ตอนที่ 121 ภัยแฝงของตระกูลหวง
แปลโดย เนสยังบนเขาหลู่ซาน ภายในศาลาเฟยหลง ซือหม่าฮุยและผางเต๋อกงกำลังสนทนากันอย่างเบิกบานใจ
ในฐานะที่เป็นชายชราอายุมากกันทั้งคู่ เรื่องราวมากมายบนโลกนี้พวกเขาก็ล้วนปล่อยวางและปลงตกได้แล้ว แต่ทว่าความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาทั้งชีวิตนี้ พวกเขากลับไม่อยากให้มันถูกฝังกลบไปพร้อมกับร่างในผืนดินเลยจริงๆ
หากจะบอกว่าผางเต๋อกงคือผู้สืบทอดธรรมเนียมของหลักปรัชญาหวงเหล่า ซือหม่าฮุยก็คือผู้สืบทอดการศึกษาคัมภีร์อักษรโบราณ
เมื่อมีการศึกษาคัมภีร์อักษรโบราณ ย่อมต้องมีการศึกษาคัมภีร์อักษรปัจจุบันควบคู่กันไป
จุดเริ่มต้นของการแยกสายระหว่างการศึกษาคัมภีร์อักษรโบราณและคัมภีร์อักษรปัจจุบันนี้ เริ่มต้นขึ้นในวินาทีที่จิ๋นซีฮ่องเต้สั่งเผาตำราฝังบัณฑิต
ในตอนนั้น หลี่ซือ ซึ่งดำรงตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋นสูงสุดของแคว้นฉิน ได้ทูลเสนอต่อจิ๋นซีฮ่องเต้ว่า “กระหม่อมขอเสนอว่า หากมิใช่บันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นฉินให้เผาทิ้งเสียให้หมด หากมิใช่ตำราที่อยู่ในความดูแลของบัณฑิตหลวง ผู้ใดในใต้หล้าที่บังอาจซุกซ่อนตำรากวีนิพนธ์ คัมภีร์ประวัติศาสตร์ หรือตำราของร้อยสำนักปรัชญา ให้ขุนนางท้องถิ่นริบมาเผาทิ้งให้สิ้น ผู้ใดบังอาจจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ตำรากวีนิพนธ์และคัมภีร์ประวัติศาสตร์ให้ประหารชีวิตกลางตลาด ผู้ใดใช้เรื่องในอดีตมาวิจารณ์ปัจจุบันให้ประหารทั้งโคตร ขุนนางผู้ใดพบเห็นแล้วไม่รายงานให้ถือว่ามีความผิดเท่าเทียมกัน หากพ้นกำหนดสามสิบวันหลังจากมีประกาศแล้วยังไม่ยอมเผา ให้สักหน้าแล้วส่งไปใช้แรงงานสร้างกำแพงเมือง สิ่งที่ได้รับการละเว้นไม่ถูกทำลาย มีเพียงตำราแพทย์ การทำนายทายทัก และการปลูกต้นไม้เท่านั้น หากผู้ใดต้องการศึกษาข้อกฎหมาย ให้ถือเอาขุนนางเป็นอาจารย์”
ภายใต้นโยบายเช่นนี้ ตำรากวีนิพนธ์ คัมภีร์ประวัติศาสตร์ และผลงานของสำนักปรัชญาต่างๆ ที่ผู้คนซุกซ่อนไว้ จึงถูก “ริบมาเผาทิ้งให้สิ้น” มีเพียง “ตำราแพทย์ การทำนายทายทัก และการปลูกต้นไม้” เท่านั้นที่ได้รับการละเว้นและสืบทอดมาได้
ดังนั้น ในยุคนั้นการศึกษาคัมภีร์จึงได้รับความเสียหายอย่างหนัก และในบรรดาตำราที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างจำกัดนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นตำราในหอสมุดหลวงของจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งในตอนนั้นเก็บรักษาไว้ที่พระราชวังอาผาง
