ตอนที่ 158 ละอองเกสร
แปลโดย เนสยังเฉินสือกับหลี่เทียนชิงไม่ได้เจอกันมาหลายวัน คืนนี้เลยไม่ได้นอน จับเข่าคุยกันอยู่ในห้อง เล่าเรื่องราวที่ได้พบเจอมาในช่วงนี้ให้กันฟัง
พอพูดถึงเรื่องที่เฉินสือถูกเฮยโกวลบชื่อทิ้ง ทั้งสองคนก็คุยกันอย่างออกรสออกชาติ เฉินสือเงยหน้าขึ้นมองไปที่หน้าต่าง ก็เห็นเฮยโกวยืนอยู่ข้างนอก เกาะหน้าต่างจ้องมองพวกเขาอย่างเงียบๆ แอบฟังที่พวกเขาคุยกัน
เมื่อเห็นเฉินสือและหลี่เทียนชิงหันมามอง เฮยโกวก็รีบหดหัวกลับไปทันที
ทั้งสองคนแอบลุกขึ้นมา เดินไปที่หน้าต่าง แอบมองออกไปข้างนอก เฮยโกวลงไปหมอบอยู่ใต้ท้องรถ แกล้งทำเป็นหลับไปแล้ว
“เฮยโกวนี่ฉลาดเป็นกรดเลย”
เฉินสือเล่าเรื่องที่ตัวเองถอดวิญญาณจินตัน แอบดูเฮยโกวเข้าไปในปรโลกเพื่อหาหนังสือมาอ่านให้ฟัง พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าสงสัยว่าตอนนั้นปู่คงจะเก็บเฮยโกวมาจากแถวๆ พระราชวังแห่งนั้นแหละ เพียงแต่ไม่ได้ดูว่าพระราชวังแห่งนั้นชื่ออะไร”
“น่าจะเป็นวังหยวนเฉิน (วังแห่งดวงวิญญาณ)”
หลี่เทียนชิงคาดเดา “แต่ไม่รู้ว่าเป็นวังหยวนเฉินของใคร”
มีตำนานเล่าว่าวังหยวนเฉินเป็นที่พำนักของหยวนเสิน ทุกคนล้วนมีวังหยวนเฉินของตัวเองซ่อนอยู่ในปรโลก แน่นอนว่านี่เป็นเพียงตำนานเท่านั้น
ทันใดนั้น หลี่เทียนชิงก็นึกถึงสองพ่อลูกคนเรือขึ้นมาได้ จึงรีบเล่าเรื่องของสองพ่อลูกคนเรือกับสองศิษย์อาจารย์พระชราให้ฟัง พร้อมกับกล่าวว่า “อาจารย์เซนขู่จู๋เดาว่า สองพ่อลูกคู่นี้น่าจะเป็นยมทูตที่หลงทางมาจากแม่น้ำลืมเลือน และบอกว่าพวกเขากำลังตามหาอะไรบางอย่างอยู่ เจ้าว่า ถ้าสองคนนี้เป็นยมทูตที่หลงทางมา พวกเขาจะแอบเข้ามาในโลกมนุษย์เพื่อตามหาเฮยโกว จนทำให้หลงทางหรือเปล่า?”
เขามองไปที่เฉินสือ ดวงตาเป็นประกาย กล่าวว่า “หรืออาจจะเป็นเพราะตามหาเจ้าก็ได้! ปู่ของเจ้าบุกเข้าไปในปรโลกหลายต่อหลายครั้ง เพื่อพยายามจะช่วยเจ้า ในครั้งสุดท้ายที่ช่วยเจ้าออกมาได้ จะต้องครึกครื้นมากแน่ๆ! ไม่แน่ว่าตอนนั้น พวกเขาสองพ่อลูกอาจจะรับหน้าที่ควบคุมเจ้าอยู่ พอเจ้าถูกช่วยหนีไป พวกเขาก็เลยกลับไปรายงานตัวไม่ได้ ก็เลยหนีมาอยู่บนโลกมนุษย์!”
