You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

กับหลิวเปี่ยวอาจจะบอกแค่ครึ่งเดียวได้ แต่กับหวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวงนั้น ต้องบอกให้หมดเปลือก เพราะประการแรก ถึงเฟยเฉียนจะไม่บอก ด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลหวงและตระกูลผาง ไม่ช้าก็เร็วหวงเฉิงเยี่ยนก็ต้องรู้จุดประสงค์ของเขาจากผางเต๋อกงอยู่ดี ประการที่สอง หวงเฉิงเยี่ยนแห่งตระกูลหวงก็คือพ่อตาของเขา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปิดบัง

หวงเฉิงเยี่ยนรับฟังอย่างเงียบๆ จนจบ สำหรับแผนการทั้งหมดของเฟยเฉียน เขาก็รู้สึกว่าไม่ได้มีความมั่นใจเต็มสิบนัก เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับหลายสิ่ง หากพลาดพลั้งเพียงนิดก็อาจติดกับดักได้ ประเด็นสำคัญคือตอนนี้กลุ่มกวนตงล้วนตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับต่งจั๋ว มีทหารมารวมตัวกันมากมาย ความเสี่ยงจึงสูงมากจริงๆ

เมื่อคนเราแก่ตัวลง ก็มักจะนึกถึงทางถอยมากกว่า ความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จกลับไม่สูงนัก ดังนั้นแม้หวงเฉิงเยี่ยนจะเข้าใจเจตนาของเฟยเฉียน แต่ก็ยังเอ่ยขึ้นว่า “ลูกเขย หากรอให้ศึกครั้งนี้ยุติลงแล้วค่อยไป…”

ความหมายของหวงเฉิงเยี่ยนก็คือ ไม่จำเป็นต้องไปในช่วงเวลานี้ รอให้สงครามจบลง ฝุ่นตลบจางหายไปก่อนแล้วค่อยลงมือทำไม่ได้หรือ? เพราะตอนนี้ต่งจั๋วกับกลุ่มขุนนางกวนตงกำลังเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด ถือเป็นช่วงเวลาที่หน้าสิ่วหน้าขวานที่สุด

หากรอจนศึกครั้งนี้จบลง รู้ผลแพ้ชนะ แล้วค่อยเข้าหาฝ่ายชนะ อาศัยนามของฝ่ายชนะไปดำเนินการ จะไม่ปลอดภัยกว่าหรือ?

เฟยเฉียนส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อตา ศึกครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะยุติลงได้ในเวลาอันสั้น และอีกอย่าง…” เฟยเฉียนรู้สึกว่าจำเป็นต้องไปในช่วงเวลานี้ แม้ว่าการรอให้ศึกจบลงจะปลอดภัยกว่าจริงๆ แต่มันก็จะสูญเสียความหมายเดิมไป

ดังนั้นเฟยเฉียนจึงกล่าวว่า “…ศึกครั้งนี้ไม่มีผู้แพ้ชนะ… ช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เป็นโอกาสดีที่สุด…”

กลุ่มขุนนางกวนตงชนะหรือ? หากถือว่าการไล่ต่งจั๋วไปได้คือชัยชนะ ก็อาจจะเรียกได้ว่าชนะ แต่ต่งจั๋วไม่ได้บอบช้ำมากนักในยุทธการครั้งนี้ การเลือกถอนตัวออกจากลั่วหยาง จะเรียกว่าถูกกองทัพพันธมิตรกวนตงตีจนต้องหนี หรือจะเรียกว่าต่งจั๋วตั้งใจถอยเองก็ยังพูดยาก…

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากต่งจั๋วหนีไป กองทัพพันธมิตรกวนตงก็รีบแย่งชิงดินแดน ลงมือกับพวกเดียวกันเอง ท่าทางโหดเหี้ยมและละโมบ ก็ไม่ได้ต่างจากต่งจั๋วสักเท่าไหร่ ดังนั้นจะบอกว่ากลุ่มขุนนางกวนตงชนะ ก็พูดได้ไม่เต็มปาก

แน่นอน หากต่งจั๋วสามารถซ่องสุมกำลังที่ฉางอาน นั่งรอจนกว่ากลุ่มขุนนางกวนตงจะเกิดความวุ่นวายภายใน แล้วค่อยออกมาจัดการเก็บกวาด ประวัติศาสตร์ย่อมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางอื่น น่าเสียดายที่สุดท้ายต่งจั๋วก็ต้องตาย…

เฟยเฉียนย่อมไม่เล่าเรื่องราวในอนาคตให้หวงเฉิงเยี่ยนฟัง และตัวเขาเองก็ไม่กล้ายืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเรื่องราวในความทรงจำของเขาจะเกิดขึ้นจริงทั้งหมด อย่างไรเสียตอนนี้ภรรยาของเขาก็คือหวงเยว่อิงแล้ว จูเก๋อเหลียงน้อยมาถึงแล้วจะไปหาใครก็ยังพูดยาก…