เรื่องราวหลังจากนั้นทุกคนต่างก็รู้ดี ใช่แล้ว ตำราส่วนน้อยที่หลงเหลืออยู่นี้ก็ไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรมอันเลวร้าย ในกองเพลิงของฌ้อปาอ๋อง เซี่ยงอวี่ พวกมันก็ถูกเผาทำลายจนวอดวายไร้ซาก…
ดังนั้นเมื่อล่วงเข้าสู่ยุคราชวงศ์ฮั่น การจะฟื้นฟูคัมภีร์ต่างๆ ขึ้นมาใหม่ จึงต้องพึ่งพาบัณฑิตหกคัมภีร์ที่รอดชีวิตจากไฟสงครามในยุคนั้น ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากทางการ พวกเขาได้รวบรวมคัมภีร์ของสำนักขงจื่อขึ้นมาใหม่จากความทรงจำและคำบอกเล่าของผู้อื่น เกิดเป็นชุดคัมภีร์ฉบับใหม่ที่เรียกว่า การศึกษาคัมภีร์อักษรปัจจุบัน
ส่วนการศึกษาคัมภีร์อักษรโบราณ ก็คือคัมภีร์บางส่วนที่บรรดาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ฉินได้ลอบฝังซ่อนเร้นไว้ และถูกคนรุ่นหลังขุดพบ นำกลับมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง อย่างเช่นหลู่กงหวัง บรรพบุรุษของหลิวเปี่ยว ก็มีชื่อเสียงจากการขุดพบตำราคัมภีร์ของขงจื่อจำนวนหนึ่ง
ซือหม่าฮุยคือผู้สืบทอดการศึกษาคัมภีร์อักษรโบราณเช่นนี้ ในความคิดของเขา มีเพียงคัมภีร์อักษรโบราณเท่านั้นที่เป็นคัมภีร์ที่แท้จริง ส่วนคัมภีร์อักษรปัจจุบันนั้น มีการปะปนความคิดเห็นส่วนตัวของผู้คนลงไปมากเกินไป จึงไม่สมบูรณ์ ไม่ใช่คัมภีร์ที่แท้จริง และไม่ใช่คัมภีร์ที่ครบถ้วน
ดังนั้น เมื่อคัมภีร์ที่เจิ้งเสวียนนำมาผสมผสานปรากฏขึ้น และกำลังจะกลายเป็นกระแสหลักของการศึกษาคัมภีร์ ซือหม่าฮุยจึงนั่งไม่ติด และต้องมาหาผางเต๋อกง
บัดนี้เมื่อเห็นว่าแผนการของตนกับผางเต๋อกงกำลังดำเนินไปทีละก้าว ซือหม่าฮุยก็รู้สึกว่าความรู้ที่ตนอุตส่าห์ร่ำเรียนมากำลังจะมีผู้สืบทอด จึงอดไม่ได้ที่จะอารมณ์ดีและรู้สึกปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันเพลินๆ จู่ๆ ซือหม่าฮุยก็ชี้ไปที่คนที่กำลังเดินขึ้นเขามา แล้วเอ่ยว่า “ดีๆ! นั่นท่านหวงมิใช่หรือ? ถึงกับมาที่นี่ด้วย ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
เมื่อทั้งสามคนพบหน้ากัน ก็ต่างเบิกบานใจยิ่งนัก
ซือหม่าฮุยหัวเราะร่วน “ดีๆ! ท่านหวงช่วงนี้สบายดีหรือไม่? วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้?”
หวงเฉิงเยี่ยนก็ยิ้มเช่นกัน เขาชี้ไปที่ซือหม่าฮุยแล้วเอ่ยว่า “อนุญาตให้เจ้ามาได้ แต่ไม่อนุญาตให้ข้ามาหรืออย่างไร? ท่านผางยังไม่ทันเอ่ยปาก เจ้าก็ทำตัวเป็นเจ้าบ้านแทนเสียแล้วหรือ?”