เฉินสือหัวเราะ “เป็นไปไม่ได้หรอก พวกเขาเคยเจอข้ากับเฮยโกวมาก่อนตั้งนานแล้ว…”
หลี่เทียนชิงเถียง “ไม่อย่างนั้นทำไมสองพ่อลูกคู่นี้ ถึงต้องมาพายเรือรับจ้างอยู่ที่อำเภอซินเซียงด้วยล่ะ? ทำไมพอเจ้ามาก่งโจว พวกเขาก็ต้องตามมาพายเรือรับจ้างที่ก่งโจวด้วย?”
เฉินสือหัวเราะ “ถ้าพวกเขามาเพื่อจับตัวข้าล่ะก็ ตอนที่ปู่ข้าตาย ทำไมพวกเขาถึงไม่ฉวยโอกาสลงมือ จับข้ากลับไปปรโลกล่ะ? เดี๋ยวก่อน ข้านึกออกแล้ว! ตอนที่ข้าไล่ฆ่าคนของตระกูลหลี่ที่อำเภอซินเซียง สองพ่อลูกคู่นี้ก็ดูเหมือนจะจับตาดูข้ากับเฮยโกวอยู่เหมือนกัน!”
เขาตื่นเต้นจนลุกขึ้นยืน กล่าวว่า “ตอนที่ฝนตกหนัก เฮยโกวหลบฝนอยู่ ไม่ได้มองมาที่ข้ากับท่านอาจารย์ฟู่เลย…”
เขาร้องด้วยความตกใจ “ตอนนั้นเฮยโกวก็เหมือนกำลังจับตาดูสองพ่อลูกคู่นี้อยู่เหมือนกัน! เจ้าหมานี่ต้องมีความลับปิดบังข้าอยู่แน่ๆ!”
เขายังพูดไม่ทันจบ หลี่เทียนชิงก็ใช้นิ้วเกี่ยวแขนเสื้อของเขา แล้วบุ้ยปากไปทางหน้าต่าง
เฉินสือมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่เห็นหัวหมา แต่กลับเห็นหูสีดำฟูฟ่องคู่หนึ่งค่อยๆ ชูตั้งขึ้นมาใต้หน้าต่าง
เฉินสือขนลุกซู่ เฮยโกวยังคงแอบฟังพวกเขาคุยกันอยู่!
ทั้งสองคนลดเสียงลง ขณะที่กำลังเดาถึงที่มาของเฮยโกว ก็ได้ยินเสียงคนร้องโวยวายว่าพระชราตายแล้ว
“อาจารย์เซนขู่จู๋ตายแล้วเหรอ?” หลี่เทียนชิงตกใจ
ทั้งสองคนรีบสวมเสื้อผ้า วิ่งไปตามเสียง ก็เห็นอาจารย์เซนขู่จู๋นั่งสมาธิมรณภาพอยู่บนเตียง
พระชรารูปนี้ตอนที่มาก็เดินกะเผลกๆ ต้องมีคนคอยพยุงถึงจะเดินได้ บัดนี้ในที่สุดก็หมดสิ้นอายุขัย สิ้นลมหายใจไปแล้ว
พระหนุ่มนั่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ ใบหน้าเศร้าหมอง สวดมนต์ส่งวิญญาณเงียบๆ
เฉินสือพินิจพิเคราะห์อาจารย์เซนขู่จู๋ ก็เห็นว่าพระชรารูปนี้ตอนที่มายังเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีเลือดเนื้อ แต่บัดนี้กลับมีแสงสีทองเปล่งประกายไปทั่วร่าง ราวกับเทพเจ้าที่หล่อหลอมด้วยทองคำ!
แม้กระทั่งภายในร่างกายของเขา ก็ยังมีเสียงสวดมนต์แว่วมา ราวกับว่ามีใครกำลังสวดมนต์อยู่ข้างใน!
หลี่เทียนชิงกระซิบว่า “อาจารย์เซนขู่จู๋ฝึกฝนวิชากายทองคำ วัชระไร้ช่องโหว่ ปิดผนึกร่างกายของตัวเอง ไม่ให้พลังชีวิตรั่วไหลออกไป ว่ากันว่าสามารถหลบหลีกความตายมาได้หลายครั้งแล้ว เขาเป็นยอดฝีมือระดับมหายาน เป็นตัวตนที่อยู่ในจุดสูงสุดของยุคนี้เลยทีเดียว!”
