ตอนที่ 126 ที่แท้คนใหม่ก็คือคนคุ้นเคย
แปลโดย เนสยังเดิมทีเฟยเฉียนเคยบ่นเรื่องพิธีแต่งงานระหว่างหลิวเปี่ยวกับตระกูลช่ายว่ามันช่างรวดเร็วเหลือเกิน แต่พอถึงคิวตัวเองเข้าจริงๆ เขากลับพบว่าขั้นตอนต่างๆ ก็ไม่ได้ช้าไปกว่ากันสักเท่าไหร่เลย
เหตุผลสำคัญก็คือ การแต่งงานครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็เห็นชอบด้วยกันทั้งสิ้น จึงไม่มีการต้องมานั่งพิจารณา ไตร่ตรอง หรือเล่นตัวอะไรกันเลย หลายๆ ขั้นตอนก็เป็นเพียงแค่การทำตามธรรมเนียมให้ครบถ้วนเท่านั้น
ตัวอย่างเช่น บทบาทที่บิดามารดาของเฟยเฉียนควรจะได้รับในการแต่งงานครั้งนี้ ส่วนใหญ่ก็ถูกผางเต๋อกงรับหน้าที่แทนไปหมด
บิดามารดาของเฟยเฉียนเสียชีวิตจากโรคไข้รากสาดใหญ่ไปเมื่อหลายปีก่อน แม้จะพ้นช่วงไว้ทุกข์มานานแล้ว แต่เนื่องจากตอนนั้นเขาเป็นเพียงลูกหลานสายรองที่ไม่มีใครเหลียวแล อีกทั้งครอบครัวก็ยากจน จึงไม่มีใครมาพูดคุยเรื่องการแต่งงานกับเฟยเฉียนเลย
ต่อมาตัวเฟยเฉียนเองก็ป่วยหนัก เมื่อเปลี่ยนวิญญาณเป็นคนยุคหลัง ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่พักใหญ่ แถมเฟยเฉียนในยุคหลังก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการแต่งงานเลย เพราะในยุคหลัง การแต่งงานตอนอายุยี่สิบกว่าๆ ถือว่าเร็วมากแล้ว ในเมืองใหญ่ๆ คนที่แต่งงานตอนอายุสามสิบกว่าก็มีถมไป หรือบางคนอาจจะแต่งตอนอายุสี่สิบก็ยังมีให้เห็นบ่อยๆ
ดังนั้น เฟยเฉียนจึงไม่เคยใส่ใจเรื่องที่ตัวเองยังไม่ได้แต่งงานเลย จนกระทั่งโดนผางถ่งเหน็บแนมเข้าให้ เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ตัวเองกลายเป็นคนโสดอายุมากในยุคราชวงศ์ฮั่นไปเสียแล้ว…
ในยุคราชวงศ์ฮั่น โดยปกติแล้วผู้ชายสามารถแต่งงานได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปี ส่วนผู้หญิงคือสิบสี่ปี… แต่เรื่องอายุนั้น บางครั้งเนื่องจากระบบการจดทะเบียนราษฎรในยุคโบราณยังไม่สมบูรณ์ ทำให้ไม่สามารถระบุวันเดือนปีเกิดที่แน่ชัดของประชาชนได้ จึงมีเกณฑ์การประเมินอีกข้อหนึ่งที่นำมาใช้ นั่นก็คือการวัดส่วนสูงด้วยไม้บรรทัด หากผ่านเกณฑ์มาตรฐานก็สามารถแต่งงานได้
เกณฑ์มาตรฐานยังคงยึดตามที่ตกทอดมาจากสมัยราชวงศ์ฉิน คือชายที่มีความสูงหกฉื่อห้าชุ่นขึ้นไป จะถือว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ส่วนหญิงต้องมีความสูงหกฉื่อสองชุ่น จึงจะอนุญาตให้ ‘ออกเรือน’ ได้
แต่เนื่องจากมาตราวัดในยุคโบราณนั้นสั้นกว่าปัจจุบัน ความสูงหกฉื่อห้าชุ่นจึงน่าจะประมาณหนึ่งเมตรสี่สิบถึงหนึ่งเมตรห้าสิบ ส่วนหกฉื่อสองชุ่นก็น่าจะประมาณหนึ่งเมตรสามสิบ
สถานะของเฟยเฉียนในตอนนี้ ถือว่าเป็นชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมที่สุดคนหนึ่ง ทั้งหน้าตาดี มีบ้าน มีรถ ไม่มีพ่อแม่สามีหรือน้องๆ ให้คอยกวนใจ แถมยังเป็นขุนนางในราชสำนัก และยังมีผู้อาวุโสในวงการวิชาการอย่างช่ายยงและหลิวหงคอยหนุนหลัง ซ้ำยังมีผางเต๋อกงคอยชี้แนะอยู่อย่างลับๆ คุณสมบัติเช่นนี้ ต่อให้ไปอยู่ในโลกยุคหลัง ก็รับรองว่าสาวๆ ต้องเปิดไฟให้ทั้งยี่สิบสี่ดวงแน่นอน…