“ดีๆ! คำพูดนี้ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ทว่า…” ซือหม่าฮุยไม่ได้โกรธเคือง พวกเขาชินกับการต่อปากต่อคำกันอยู่แล้ว เขาจึงยิ้มตาหยีส่ายหน้าไปมาพลางเอ่ยต่อ “…ข้าเพียงแค่ถามแทนท่านผางเท่านั้น เลิกอ้อมค้อมแล้วรีบบอกจุดประสงค์มาเสียเถิด!”
ผางเต๋อกงที่อยู่ด้านข้างหัวเราะลั่น “ข้าไปขอให้เจ้าถามแทนตั้งแต่เมื่อใดกัน…”
หลังจากหัวเราะหยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ ก็ค่อยๆ วกเข้าสู่เรื่องจริงจัง
ซือหม่าฮุยไม่ได้ปิดบังอะไร อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็มีส่วนที่หวงเฉิงเยี่ยนรับปากจะเข้าร่วมด้วย เขาจึงเล่าถึงการเดินทางไปเยือนตระกูลต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมาอย่างเปิดเผย จากนั้นก็เอ่ยถึงผู้มาใหม่ที่อยู่ตีนเขา นามว่า สวีฝู
สวีฝู หรือที่ควรจะเรียกว่าสวีซู่ ซือหม่าฮุยบังเอิญพบเขาตอนที่เดินทางไปอิ่งชวน และพบว่าแม้ชายผู้นี้จะเคยก่อคดีเพราะความหุนหันพลันแล่น แต่ก็กลับใจตั้งมั่นที่จะละทิ้งการใช้กำลังอาวุธและหันมาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังพบว่าแม้ชายผู้นี้จะไม่มีพื้นฐานอะไรมาก่อน แต่กลับเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วมาก อีกทั้งยังมีความมุมานะอย่างยิ่ง ด้วยความถูกใจ ซือหม่าฮุยจึงมอบนามบัตรให้เขาเดินทางมาขอพึ่งพิงผางเต๋อกง เพื่อให้ผางเต๋อกงได้ลองพบปะดูสักครั้ง
นึกไม่ถึงว่าผางเต๋อกงจะยอมให้สวีซู่อยู่ต่อ นี่ถือเป็นเรื่องที่ทำให้ซือหม่าฮุยประหลาดใจและยินดีไม่น้อย เพราะอย่างน้อยก็แสดงว่าผางเต๋อกงมีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดความรู้ให้เขาอยู่บ้าง
ผางเต๋อกงพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ภายนอกแม้มองดูหยาบกระด้าง แต่ภายในกลับละเอียดอ่อน แม้ความรู้ที่มีจะไม่มากนัก แต่ก็ศึกษาค้นคว้าได้อย่างลึกซึ้ง ข้าจึงให้เขาอยู่ต่อเพื่อสังเกตดูสักระยะ”
นี่ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล อย่างน้อยก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีไม่ใช่หรือ? ซือหม่าฮุยจึงเห็นด้วย เขายิ้มและพยักหน้า ส่งสัญญาณให้หวงเฉิงเยี่ยนรู้ว่าเรื่องของตนจบแล้ว ถึงตาหวงเฉิงเยี่ยนบ้างแล้ว
หวงเฉิงเยี่ยนมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว เขาก็ตัดสินใจเล่าเรื่องของตนให้ผางเต๋อกงและซือหม่าฮุยฟัง
ความจริงแล้ว แม้หวงเฉิงเยี่ยนจะมีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอ แต่แท้จริงแล้วเขาก็มีเรื่องให้กลุ้มใจอยู่มากมาย และในบรรดาเรื่องน่ากลุ้มใจเหล่านั้น เรื่องที่สำคัญที่สุดก็หนีไม่พ้นปัญหาการขาดแคลนผู้สืบทอดของตระกูลหวง
