ตอนที่ 149 คุ้มหรือไม่คุ้ม
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนถามหวงจงว่า “ขอเรียนถาม บุตรชายของท่านป่วยด้วยโรคนี้มานานเท่าใดแล้ว?”
หวงจงตอบว่า “เป็นมาหลายปีแล้ว” คำตอบนี้ยิ่งทำให้เฟยเฉียนมั่นใจว่าเป็นโรคเรื้อรัง แต่เนื่องจากเขาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จึงไม่อาจฟันธงได้ว่าเป็นโรคอะไรกันแน่
แต่ในเมื่อเป็นโรคเรื้อรัง นั่นก็หมายความว่า อย่างน้อยที่สุด ลูกชายของหวงจงก็ยังไม่ถึงขั้นจะเสียชีวิตในเร็วๆ นี้ ยังพอมีความหวังที่จะรักษาให้หายได้
เฟยเฉียนถามต่อว่า “หมอในละแวกนี้ ฮั่นเซิงคงจะตามหามาหมดแล้วกระมัง?”
หวงจงพยักหน้าเงียบๆ เรื่องนี้ต่อให้เขามีวรยุทธ์ล้ำเลิศเพียงใดก็ช่วยอะไรไม่ได้ หมอในละแวกเมืองเซียงหยาง อย่าว่าแต่ตามหาเลย บางคนเขาก็ไปเชิญมาถึงสองสามรอบแล้ว แต่ก็ยังรักษาไม่หาย
“การเดินทางไปเป็นทูตให้ท่านหลิวในครั้งนี้ เป็นเพียงภารกิจหนึ่งของข้า อีกภารกิจหนึ่ง ข้าตั้งใจจะหาโอกาสกลับไปที่ลั่วหยางด้วย” เฟยเฉียนค่อยๆ เอ่ยช้าๆ พลางใช้ความคิดไปด้วย แม้วิธีนี้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก แต่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน…
“…ฮั่นเซิง ในเมืองลั่วหยางมีขุนนางใหญ่โตมากมาย จึงมีหมอฝีมือดีที่มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย แม้ว่าบุตรชายของท่านจะไม่สะดวกเดินทาง แต่ข้ามีวิธีหนึ่ง ที่อาจจะช่วยให้หมอที่อยู่ไกลนับพันลี้ สามารถตรวจรักษาบุตรชายของท่านได้…”
คำพูดนี้ไม่เพียงแต่ทำให้หวงจงสนใจ แม้แต่หวงเฉิงเยี่ยนก็ยังให้ความสนใจไปด้วย…
เฟยเฉียนไตร่ตรองดูแล้ว รู้สึกว่าเป็นไปได้ จึงกล่าวว่า “…การตรวจรักษาของหมอ ย่อมหนีไม่พ้นสี่วิธี คือ มอง ฟัง ถาม และจับชีพจร แม้บุตรชายของท่านจะไปลั่วหยางด้วยตัวเองไม่ได้ จึงใช้วิธี ‘จับชีพจร’ ไม่ได้ แต่ข้าสามารถจดบันทึกอาการป่วยของบุตรชายท่านอย่างละเอียดตามหลักการ ‘มอง’ ‘ฟัง’ และ ‘ถาม’ จากนั้นก็คัดลอกเทียบยาที่หมอคนก่อนๆ เคยสั่งให้บุตรชายท่านแนบไปด้วย น่าจะพอให้หมอในลั่วหยางใช้เป็นข้อมูลในการวินิจฉัยโรคได้ โดยไม่ต้องพบหน้าผู้ป่วย…”