เขานึกถึงคำพูดของลูกสาวชาวเรือขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า “ลูกสาวชาวเรือบนเรือสำราญบอกว่า คนประเภทนี้ที่ขโมยชีวิตอยู่บนโลกเพื่อหลีกหนีความตาย ตอนที่ตายจะน่ากลัวมาก”
เมื่อเฉินสือได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกหวาดหวั่น ก็เห็นว่าเปลือกตาบนของอาจารย์เซนขู่จู๋ปิดทับดวงตาเอาไว้แน่นสนิท หูทั้งสองข้างก็ใหญ่และกว้าง ติ่งหูปิดรูหูจนมิด ใบหูด้านนอกก็พับลงมาปิดติ่งหูไว้อีกชั้นหนึ่ง
ปีกจมูกของเขาก็ปิดรูจมูกทั้งสองข้างเอาไว้ ไม่ให้พลังชีวิตรั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย
ริมฝีปากบนและล่างของอาจารย์เซนขู่จู๋ก็ประกบเข้าหากันจนสนิท หาปากไม่เจอเลยทีเดียว
นี่คือวิธีการป้องกันไม่ให้พลังชีวิตในร่างกายรั่วไหลออกไป!
ทันใดนั้น เฉินสือก็เอ่ยถามขึ้นว่า “หลวงพี่ อาจารย์เซนขู่จู๋ปิดทวารทั้งเจ็ดไปแล้ว ยังเหลืออีกสองทวาร ปิดไปแล้วหรือยัง?”
พระหนุ่มที่กำลังสวดมนต์อยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ลืมตาขึ้น มองมาที่เขาด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เฉินสือถามเสียงดังว่า “ข้าเคยได้ยินปู่เล่าให้ฟังว่า คนที่ฝึกฝนจนได้กายทองคำ หากต้องการจะกลับชาติมาเกิด จะต้องหลบซ่อนตัวจากยมทูตเสียก่อน ดังนั้นก่อนตายจึงต้องปิดผนึกหยวนเสินของตัวเองเอาไว้ในร่างกาย เพื่อไม่ให้วิญญาณสวรรค์กลับคืนสู่สวรรค์ วิญญาณปฐพีกลับคืนสู่พื้นดิน และวิญญาณมนุษย์ถูกยมทูตจับตัวไป อาจารย์เซนขู่จู๋กำลังเตรียมตัวจะกลับชาติมาเกิดหรือ?”
พระหนุ่มสวดมนต์อมิตาภพุทธ แล้วตอบว่า “อมิตาภพุทธ ประเสริฐแท้ ประเสริฐแท้ ความปรารถนาสุดท้ายของอาจารย์ข้า คือการได้กลับไปยังภูเขาหิมะจินลี่ เพื่อไปประดิษฐานอยู่ที่วัดต้าเป้าเอิน ไม่มีเรื่องการกลับชาติมาเกิดอะไรนั่นหรอก ประสิกอย่าได้พูดจาเหลวไหล!”
เฉินสือถอนหายใจด้วยความโล่งอก กล่าวว่า “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น หากอาจารย์เซนขู่จู๋กลับชาติมาเกิด เกรงว่าจะทำร้ายชีวิตผู้คนได้ แต่การที่อาจารย์เซนขู่จู๋ปิดผนึกร่างกายเช่นนี้ ก็ยังไม่สามารถกักเก็บพลังชีวิตของตัวเองเอาไว้ได้หรอกนะ ยังมีอีกสองทวาร ที่จะทำให้พลังชีวิตรั่วไหล และดึงดูดยมทูตมา”
พระหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “ขอถามประสิก ทวารทั้งสองนั้นคือทวารใด?”