เดิมทีหวงเฉิงเยี่ยนก็เคยมีบุตร แต่เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตของทารกในยุคโบราณนั้นสูงมาก บุตรของเขาจึงด่วนจากไปตั้งแต่ยังเล็ก ปัจจุบันหวงเยว่อิงถือเป็นบุตรสาวที่เกิดมาตอนที่เขาอายุมากแล้ว แม้นางจะฉลาดหลักแหลมและเป็นที่รักใคร่ของหวงเฉิงเยี่ยนมากเพียงใด แต่คนภายในตระกูลหวงกลับไม่ยอมรับให้สตรีขึ้นเป็นผู้นำตระกูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหวงเยว่อิงยังไม่ได้ออกเรือน สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผู้ที่เคยสนับสนุนหวงเฉิงเยี่ยนรู้สึกกังวลมากขึ้นไปอีก
เพราะในอนาคตสถานการณ์การแต่งงานของหวงเยว่อิงจะเป็นเช่นไรก็ไม่อาจแน่ใจได้ ความไม่มั่นคงของอนาคตเช่นนี้ ทำให้ผู้ที่เคยสนับสนุนหวงเฉิงเยี่ยนบางส่วน แอบแปรพักตร์ไปเข้าข้างหวงจู่แห่งเจียงเซี่ย
แม้หวงจู่จะไม่ได้มาจากสายตระกูลเดียวกับหวงเฉิงเยี่ยน แต่ก็ยังใช้แซ่หวง และมักจะมีการติดต่อกันอยู่บ้าง แม้เขาจะไม่มีความรู้เรื่องการประดิษฐ์สิ่งของเลย แต่หากต้องเลือกระหว่างหวงจู่และหวงเยว่อิงเพื่อเป็นอนาคตของตระกูล คนจำนวนมากก็ยังคงสนับสนุนหวงจู่ เพราะอย่างไรเสีย เขาก็เป็นถึงผู้ว่าการเมืองเจียงเซี่ยมิใช่หรือ?
แท้จริงแล้ว หวงเฉิงเยี่ยนค่อนข้างถูกใจที่จะเกี่ยวดองกับผางถ่ง อย่างไรเสียตระกูลผางและตระกูลหวงก็คบหาสมาคมกันมาหลายรุ่น อีกทั้งผางถ่งก็มีความเฉลียวฉลาด หากทำเช่นนี้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงในการสืบทอดตระกูลหวงเป็นอย่างมาก
น่าเสียดายที่แม้ผางถ่งและหวงเยว่อิงจะคุ้นเคยกันดี แต่ก็ดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้เสียที
ผางถ่งไม่ได้มีความสนใจในวิชาการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้เลยแม้แต่น้อย ย่อมไม่มีใจจะร่ำเรียน ส่วนหวงเยว่อิงก็ประกาศกร้าวว่าแต่งกับใครก็ดีกว่าแต่งกับผางถ่ง เหตุผลก็คือนางเองก็มีผิวที่ค่อนข้างคล้ำอยู่แล้ว ขืนให้แต่งกับคนที่คล้ำกว่านางอีก แล้วชีวิตนี้นางจะทนอยู่ได้อย่างไร…
เรื่องนี้จึงถูกผัดผ่อนเรื่อยมา แต่เมื่อเห็นว่าหวงเยว่อิงเติบโตขึ้นทุกวัน และหวงเฉิงเยี่ยนเองก็แก่ชราลงเรื่อยๆ เรื่องนี้ก็เริ่มกลายเป็นปัญหาที่ยุ่งยากขึ้น และค่อยๆ กลายเป็นภัยแฝงที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลหวง ที่ไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาในวันใด
ในฐานะผู้นำตระกูลหวง เขาต้องหาทางออกที่ดีให้กับผู้ที่ติดตามเขามานานหลายปี ในขณะที่เขายังพอจะควบคุมตระกูลได้บ้าง นี่คือหน้าที่และเป็นความรับผิดชอบของเขา
ดังนั้น วันนี้หวงเฉิงเยี่ยนจึงมีความคิดบางอย่าง และต้องการจะนำมาปรึกษาหารือกับผางเต๋อกง…

0 Comments