การแต่งงานในยุคโบราณนั้น แม้จะมีขั้นตอนยุ่งยาก แต่ในครั้งนี้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกลงเห็นชอบกันแล้ว ดังนั้นขั้นตอน ‘น่าไฉ่’ (พิธีสู่ขอ) จึงเป็นเพียงแค่พิธีการ เฟยเฉียนเตรียมห่านป่าคู่หนึ่งไปมอบให้ก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ส่วนขั้นตอนต่อไปอย่าง ‘เวิ่นหมิง’ (พิธีถามชื่อ) หรือ ‘น่าจี๋’ (พิธีเสี่ยงทาย) ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในเมื่อทุกอย่างถูกจัดวางมาเพื่อการแต่งงานครั้งนี้โดยเฉพาะ จะมีใครหน้าไหนกล้าพูดว่าสองคนนี้มีดวงชะตาไม่สมพงษ์กันบ้าง?
แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมเป็นคู่สร้างคู่สม เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ตอนแรกเฟยเฉียนคิดว่าตนเองคงต้องเตรียมตัวสำหรับขั้นตอน ‘น่าเจิง’ (พิธีมอบของหมั้น) บ้าง อย่างไรเสียนี่ก็เป็นบุตรสาวของตระกูลใหญ่ ของหมั้นก็ย่อมต้องพิถีพิถัน ต้องใช้เวลาและแรงกายในการเสาะหาและรวบรวม
แต่ใครจะไปคิดว่าผางเต๋อกงได้เตรียมการไว้ให้เสร็จสรรพแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างครบครันและหรูหราอลังการ ขาดก็แค่ให้เขาเป็นคนนำไปมอบให้ด้วยตัวเองเท่านั้น…
ขณะที่รู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาเอ็นดูที่ผางเต๋อกงมีให้ เฟยเฉียนก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าทุกอย่างมันช่างเร่งรัดเสียเหลือเกิน
แต่การดำเนินการอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เฟยเฉียนก็พอจะเข้าใจได้ เพราะในยุคโบราณ พิธีการแต่งงานหกขั้นตอนแรกๆ ยังอยู่ในช่วงแค่ทาบทาม ในเมื่อเป็นแค่การทาบทาม ก็ย่อมมีโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงได้…
มีเพียงต้องผ่านขั้นตอน ‘น่าเจิง’ (พิธีมอบของหมั้น) ไปให้ได้ก่อน จึงจะถือว่าผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงปลงใจเรื่องงานแต่งงานอย่างเป็นทางการแล้ว และโอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงก็แทบจะไม่มีอีก
ในเมื่อเป็นการตัดสินใจที่แน่วแน่แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องลังเล เฟยเฉียนย่อมไม่ทำตัวโลเลกลับคำ ดังนั้นเขาจึงน้อมรับความปรารถนาดีของผางเต๋อกง และนำขบวนของหมั้นไปทำพิธี ‘น่าเจิง’
ขั้นตอน ‘น่าเจิง’ ดำเนินไปอย่างราบรื่น ไม่นานเฟยเฉียนก็กลับมา
ทันทีที่กลับมาถึงเรือนไม้ เฟยเฉียนก็พุ่งตรงไปหาผางถ่ง คว้าตัวเขาไว้แน่น แล้วจ้องหน้าถามว่า “ผางซื่อหยวน! เจ้ารู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม? ทำไมไม่บอกข้าก่อน?”