“ทวารหนึ่งอยู่ที่สะดือ อีกทวารหนึ่งอยู่ที่ประตูสวรรค์”
เฉินสือตอบ “สะดือคือจุดที่พลังแต่กำเนิดไหลเข้าออกในตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา หลังจากเกิดมาก็จะปิดสนิท แต่หากตอนที่ตาย ภายในร่างกายมีพลังชีวิตมหาศาล ก็อาจจะทำลายการปิดผนึกนี้ได้ ส่วนอีกทวารหนึ่งคือประตูสวรรค์ อยู่ตรงกระหม่อม เป็นที่เข้าออกของวิญญาณสวรรค์ ดังนั้นเด็กที่อายุยังไม่ถึงสามขวบจึงสามารถมองเห็นภูตผีเทวดาได้ พออายุครบสามขวบ กระหม่อมก็จะปิดสนิท ประตูสวรรค์ก็จะถูกปิด แต่พวกเราผู้ฝึกตน ที่ฝึกจินตัน หยวนอิง หยวนเสิน จำเป็นต้องเปิดประตูสวรรค์ เพื่อให้สามารถเข้าออกได้สะดวก”
เขาชี้ไปที่รอยจุดธูปบนหัวของพระหนุ่ม แล้วกล่าวว่า “รอยจุดธูปรอยแรกของท่าน ก็คือตำแหน่งของประตูสวรรค์ ใช่หรือไม่?”
พระหนุ่มมองเขาอย่างลึกซึ้ง “ประสิกถึงกับรู้เคล็ดลับการบำเพ็ญเพียรของพุทธศาสนาด้วย ถูกต้อง รอยจุดธูปรอยแรกของข้า ก็คือประตูสวรรค์ อาจารย์บอกว่า ที่นี่คือจุดเข้าออกของวิญญาณหยินและวิญญาณหยาง ประสิกอวดดีเกินไปแล้ว ที่มาดูถูกพุทธศาสนาสายหลัก สิ่งที่เจ้ารู้ พุทธศาสนาของพวกเราก็รู้เช่นกัน!”
เขาสวดมนต์อมิตาภพุทธ เสียงดังกังวานราวกับระฆังใบใหญ่ ลมหายใจของอาจารย์เซนขู่จู๋ก็สอดประสานกับเสียงนั้น ทันใดนั้นที่ประตูสวรรค์บนศีรษะของอาจารย์เซนขู่จู๋ ก็ปรากฏตัวอักษร 卍 (สวัสติกะ) ขึ้นมา
และภายใต้จีวรปะชุนของอาจารย์เซนขู่จู๋ ตรงตำแหน่งสะดือ ก็ปรากฏตัวอักษร 卍 ขึ้นมาเช่นกัน!
“กายทองคำของพุทธศาสนา น่าเลื่อมใสจริงๆ!”
เฉินสือประนมมือ ไว้อาลัยอาจารย์เซนขู่จู๋ แล้วก็เดินถอยออกมา
ทวารที่สิบและสิบเอ็ดที่เขาพูดถึงเมื่อครู่นี้ ปู่เป็นคนบอกเขาทั้งหมด ดูเหมือนว่าอาจารย์เซนขู่จู๋รูปนี้ก็มีตบะและความรู้ที่สูงส่งไม่แพ้ปู่เลยทีเดียว
หลี่เทียนชิงเอ่ยถามขึ้นว่า “หลวงพี่มีนามว่าอะไรหรือ?”
พระหนุ่มเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร
หลี่เทียนชิงกล่าวต่อ “ข้าน้อยหลี่เทียนชิง มาจากตระกูลหลี่แห่งเมืองเฉวียนโจว”
พระหนุ่มแสดงสีหน้าตกใจเล็กน้อย กล่าวว่า “ที่แท้ก็ทายาทผู้ซื่อสัตย์ อาตมามีนามว่า อู๋เฉิน ขอคารวะประสิกหลี่ แล้วประสิกน้อยท่านนี้คือ?”
เฉินสือตอบ “เดิมทีข้าจำชื่อตัวเองได้ แต่ตอนนี้ข้าลืมไปแล้ว”
พระอู๋เฉินกล่าวเสียงเรียบ “ประสิกถึงกับบรรลุสภาวะไร้นาม ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จัก”
เขาเห็นเฉินสือไม่ใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่ ก็เลยขี้เกียจสนใจ
หลี่เทียนชิงเอ่ยถามว่า “หลวงพี่อู๋เฉิน ท่านก็มาสอบเหมือนกันหรือ?”
พระอู๋เฉินพยักหน้า ตอบว่า “ข้าติดตามอาจารย์บำเพ็ญเพียรอยู่ที่วัดต้าเป้ากั๋ว หากต้องการจะเป็นแค่พระธรรมดาๆ ในวัด ก็ไม่ต้องมาสอบจอหงวนหรอก แต่ถ้าอยากจะเป็นพระนักเทศน์ พระอาจารย์ หรือก้าวหน้าไปเป็นผู้ดูแลวัด ก็จะต้องมีตำแหน่งทางวิชาการ”
เฉินสือไม่รู้กฎของพุทธศาสนา ประหลาดใจกล่าวว่า “มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?”
