You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

การเดินทางไปค่ายใหญ่ของจางเหมี่ยวในครั้งนี้ เฟยเฉียนไม่ได้รับการต้อนรับเหมือนที่ขงโจ้วได้รับ หลังจากเฟยเฉียนส่งหวงเฉิงเข้าไปรายงานแล้ว ขงโจ้วทั้งสามจึงค่อยๆ เดินทอดน่องมาต้อนรับที่ประตูค่าย

นี่ก็เพราะเห็นแก่หน้าของหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง ผู้ว่าการรัฐจิงโจวหรอกนะ มิเช่นนั้นก็คงไม่มีแม้แต่การออกมาต้อนรับ คงให้เฟยเฉียนเดินเข้าไปคารวะเองเสียด้วยซ้ำ

ทว่าในเมื่อบนรถม้าของเฟยเฉียนยังคงแขวนคทาอาญาสิทธิ์ของผู้ว่าการรัฐจิงโจวเอาไว้ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรพวกขงโจ้วทั้งสามก็ต้องรักษามารยาทให้เป็นพิธีเสียหน่อย

ค่ายทหารที่จางเหมี่ยวตั้งไว้นั้นดูเหมือนจะสร้างมาได้สักพักแล้ว ไม่เพียงแต่ใช้ท่อนไม้เท่านั้น แต่ยังพอกด้วยดินโคลนหนาๆ เพื่อป้องกันไฟไหม้ คูเมืองที่ขุดไว้ก็ดูเหมือนจะผ่านการปรับปรุงมาแล้ว ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย อุปกรณ์เครื่องใช้บางอย่างก็ดูเข้าท่าเข้าทางดี

หลังจากเข้าไปทำความเคารพขงโจ้ว และพี่น้องจางเหมี่ยว จางเชาแล้ว เฟยเฉียนจึงได้กระจ่างว่า ซวนจ่าวในตอนนี้มีเพียงพี่น้องตระกูลจางเท่านั้น แม้แต่ขงโจ้วก็เพิ่งจะเดินทางมาถึง…

หรือว่าการชุมนุมสาบานตนที่ซวนจ่าว ก็คือการทยอยกันมาทีละสองสามคนแบบนี้น่ะหรือ?

ไหนตกลงกันไว้ว่าจะรวมหัวกันรุมสกรัม จะผนึกกำลังกันสู้ไม่ใช่หรือ ทำตัวอืดอาดยืดยาดเช่นนี้ เมื่อไหร่จะรวบรวมเจ้าเมืองทั้งสิบแปดขุมกำลังมาอัญเชิญเทพมังกรได้ครบ… เอ้อ ไม่ใช่สิ เมื่อไหร่จะปราบต่งจั๋วลงได้ล่ะเนี่ย?

หลังจากเฟยเฉียนเดินตามหลังพวกขงโจ้วทั้งสามคนเข้าไปในค่ายหลักแล้ว ก็แยกย้ายกันนั่งตามที่นั่งของแขกและเจ้าบ้าน

ตำแหน่งที่นั่งในเวลานี้มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย จากเดิมที่พี่น้องจางเหมี่ยวและจางเชานั่งแยกซ้ายขวากัน ก็ได้ย้ายไปนั่งด้วยกันที่โต๊ะทางซ้ายมือของกระโจม ขงโจ้วนั่งตรงกลาง ส่วนเฟยเฉียนและอีจี๋ย่อมต้องมานั่งที่โต๊ะทางขวามือ

แม้ปัจจุบันเฟยเฉียนจะเป็นตัวแทนของหลิวเปี่ยว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่หลิวเปี่ยวมาด้วยตนเอง ดังนั้นการได้นั่งในตำแหน่งแขกก็ถือว่าพอทนได้

ขงโจ้วที่นั่งอยู่ตรงกลางมองไปทางจางเหมี่ยว เป็นเชิงถามว่าเจ้าจะเป็นคนถามหรือข้าจะเป็นคนถาม? อย่างไรเสียค่ายแห่งนี้ก็ยังเป็นของจางเหมี่ยว แม้ตำแหน่งขุนนางของเขาจะสูงกว่าจางเหมี่ยว แต่ก็ต้องให้เกียรติความคิดเห็นของจางเหมี่ยวด้วย

จางเหมี่ยวผายมือให้ขงโจ้วเล็กน้อยเป็นเชิงเชิญ โดยไม่ได้พูดอะไร

ขงโจ้วจึงถามเฟยเฉียนว่า “ไม่ทราบว่าการที่เจ้าเดินทางมาเป็นทูตในครั้งนี้ มีธุระอันใดหรือ?”