ดังนั้นเฟยเฉียนจึงเพียงแค่วิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันให้หวงเฉิงเยี่ยนฟัง พร้อมกับกล่าวว่า “…เมื่อเสือสองตัวสู้กัน ย่อมต้องบาดเจ็บทั้งคู่ มีเพียงการฉวยโอกาสที่เสือทั้งสองตัวต่างจดจ่ออยู่กับอีกฝ่ายเท่านั้น จึงจะมีโอกาส…”

หวงเฉิงเยี่ยนนิ่งเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อลูกเขยตัดสินใจแล้ว ข้าก็คงต้องสนับสนุนเจ้า… แต่ว่า ทุกอย่างก็ต้องยึดความปลอดภัยเป็นหลัก อย่าฝืนทำอะไรเกินกำลัง…”

จากนั้นหวงเฉิงเยี่ยนก็กล่าวต่อ “เจ้าบอกมาเถิด ต้องการให้ตระกูลหวงช่วยอะไรบ้าง? คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจ” การที่หวงเฉิงเยี่ยนดำรงตำแหน่งผู้นำตระกูลหวงได้ ย่อมไม่ใช่คนหัวอ่อน ในเมื่อเฟยเฉียนเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเอง และเล่าแผนการทั้งหมดให้ฟัง ย่อมไม่ใช่แค่เพราะปัจจัยการเป็นลูกเขยเพียงอย่างเดียว แต่น่าจะต้องการความช่วยเหลืออื่นๆ จากตระกูลหวงด้วย

เฟยเฉียนถูกหวงเฉิงเยี่ยนมองออก ก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อย แต่ก็ยังหน้าด้านกล่าวว่า “ท่านพ่อตาช่างปราดเปรื่อง ข้ามีความจำเป็นต้องให้ช่างฝีมือของตระกูลหวงช่วยประดิษฐ์เครื่องมือบางอย่างให้จริงๆ ขอรับ…”

หวงเฉิงเยี่ยนฟังจบก็พยักหน้า กล่าวว่า “เรื่องพวกนี้ไม่มีปัญหาอะไร พรุ่งนี้วันเดียวก็น่าจะเร่งทำเสร็จได้ แต่ว่าคนของเจ้าจะเอามาจากไหน?”

“เมื่อวาน ตอนที่เข้าเมืองไปอำลาท่านผู้ตรวจการหลิว ลูกเขยได้แวะไปที่ค่ายทหารฝั่งตะวันตก ตระกูลช่ายตกลงแล้วว่าพรุ่งนี้จะส่งพลธนูหนึ่งร้อยนายมาให้…”

หวงเฉิงเยี่ยนเบิกตากว้าง กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เรื่องแบบนี้ เจ้ากลับใช้คนของตระกูลช่ายทั้งหมด! เจ้าเด็กนี่ ตกลงว่าเจ้าเป็นลูกเขยตระกูลหวงหรือลูกเขยตระกูลช่ายกันแน่!”

เฟยเฉียนยิ้มอย่างขัดเขิน กล่าวว่า “ก็เพราะข้าไม่มีคนนี่ขอรับ เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะด้วย แม้ว่าทางหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง จะบอกว่ามีทหารคุ้มกันให้แปดร้อยนาย แต่คาดว่าเขาคงจะส่งคนมาคุมต่างหาก จึงไม่สามารถนับรวมได้…”

ไม่ใช่ว่าเฟยเฉียนใจกล้า บังอาจเอาทหารของคนอื่นมาใช้สุ่มสี่สุ่มห้า แต่เพราะเขามาอยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่นได้ระยะหนึ่งแล้ว จึงพอจะรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง

ในยุคราชวงศ์ฮั่น ตำแหน่งสูงสุดทางทหารในสามกง (สามขุนนางใหญ่) คือ ซือหม่า หรือไท่เว่ย ซึ่งดูแลกิจการทหาร แต่ไม่มีอำนาจสั่งการกองทัพ ผู้ที่มีอำนาจโยกย้ายกำลังพลและมีสถานะทางทหารระดับสูงจริงๆ คือ ต้าเจียงจวิน (แม่ทัพใหญ่), เพี่ยวฉีเจียงจวิน (แม่ทัพทหารม้าทะลวงฟัน), เชอฉีเจียงจวิน (แม่ทัพทหารม้าศึก), เวยเจียงจวิน (แม่ทัพพิทักษ์) และแม่ทัพตำแหน่งหลักอื่นๆ

ส่วนตำแหน่งแม่ทัพเบ็ดเตล็ด (จ๋าห้าวเจียงจวิน) เป็นเพียงตำแหน่งเกียรติยศ ส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิ์เปิดจวนตั้งหน่วยงานของตัวเอง ยกเว้นกรณีพิเศษ เช่น หากซุนเจี๋ยนซึ่งมีตำแหน่งขุนพลปราบกบฏ (พั่วหลู่เจียงจวิน) ถูกส่งไปประจำการที่เป่ยตี้ ก็จะมีความหมายคล้ายกับการได้รับดินแดนศักดินา สามารถจัดตั้งหน่วยงานปกครองของตนเองเพื่อรับมือกับชนเผ่าหูทางเหนือได้