พระอู๋เฉินไม่อยากคุยกับเขา พอหลี่เทียนชิงถาม ถึงได้ตอบว่า “พวกเราพระสงฆ์ที่มาสอบจอหงวน การสอบบู๊ก็เหมือนกับพวกเจ้า แต่การสอบบุ๋นไม่เหมือนกัน การสอบบุ๋นของพวกเราจะสอบเรื่องการตีความคัมภีร์วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร สัทธรรมปุณฑรีกสูตร และคัมภีร์อื่นๆ หากสอบซิวไฉไม่ติด ในวัดก็จะเป็นได้แค่เณรน้อยเท่านั้น เณรน้อยก็ยังต้องเป็นซิวไฉเลย”
หลี่เทียนชิงพอจะเข้าใจกฎเกณฑ์เหล่านี้ จึงอธิบายให้เฉินสือฟังว่า “ถ้าไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ พระจะออกเดินทาง ไปขออาศัยตามวัดต่างๆ ก็ไม่ได้ ถ้าไม่มีตำแหน่งทางวิชาการ ก็จะไม่มีใครรับให้อยู่ด้วย”
พระอู๋เฉินกล่าว “พวกเราพระสงฆ์ทำอะไรก็สะดวกกว่า เดินทางผ่านเมืองก่งโจว ก็เลยมาสอบที่เมืองก่งโจวเสียเลย อาจารย์ของข้ามามรณภาพที่นี่ ข้าจะต้องไปหาวัด เพื่อนำกายทองคำของอาจารย์ไปประดิษฐานไว้ พอฟ้าสางข้าจะออกไปหาวัด ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนประสิกหลี่ ช่วยดูแลกายทองคำของอาจารย์ข้าให้ด้วยนะ”
หลี่เทียนชิงรับปาก
ไม่นานนัก ฟ้าก็สาง พระอู๋เฉินก็รีบจากไป
เฉินสือไม่เข้าใจ เอ่ยถามว่า “พระสงฆ์ละทิ้งกิเลสทั้งสี่แล้วไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงยังยึดติดกับยศฐาบรรดาศักดิ์อีกล่ะ?”
หลี่เทียนชิงหัวเราะ “วัดต่างๆ ครอบครองที่ดินทำกินโดยไม่ต้องเสียภาษี แถมยังมีกองกำลังส่วนตัวอีก แล้วจะละทิ้งกิเลสทั้งสี่ได้อย่างไรล่ะ?”
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง พระอู๋เฉินก็กลับมา พร้อมกับพระสงฆ์อีกสองสามรูป และเกวียนเทียมวัวอีกหนึ่งเล่ม
เมื่อพระสงฆ์เหล่านั้นได้ยินว่าเขามาจากวัดต้าเป้ากั๋ว ก็ต่างพากันประจบประแจงเอาใจ คอยปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง
พระอู๋เฉินก็ชินกับเรื่องพวกนี้แล้ว
เฉินสือกล่าวเตือน “อู๋เฉิน ตอนที่พวกท่านขนย้ายกายทองคำของอาจารย์เซนไปที่วัด จะต้องระมัดระวังให้มากๆ อย่าให้กายทองคำของอาจารย์เซนขู่จู๋กระแทกกับอะไรเด็ดขาด ระหว่างทางก็อย่าให้กระทบกระเทือน พอถึงที่หมาย ก็ต้องวางลงอย่างเบามือ อย่าให้พวกชอบสอดรู้สอดเห็นมาเปิดเปลือกตาของอาจารย์เซนขู่จู๋ หรือเปิดหูของท่านเด็ดขาด ถ้าเปิดออกล่ะก็ จะต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ”
พระอู๋เฉินหัวเราะ “ประสิก สิ่งที่พุทธศาสนาของพวกเรารู้ ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าท่านหรอกนะ”
เฉินสือกล่าว “ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ”
บรรดาพระสงฆ์ช่วยกันยกกายทองคำของอาจารย์เซนขู่จู๋ขึ้นมา ร้องประสานเสียงกันว่า “หนักจังเลย!”