แม้ว่ารายละเอียดอาจจะไม่เท่ากับการได้ตรวจด้วยตัวเอง แต่หนึ่งคือ ลูกชายของหวงจงมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคเรื้อรัง จึงไม่มีความเสี่ยงที่อาการจะทรุดหนักรวดเร็วจนพลาดพลั้งเหมือนโรคฉับพลัน สองคือ นี่อาจจะเป็นวิธี ‘การวินิจฉัยโรคทางไกล’ ที่ดีที่สุดในยุคราชวงศ์ฮั่นแล้ว เพราะการจะให้ผู้ป่วยอย่างลูกชายหวงจง ลากสังขารเดินทางรอนแรมข้ามเขานับพันลี้ไปหาหมอ แล้วก็ต้องเดินทางกลับมาอีก สู้เอามีดแทงให้ตายไปเลยจะดีกว่า
“…วิธีนี้ข้าก็ไม่เคยลอง จึงไม่กล้ารับประกันผลลัพธ์ แต่ยังไงหมอเก่งๆ ในลั่วหยางก็มีเยอะ หากระดมความคิดกัน ก็อาจจะได้ตำรับยาที่ได้ผลมาสักหนึ่งหรือสองขนานก็เป็นได้… ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฮั่นเซิง…”
เมื่อเฟยเฉียนพูดจบ เขาก็รอให้หวงจงตัดสินใจอย่างเงียบๆ
“เรื่องนี้…” หวงจง หวงฮั่นเซิง อดไม่ได้ที่จะนิ่งคิด การทำเช่นนี้มีข้อบกพร่องอยู่บ้างจริงๆ แต่นี่ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะให้หมอที่อยู่ห่างไกลวินิจฉัยโรคให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้หมอในจิงเซียงก็ตรวจมาหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นผล บางที…
ท้ายที่สุด ความคิดที่ว่า ‘ลองรักษาม้าตายให้เหมือนม้าเป็น’ ก็ชนะ หวงจงตัดสินใจตกลงที่จะลองใช้วิธีนี้ดู อย่างไรเสีย ตอนนี้สองสามีภรรยาหวงจงก็แทบจะสิ้นหวังแล้ว ไม่รู้ว่าโศกนาฏกรรมจะมาเยือนเมื่อใด ดังนั้นเมื่อได้ยินวิธีของเฟยเฉียน แม้จะดูพึ่งพาไม่ได้เต็มร้อย แต่เขาก็อยากจะคว้าโอกาสนี้ไว้ และลองดูสักตั้ง…
ในเมื่อหวงจงตกลง เฟยเฉียนก็ไม่รอช้า เขาไปค้นกระดาษและพู่กันจากย่ามม้าหน้าลานบ้าน จากนั้นก็เดินไปที่ประตูบ้าน กล่าวขออนุญาต แล้วเตรียมจะเดินเข้าไปข้างใน
หวงจงรีบดึงเฟยเฉียนไว้ เอ่ยอย่างลังเลว่า “ท่านเปี๋ยเจี้ยเฟย… โรคที่ลูกชายข้าเป็นคือโรคซางหาน (โรคไข้หวัดใหญ่/ไข้รากสาด) เกรงว่าจะไม่ค่อยสะดวกนัก…”
เฟยเฉียนยิ้มแล้วกล่าวว่า “โรคซางหานก็มีหลายแบบ… ช่วงที่บุตรชายท่านป่วย ก็เป็นคนในครอบครัวคอยดูแลใช่หรือไม่? แล้วมีใครติดโรคนี้ไปด้วยหรือไม่?”
“เรื่องนี้ไม่มี”
“แล้วหมอที่มารักษาบุตรชายท่าน มีใครติดโรคนี้กลับไปบ้างหรือไม่?”