เฟยเฉียนประสานมือคารวะ ตอบกลับว่า “ข้าน้อยได้รับบัญชาจากหลิวจิงโจว ให้เป็นทูตไปพบหยวน เจ้าเมืองปั๋วไห่ขอรับ”

ที่แท้ก็ไม่ได้มาหาพวกเราสามคนหรอกหรือ แต่เป็นทูตไปหาหยวนเซ่างั้นหรือ? ขงโจ้วยังตั้งสติไม่ทัน ไปเป็นทูตหาหยวนเซ่าแล้วมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร? เจ้ามาผิดที่แล้วกระมัง?

ดังนั้นขงโจ้วจึงกล่าวว่า “หยวนเปิ่นชู เจ้าเมืองปั๋วไห่น่ะหรือ? ไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก…”

ขงโจ้วยังพูดไม่ทันจบ จางเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างก็กระแอมไอขึ้นมาหนึ่งครั้ง แล้วพูดแทรกว่า “คังเซียงโหวยังจัดการธุระไม่เสร็จ จึงยังเดินทางมาไม่ถึงที่นี่… ตามความเห็นของข้า พวกท่านทั้งสองเดินทางมาไกล อีกทั้งท้องฟ้าก็มืดค่ำแล้ว มิสู้ให้ข้าจัดเตรียมที่พักให้พวกท่านได้พักผ่อนก่อน ดีหรือไม่?”

หมายความว่าหยวนเซ่ายังมาไม่ถึงงั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็คงต้องรอแล้วล่ะ หรือว่าจะให้ดั้นด้นไปจนถึงเมืองปั๋วไห่?

ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางขึ้นเหนือก็ไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียว ท่าข้ามป๋ายหม่าก็สามารถข้ามแม่น้ำได้ แม้ท่าข้ามเหยียนจินทางตอนเหนือของซวนจ่าวจะอันตรายไปสักหน่อย แต่ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝนยังไม่มาเยือน จึงสามารถข้ามแม่น้ำได้เช่นกัน

ดังนั้นหากบังเอิญเลือกเส้นทางผิด นอกจากจะเหนื่อยเปล่าแล้ว ยังต้องเสียเวลาไปอีกไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ เฟยเฉียนและอีจี๋จึงตอบตกลง ภายใต้การนำทางของจางเชา พวกเขาได้ไปยังมุมหนึ่งของค่ายใหญ่เพื่อพักผ่อนชั่วคราว

ท้องฟ้าค่อนข้างมืดค่ำแล้ว การจะให้ทหารใต้บังคับบัญชาไปตั้งค่ายใหม่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก ยิ่งไปกว่านั้นค่ายของจางเหมี่ยวและจางเชาก็ถือว่าไม่เล็ก การแบ่งพื้นที่ให้พวกของเฟยเฉียนตั้งค่ายก็ยังพอทำได้

ภายในกระโจมบัญชาการหลัก ขงโจ้วมองจางเหมี่ยวด้วยความไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงรั้งตัวเฟยเฉียนเอาไว้ หยวนเซ่า เจ้าเมืองปั๋วไห่ เคยพูดว่าจะมาที่ซวนจ่าวด้วยหรือ?

เมื่อจางเหมี่ยวเห็นสีหน้าของขงโจ้ว ก็พอจะเดาออกว่าขงโจ้วกำลังคิดอะไรอยู่ จึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านผู้ว่าการรัฐอวี้โจวกำลังคิดอยู่ใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดข้าจึงรั้งตัวคนผู้นี้เอาไว้?”

ขงโจ้วพยักหน้า กล่าวว่า “ถูกต้อง หยวนเปิ่นชู เจ้าเมืองปั๋วไห่ไม่ได้ตั้งแท่นรับราชโองการอยู่ที่อำเภอเย่หรอกหรือ? จะมาที่นี่ได้อย่างไร? หรือคังเซียงโหวจะตามมาทีหลัง?”

จางเหมี่ยวหัวเราะหึๆ กล่าวว่า “อันที่จริงแล้ว ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคังเซียงโหวจะมาที่นี่หรือไม่”

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงรั้งตัวคนเขาไว้ที่นี่ล่ะ?”