เฉินสือเห็นพวกเขาตั้งใจจะวางอาจารย์เซนขู่จู๋ลงบนเกวียนเทียมวัวโดยตรง จึงรีบดึงเบาะรองนั่งอันหนึ่งไปยัดไว้ในเกวียน
บรรดาพระสงฆ์วางกายทองคำของอาจารย์เซนขู่จู๋ลงบนเบาะรองนั่ง พระอู๋เฉินนั่งอยู่ในเกวียน บรรดาพระสงฆ์ก็จูงเกวียนเทียมวัวเดินจากไป
เฉินสือขมวดคิ้วเล็กน้อย มองตามหลังพวกเขาไปจนลับสายตา
หลี่เทียนชิงเอ่ยถามว่า “ถ้ามีคนสอดรู้สอดเห็นมาเปิดเปลือกตาของอาจารย์เซนขู่จู๋ จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ?”
เฉินสือมีสีหน้าเคร่งเครียด ตอบว่า “พลังชีวิตที่เขาปิดผนึกไว้ก็จะรั่วไหลออกมา หากตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่เคยดูดซับแสงจันทร์ พลังชีวิตก็จะกลายเป็นไอปีศาจ ทำให้เกิดมลพิษจากไอปีศาจ”
เขาพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา แล้วกล่าวต่อ “ตบะยิ่งสูง ไอปีศาจก็ยิ่งรุนแรง หากตายมานานแล้ว ก็จะกลายเป็นไอวิญญาณมาร การปนเปื้อนก็จะยิ่งร้ายแรง! แต่ว่า อาจารย์เซนขู่จู๋เพิ่งตาย ยังไม่เคยโดนแสงจันทร์สาดส่อง”
หลี่เทียนชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้าได้ยินลูกสาวชาวเรือบอกว่า อาจารย์เซนขู่จู๋สมควรจะตายตั้งนานแล้ว แต่เขาอาศัยวิชากายทองคำเพื่อปิดกั้นพลังชีวิต ใช้แสงพระธรรมหลบซ่อนจากยมทูต เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าเป็นอย่างนั้น เขาก็น่าจะเคยโดนแสงจันทร์สาดส่องมาตั้งนานแล้วสิ… เสี่ยวสือ แบบนี้ถือว่าตายแล้วค่อยดูดซับแสงจันทร์หรือเปล่า?”
ทั้งสองคนสบตากัน
เกวียนเทียมวัวลากกายทองคำของอาจารย์เซนขู่จู๋มุ่งหน้าไปยังวัดต้าซิงซานในเมือง ตอนที่วิ่งผ่านลูกระนาด จู่ๆ ก็กระเทือนอย่างแรง
พระอู๋เฉินรีบตรวจสอบกายทองคำของอาจารย์เซนขู่จู๋ ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ ถึงได้วางใจ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เกวียนเทียมวัวก็มาถึงหน้าวัดต้าซิงซาน บรรดาพระสงฆ์ช่วยกันหามกายทองคำของอาจารย์เซนขู่จู๋เข้าไปในวัดอย่างระมัดระวัง พระรูปหนึ่งยิ้มและกล่าวว่า “ต้องทำความสะอาดวัดให้สะอาดสะอ้านหน่อย เดี๋ยวจะต้องมีขุนนางใหญ่มาสักการะกายทองคำของอาจารย์เซนแน่ๆ ควันธูปในวัดของเราก็จะหนาแน่นขึ้นเยอะเลย”
เพิ่งจะพูดจบ เขาก็รู้สึกคันตา จึงเอามือขยี้
แต่ยิ่งขยี้ก็ยิ่งคัน ขยี้ไปขยี้มา ทันใดนั้นก็จามออกมา
“ปุ๊บ!”
ลูกตาทั้งสองข้างของเขากระเด็นหลุดออกจากเบ้าตา กลิ้งตกลงไปบนพื้น
พระรูปนั้นหัวเราะ “แบบนี้ค่อยสบายหน่อย”
ก็เห็นว่าในเบ้าตาของเขามีเห็ดสองดอกงอกขึ้นมา และกำลังเติบโตออกมาข้างนอก
พระอู๋เฉินตกใจมาก “ทวารใหญ่ทั้งสิบเอ็ดแห่งบนกายทองคำของอาจารย์ถูกปิดผนึกไว้อย่างดี ไม่มีทางแตกได้หรอก!”
