใจ ให้กึกก้องทั่วราชสำนัก”
เฉาเชาย่อมต้องผ่านการทดสอบไปได้อย่างแน่นอน น่าเสียดายที่พอถึงตาของจางเชาก็ต้องมาสะดุดอีก จางเชาจึงทำได้เพียงดื่มสุราสี่จอกรวดเดียวเพื่อจบเรื่อง
พิณถูกขงโจ้วเลือกไปแล้ว ตำราถูกเฉาเชาเลือกไปแล้ว งั้นก็เหลือแค่หมากรุกกับภาพวาด…
เฟยเฉียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เลือกหมากรุก จึงกล่าวว่า “ฟ้าดินมีกว้างยาว ภูเขาผืนน้ำอยู่ตรงกลาง ขาวดำจากกระโจมบัญชาการ แพ้ชนะซ่อนอยู่ในตัว”
เฉาเชาที่อยู่ด้านข้างฟังแล้วก็ถึงกับตาเป็นประกาย อดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะเอ่ยชมว่า “ช่างเป็นฟ้าดินมีกว้างยาว แพ้ชนะซ่อนอยู่ในตัว ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! จื่อเยวียนช่างมีความห้าวหาญเช่นนี้ สมควรดื่มสุราจอกใหญ่สักจอก!”

0 Comments