จางเหมี่ยวยิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้ว่าการรัฐอวี้โจวอย่าลืมสิ คนผู้นี้คือคนที่หลิวจิงโจวส่งมานะ!”

“หลิวจิงโจว…” ขงโจ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ความหมายของเมิ่งจั๋วก็คือ หลิวจิงโจวก็เป็นเชื้อพระวงศ์แห่งราชวงศ์ฮั่นเช่นกัน?”

จางเหมี่ยวปรบมือหัวเราะร่วน แล้วกล่าวว่า “ถูกต้อง! เมื่อครู่พวกเรายังกังวลกันอยู่เลย การที่เด็กคนนี้มาถึง ไม่ใช่ว่าประจวบเหมาะพอดีหรอกหรือ? ฮ่าๆ…”

ขงโจ้วเข้าใจขึ้นมาในทันที เขาพยักหน้าอย่างต่อเนื่องและกล่าวว่า “เมิ่งจั๋วมองได้เฉียบขาดนัก! ผู้คนมักกล่าวว่าเมิ่งจั๋วเป็นผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ตามความเห็นของข้า คงต้องเพิ่มคำว่ามีสายตาเฉียบแหลมและปราดเปรื่องเข้าไปด้วยถึงจะถูก!”

การที่ขงโจ้วทำเช่นนี้ ประการแรกเป็นเพราะกำลังพลของตนเองไม่เพียงพอ ประการที่สองคือตนเองในฐานะผู้ว่าการรัฐอวี้โจวถูกราชสำนักปลดออกจากตำแหน่งแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งมอบตราประทับประจำตำแหน่งคืน ดังนั้นในการต่อกรกับหลิวไต้ ผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจว เขาจึงมีข้อด้อยที่มีมาแต่แรกอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงมาขอความร่วมมือจากจางเหมี่ยว ในใจของขงโจ้วนั้น แม้จะรู้ดีว่าตนเองไม่อาจเป็นผู้นำได้ แต่ก็ไม่เต็มใจอย่างเด็ดขาดที่จะให้หลิวไต้ที่เพิ่งโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ มาขึ้นขี่คอชี้หน้าออกคำสั่งกับเขา…

สำหรับจางเหมี่ยวแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวคนก่อน ซึ่งก็คือเฉียวเม่า เจ้าเมืองตงจวิ้นคนปัจจุบัน ถือว่าไม่เลวทีเดียว และเขาได้ยินมาว่าตั้งแต่หลิวไต้คนนี้มารับตำแหน่ง ก็คอยขัดแย้งกับเฉียวเม่าในทุกๆ เรื่อง ถึงขั้นยกเลิกนโยบายการปกครองก่อนหน้านี้ของเฉียวเม่าไปทั้งหมด ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนตึงเครียดอย่างมาก

แต่ถึงอย่างไรเฉียวเม่าก็ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ดังนั้นจึงมีรากฐานที่ฝังลึกอยู่บ้าง หลิวไต้จึงไม่อาจจัดการกับเขาได้ในทันที แต่หากหลิวไต้รู้ว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีกับเฉียวเม่า แล้วเปลี่ยนเป้าหมายมาใช้เขาเป็นไก่ให้ลิงดูแทน จางเหมี่ยวก็รู้สึกว่าคงจะรับมือได้ยากอยู่เหมือนกัน อย่างไรเสียหลิวไต้ก็เป็นเจ้านายโดยตรงของเขา การจะหาเรื่องจับผิดนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่ต้องทำศึกกับต่งจั๋ว ก็แค่สั่งให้ไปทำภารกิจที่เหมือนกับส่งไปตาย…

ดังนั้นตอนที่ขงโจ้วเดินทางมาหา จางเหมี่ยวจึงได้แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนเช่นนั้น แต่การมีขงโจ้วเพียงคนเดียวยังคงไม่เพียงพอ ตอนนี้หากเพิ่มหลิวเปี่ยว ผู้ว่าการรัฐจิงโจวเข้ามาอีกคน สถานการณ์ก็จะแตกต่างออกไป หลิวไต้เป็นเชื้อพระวงศ์ หลิวเปี่ยวเองก็เป็นเชื้อพระวงศ์ แม้จะไม่ได้มาด้วยตนเอง แต่เฟยเฉียนผู้นี้ก็ถือคทาอาญาสิทธิ์ของหลิวเปี่ยว หากมองในบางแง่มุม เขาก็สามารถเป็นตัวแทนของหลิวเปี่ยวได้

ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่ขงโจ้วจะพูดหลุดปากออกไปว่าหยวนเซ่าอาจจะไม่มาที่ซวนจ่าว จางเหมี่ยวจึงได้พูดแทรกขึ้นมาเพื่อทำให้เฟยเฉียนเข้าใจผิด ดูเหมือนจะบอกเป็นนัยว่ารอให้หยวนเซ่าจัดการธุระเสร็จแล้วก็จะมาที่นี่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่จางเหมี่ยวเองก็ไม่รู้ว่าหยวนเซ่ามีแผนการจัดการอย่างไร จะมาที่ซวนจ่าวหรือไม่ หรือว่าจะไม่มาที่ซวนจ่าวเลย

แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญอะไร จางเหมี่ยวเพียงแค่ต้องการให้เฟยเฉียนที่มาพร้อมกับธงของหลิวเปี่ยว อยู่ที่ซวนจ่าวเป็นการชั่วคราวก่อน รอจนกว่ากลุ่มของหลิวไต้จะมาถึง จากนั้นฝ่ายของตนก็จะมีขงโจ้ว ผู้ว่าการรัฐอวี้โจว จางเชา เจ้าเมืองกวั่งหลิง ผู้เป็นน้องชายของตน บวกกับเฉียวเม่า เจ้าเมืองตงจวิ้นที่ไม่ลงรอยกับหลิวไต้ และยังมีเฟยเฉียน ตัวแทนของหลิวเปี่ยว ผู้ว่าการรัฐจิงโจว…

หากเป็นเช่นนี้ ฝ่ายของตนก็จะมีอำนาจต่อรองกับหลิวไต้ ผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านสถานะ ความชอบธรรม หรือแม้แต่กำลังพล ดีไม่ดีอาจจะสามารถพลิกกลับมาควบคุมหลิวไต้ได้ด้วยซ้ำ…

ขงโจ้วย่อมต้องคิดจนตกผลึกแล้วเช่นกัน เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมความฉลาดหลักแหลมของจางเหมี่ยวอย่างต่อเนื่อง

ทันใดนั้นทั้งสองคนก็รู้สึกว่าแรงกดดันที่แบกรับอยู่นั้นลดลงไปไม่น้อย รู้สึกปลอดโปร่งยิ่งนัก…

ทางด้านเฟยเฉียน ภายใต้การดูแลของจางเชา เขาก็ได้ตั้งเต็นท์ที่พักเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั่งพักได้ไม่นาน เฟยเฉียนก็ตระหนักถึงปัญหาข้อหนึ่ง จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ไปหาหยวนซู่ก่อนหน้านี้ เหมือนจะได้ยินหยางหงพูดถึงประโยคหนึ่ง หรือสองประโยคว่า ซุนเจียน ขุนพลปราบโจรพเนจรได้ออกเดินทางไปแล้วไม่ใช่หรือ?

แล้วทำไมจนป่านนี้ยังมาไม่ถึงซวนจ่าวอีกล่ะ?

ในค่ายใหญ่แห่งนี้ดูเหมือนจะมีแค่ขงโจ้ว จางเหมี่ยว และจางเชา ไม่เห็นมีซุนเจียนเลยนี่นา? หรือว่าจะหลงทาง?

เฟยเฉียนจึงเอ่ยถามอีจี๋ ถึงได้รู้ว่าตนเองปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มเข้าให้แล้ว ซุนเจียนไม่ได้มาที่ซวนจ่าวเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมุ่งหน้าไปทางเหลียงตงต่างหาก

ห๊ะ? อะไรนะ? เฟยเฉียนถึงกับตาค้าง

สิบแปดขุมกำลัง กลายเป็นสิบเจ็ดขุมกำลังไปแล้วงั้นหรือ?

ไม่ใช่ว่าอีจี๋จะมีช่องทางข่าวสารพิเศษอะไรหรอก แต่เป็นเพราะตอนที่อยู่กับหยวนซู่ เขาคิดไปเองเป็นตุเป็นตะ ไม่ได้เอ่ยปากถามเลยสักคำ…

ทว่าตอนนี้ปัญหาได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนแล้ว ตามความทรงจำของเฟยเฉียน ซุนเจียนคือขุนพลทัพหน้าของทัพเจ้าเมืองทั้งสิบแปดขุมกำลัง แต่บัดนี้เมื่อซุนเจียนไม่มาที่ซวนจ่าว แล้วใครจะมาเป็นทัพหน้ากันเล่า?

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note