“…เรื่องนี้ก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
เฟยเฉียนยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่นี้ก็ชัดเจนแล้ว แสดงว่าโรคที่ลูกชายหวงจงเป็น ไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรง ขอแค่เขาระวังตัวหน่อย ไม่ไปสัมผัสกับเชื้อโรคโดยตรง ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
หวงจงคิดดูอีกที หันไปมองหวงเฉิงเยี่ยน ก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก อย่างไรเสียเฟยเฉียนก็เป็นถึงลูกเขยตระกูลหวง แม้ว่าตัวเขาเองและหมอที่มารักษาจะไม่ได้ติดโรคไปด้วย แต่ถ้าบังเอิญทำให้เฟยเฉียนติดโรคไป เขาก็คงรู้สึกผิดแย่
หวงเฉิงเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ลังเลเช่นกัน เพราะโรคร้ายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในความคิดของหวงเฉิงเยี่ยน การเข้าไปในบ้านคนป่วยโรคซางหานก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับการเข้าไปถึงในห้อง…
“โรคซางหานมักเกิดจากลมพิษเข้าสู่ร่างกาย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน…” เฟยเฉียนเห็นว่าหวงเฉิงเยี่ยนและหวงจงต่างก็กังวล เขาจึงถอยกลับมา ขอมีดสั้นจากหวงจง แล้วตัดชายเสื้อคลุมของตัวเองออกเป็นแถบยาว นำมาพันรอบศีรษะสองสามรอบ ผูกปม ปิดบังปากและจมูกไว้ “แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว ลมพิษก็จะไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากและจมูกได้ง่ายๆ”
เฟยเฉียนมองหวงจง สลับกับหวงเฉิงเยี่ยน
ในที่สุดหวงเฉิงเยี่ยนก็พยักหน้าช้าๆ
เมื่อหวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวงอนุญาตแล้ว หวงจงจึงพาเฟยเฉียนเข้าไปในบ้าน
วิชาวินิจฉัยโรคทั้งสี่ มอง ฟัง ถาม จับชีพจร ฟังดูเหมือนจะลึกล้ำ แต่ความจริงก็คือการสังเกตอาการต่างๆ ของร่างกายที่เกิดจากโรคที่แตกต่างกัน เช่น หนาว ร้อน ปวด เมื่อย เหงื่อออก การขับถ่าย เป็นต้น เพื่อนำมาวิเคราะห์และทำการรักษา
ในเมื่อจะเป็นการวินิจฉัยโรคทางไกล ข้อมูลก็ต้องละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เฟยเฉียนสอบถามตั้งแต่เริ่มป่วย ถามถึงอาการร้อนหนาว และบริเวณที่ปวดเมื่อย อาหารการกินในชีวิตประจำวัน การขับถ่าย ฯลฯ นอกจากนี้ยังตรวจดูสีของฝ้าบนลิ้น และจดบันทึกขนาดและสีของเสมหะที่คายออกมาอย่างละเอียด
เมื่อออกมาจากบ้าน เฟยเฉียนก็จัดระเบียบบันทึกทั้งหมดอีกครั้ง แยกตามเวลาและอาการ จากนั้นก็คัดลอกเทียบยาเก่าๆ ที่ยังเก็บรักษาไว้อีกครั้ง จึงวางพู่กันลง นำบันทึกทั้งหมดให้หวงจงดู เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรตกหล่น จึงพับเก็บอย่างระมัดระวัง และกล่าวลาหวงจง
ทำเรื่องเหล่านี้เสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว ระหว่างเดินทางกลับ หวงเฉิงเยี่ยนนั่งสัปหงกอยู่บนหลังม้า คิดแล้วคิดอีก ก็ยังรู้สึกเป็นห่วง จึงเอ่ยถามเฟยเฉียนอีกครั้ง
เฟยเฉียนเองก็ไม่รู้จะอธิบายเรื่องแบคทีเรียให้หวงเฉิงเยี่ยนฟังอย่างไร จึงอธิบายตามหลักการเรื่องลมพิษอีกครั้ง อย่างไรเสียผู้เฒ่าก็เป็นห่วงเขา
หวงเฉิงเยี่ยนพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แม้จะยังไม่กระจ่าง แต่ดูจากท่าทางที่มั่นใจของเฟยเฉียน เขาก็พอจะเบาใจลงได้บ้าง
เดินทางไปได้สักพัก หวงเฉิงเยี่ยนก็ถามขึ้นมาลอยๆ ว่า “…ลูกเขยทำเช่นนี้ คุ้มค่าแล้วหรือ?”
เฟยเฉียนรู้ว่าเจตนาของตนคงปิดบังพ่อตาที่แก่ประสบการณ์อย่างหวงเฉิงเยี่ยนไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรที่ถูกมองออก เพราะเขาใช้แผนที่เปิดเผยตรงไปตรงมา ประสบการณ์จากยุคหลังสอนให้รู้ว่า การจะทำให้คนอื่นใส่ใจเรื่องของเรา เราก็ต้องใส่ใจเรื่องของเขาก่อน…
แน่นอน หากทำถึงขนาดนี้แล้ว อีกฝ่ายยังไม่ยอมใส่ใจเรื่องของเรา ก็ไม่จำเป็นต้องคบค้าสมาคมกันต่อไป…
เฟยเฉียนหัวเราะเบาๆ แล้วตอบว่า “ท่านพ่อตา เรื่องนี้น่ะหรือ… ย่อมคุ้มค่าแน่นอนขอรับ…”

0 Comments