ต้าเจียงจวิน, เพี่ยวฉีเจียงจวิน, เชอฉีเจียงจวิน, เวยเจียงจวิน ตำแหน่งเหล่านี้สามารถตั้งหน่วยงานของตนเองได้อย่างชัดเจน ส่วนแม่ทัพหน้า หลัง ซ้าย ขวา อยู่ในเกณฑ์ที่จะตั้งหรือไม่ตั้งก็ได้ ตำแหน่งแม่ทัพหลักที่อยู่ต่ำกว่านี้ มักจะตั้งขึ้นเฉพาะในช่วงสงคราม และถูกยกเลิกไปเมื่อสงครามสิ้นสุดลง

ในยุคแรกเริ่ม ราชวงศ์ฮั่นใช้ระบบเกณฑ์ทหาร แต่พอมาถึงยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก หลิวซิ่วได้ปฏิรูประบบทหาร ยกเลิกระบบการผลัดเปลี่ยนทหารเกณฑ์ในระดับเมืองและอำเภอ และเปลี่ยนมาใช้ระบบรับสมัครทหารเป็นหลัก

กลุ่มเป้าหมายในการรับสมัครส่วนใหญ่คือชาวนาและผู้อพยพ มีจำนวนเล็กน้อยที่เป็นขุนนางหรือชาวบ้านที่ทำผิดแล้วได้รับการยกเว้นโทษ รวมถึงทาสที่ได้รับการปลดปล่อย โดยจะคัดเลือกผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง กล้าหาญ และมีทักษะดีเยี่ยมเข้ามาเป็นทหาร ในบางครั้งหากรับสมัครได้ไม่ครบ ก็จะนำนักโทษมาเป็นทหาร เรียกว่า “ทหารนักโทษ” (เจ๋อปิง) และบังคับใช้ระบบ “เจ็ดกลุ่มนักโทษ”

ดังนั้นทหารในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงได้มาจากการรับสมัคร รวมถึงทหารในค่ายฝั่งตะวันตกของเมืองเซียงหยาง พลธนูหนึ่งร้อยนายที่ตระกูลช่ายตกลงจะมอบให้เฟยเฉียน ซึ่งอยู่นอกเหนือการจัดกำลังพล ก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

อย่างเช่นก่อนหน้านี้ที่แม่ทัพใหญ่เหอจิ้นส่งเป้าซิ่นไปรับสมัครทหาร ก็จัดอยู่ในประเภทนี้ รวมถึงผู้ว่าการเมืองต่างๆ ก็มีทหารอยู่ในสังกัด ทหารเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้มาจากการรับสมัคร ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการรับสมัครโดยใช้เงินเดือนและเสบียงจากทางราชสำนัก เนื่องจากเงินและเสบียงไม่ได้จ่ายตรงจากราชสำนัก แต่จ่ายผ่านแม่ทัพหรือผู้ว่าการเมืองเหล่านี้ จึงเกิดเป็นค่านิยมที่ว่า “เป็นทหารเพื่อกินข้าว ใครจ่ายเงินจ่ายเสบียงก็ฟังคำสั่งคนนั้น”

หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ เฟยเฉียนก็คงไม่กล้าใช้ทหารของตระกูลช่าย

หวงเฉิงเยี่ยนแค่นเสียง “หึ” แล้วกล่าวว่า “แม้ตระกูลหวงจะไม่มีทหารส่วนตัวมากเท่าตระกูลช่าย แต่ก็พอมีอยู่บ้าง เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะไปหาคนมาให้เจ้า เพื่อให้ไปเป็นหัวหน้าหน่วย จะได้เรียกใช้งานสะดวกหน่อย”

“เช่นนั้นต้องขอบพระคุณท่านพ่อตามากขอรับ!”

“หึ! แล้วช่างฝีมือติดตามกองทัพล่ะ?”

“เรื่องนี้ก็จำเป็นต้องมี ขอบพระคุณท่านพ่อตา!”

“หึหึ! แล้วชุดเกราะและอาวุธล่ะ?”

“…ขอบพระคุณท่านพ่อตา!”

“…” มองออกอย่างทะลุปรุโปร่งเลยว่า เจ้าหนุ่มเฟยเฉียนคนนี้ นอกจากคนร้อยคนนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย เอาเถอะ ใครใช้ให้เขาเป็นลูกเขยตระกูลหวงล่ะ แต่ว่า… หวงเฉิงเยี่ยนถลึงตา กล่าวว่า “…เอาล่ะ เรื่องพวกนี้ข้าจะจัดการให้! เจ้าก็ไปที่เรือนหลัง ไปคุยกับเยว่อิงให้ดีๆ เพิ่งจะแต่งงานกันได้ไม่นานก็ต้องออกเดินทางไกล… หึหึ!”

เฟยเฉียนรีบรับคำและเผ่นแน่บไปทันที…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note