ผางถ่งเงยหน้ามองสีหน้าของเฟยเฉียน ก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดออกมา “ฮ่าฮ่าฮ่า ข้ายังคิดอยู่เลยว่าท่านอาจจะเพิ่งมารู้เอาตอนวันแต่งงานโน่น…”
จ่าวจือที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังคงงุนงง เฟยเฉียนเพิ่งจะไปส่งของหมั้นมาไม่ใช่หรือ ทำไมพอกลับมาถึงพุ่งเข้าหาผางถ่งเลยล่ะ? เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเอาแต่ซักถามไม่หยุด
เฟยเฉียนรู้สึกหงุดหงิด จึงปล่อยมือที่จับผางถ่งไว้ พ่นลมหายใจแรงๆ และไม่อยากจะอธิบาย
กลับเป็นผางถ่งที่หัวเราะไปพลาง อธิบายไปพลางว่า “ฮ่าฮ่าฮ่า… จื่อจิ้ง ไม่มีอะไรหรอก แค่… ฮ่าฮ่า… จื่อเยวียนเพิ่งจะรู้ว่าเจ้าสาวคนนี้… แท้จริงแล้ว… ฮ่าฮ่า… ก็คือคนคุ้นเคยกันนี่เอง…”
เฟยเฉียนนึกย้อนไปถึงตอนที่เขาบอกผางถ่งว่าตนเองจะแต่งงานกับใคร ตอนนั้นสีหน้าของผางถ่งดูแปลกๆ ชอบกล เมื่อรู้ว่าตัวเองถูกแกล้ง เขาก็อดโมโหไม่ได้ จึงถามว่า “เจ้ารู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ขอข้าคิดดูก่อน อืม…” ผางถ่งเห็นว่าในเมื่อเฟยเฉียนรู้ความจริงแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอีก จึงตอบอย่างตรงไปตรงมา “…ก็ตั้งแต่วันที่หลิวเปี่ยวแต่งงานนั่นแหละ ตอนที่ท่านลากข้าจะไปหาอีจี๋ แล้วข้าโดนเรียกตัวไประหว่างทางไง…”
“แล้วไงต่อ?” เฟยเฉียนทำท่าทีขึงขัง ราวกับจะบอกว่าถ้าไม่อธิบายให้กระจ่าง จะโดนดีแน่
“แล้วข้าก็ไปหาท่านเพื่อยืนยันว่าใช่คนเดียวกันจริงๆ หรือเปล่าไง…” ผางถ่งผู้รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมต้องพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการปิดบัง
“ที่แท้วันนั้นที่เจ้าแกล้งพูดจาคลุมเครือ ก็เพื่อให้ข้าก้มหน้าลงไปมองให้ชัดเจนสินะ?”
ผางถ่งตบมือฉาด กล่าวว่า “จื่อเยวียนช่างฉลาดล้ำลึก! ถูกต้องแล้ว!”
สวีซู่ที่อ่านหนังสืออยู่ในห้องไฟได้ยินเสียงเอะอะโวยวายข้างนอก ก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว เปิดประตูออกมาดู มองซ้ายมองขวา ก่อนจะไปถามจ่าวจือที่น่าจะคุยง่ายกว่า เพื่อขอทราบสถานการณ์
จ่าวจือจึงเล่าสิ่งที่ตนเพิ่งรู้มาให้สวีซู่ฟัง
สวีซู่ฟังจบก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ยินดีด้วยจื่อเยวียน นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ? เจ้าสาวก็คือคนคุ้นเคย บุพเพสันนิวาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก!”
แม้คำพูดนั้นจะถูกต้อง และการได้แต่งงานกับคนคุ้นเคยก็ช่วยให้เฟยเฉียนรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยการแต่งงานที่มีนัยยะทางการเมืองเช่นนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องแต่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน แต่ความรู้สึกที่ถูกปิดบังมาตลอดนั้นมันช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ โดยเฉพาะท่าทีของผางถ่งเมื่อครู่ เห็นแล้วน่าหมั่นไส้จนอยากจะจับมาตีก้นสักที…
“เรื่องนี้… ท่านผางก็รู้ด้วยหรือ?” เฟยเฉียนถาม นี่ข้าเป็นคนสุดท้ายที่รู้เรื่องนี้ใช่ไหมเนี่ย?
“ท่านผางน่ะหรือ แน่นอนว่าต้อง… รู้มาตั้งนานแล้วสิ!” ผางถ่งส่งคำตอบที่ทำเอาเฟยเฉียนถึงกับจุก…

0 Comments