ตอนนั้นเอง เขาก็เห็นว่าที่บริเวณจุดถานจง (กลางอก) บนหน้าอกของอาจารย์เซนขู่จู๋ มีแสงสีทองเส้นเล็กๆ สาดส่องออกมา
แสงสีทองนั้นเล็กละเอียดมาก ราวกับเส้นขน กำลังพ่นละอองเกสรออกมา
หัวใจของพระอู๋เฉินกระตุกวูบ “อาจารย์เคยบอกว่า ตอนที่ท่านยังหนุ่ม กายทองคำของท่านฝึกจนสำเร็จขั้นสูงแล้ว แต่กลับไปเจอคู่ปรับที่ร้ายกาจ ถูกอีกฝ่ายใช้เข็มทิ่มแทงเข้าที่จุดถานจง จนกายทองคำแตกพ่าย! แต่ท่านก็ฝึกกายทองคำกลับมาได้อีกครั้ง และแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วย! อาจารย์ท่าน ท่าน… ก็ยังฝึกไม่ถึงจุดถานจงสินะ!”
ละอองเกสรมีขนาดเล็กมาก พ่นออกมาจากรอยเข็มนี้
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงปุ๊บดังขึ้น พระอู๋เฉินหันไปมองตามเสียง ก็เห็นว่าพระสงฆ์สองสามรูปเมื่อครู่นี้หายไปแล้ว กลับกลายเป็นเห็ดขนาดยักษ์สูงเท่าคน สวมจีวรพระอยู่แทน
เห็ดเหล่านั้นมีสีชมพูขาว กำลังเติบโต และพ่นสปอร์ที่ดูเหมือนละอองเกสรออกมา
พระอู๋เฉินรีบยกมือขึ้นปิดปากและจมูก ก็เห็นว่ารอยเข็มบนหน้าอกของอาจารย์เซนขู่จู๋กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ณ สถานีโพสต์ หลี่เทียนชิงก็นึกถึงคำเตือนของลูกสาวชาวเรือขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า “เสี่ยวสือ ลูกสาวชาวเรือเตือนข้าว่าอย่าเข้าเมือง…”
เฉินสือตกใจมาก รีบกล่าวว่า “ทำไมเจ้าไม่รีบบอกล่ะ? พวกเรารีบออกจากเมืองกันเถอะ!”
หลี่เทียนชิงตกใจ หัวเราะ “จะออกจากเมืองตอนนี้เนี่ยนะ? ที่ลูกสาวชาวเรือพูดก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นความจริงเสมอไปหรอก…”
“ถ้านางเป็นยมทูตล่ะก็ เชื่อฟังคำพูดของนางไม่มีผิดแน่! พวกเราต้องรีบออกจากเมือง!”
เฉินสือนึกถึงหอหงซานขึ้นมาได้ รีบพูดว่า “ข้าต้องกลับไปที่หอหงซานก่อน เพื่อให้พี่น้องในหอหงซานช่วยพาคนในเมืองออกไปหลบซ่อนตัวข้างนอก!”
หลี่เทียนชิงกัดฟัน กล่าวว่า “ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า!”
ทั้งสองคนรีบเดินออกไป เฉินสือร้องตะโกนเสียงดัง “ซิวไฉทุกคนฟังให้ดี! เมืองก่งโจวอาจจะเกิดเรื่องร้ายขึ้น ทุกคนรีบหนีออกจากเมืองก่งโจวเดี๋ยวนี้!”
ซิวไฉในสถานีโพสต์ได้ยินเช่นนั้น ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
เฉินสือตะโกนเรียกอยู่หลายครั้ง ก็ไม่มีใครขยับเขยื้อน
นายสถานีโพสต์ได้ยินเสียงเอะอะ ก็วิ่งออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว พุ่งเข้าใส่เฉินสือ พร้อมกับร้องตะโกนว่า “ถ้ายังขืนพูดจาเหลวไหลปลุกปั่นผู้คนอีก จะต้องถูกลงโทษ!”
เฉินสือจนปัญญา จึงยกมือขึ้นตบหน้านายสถานีโพสต์จนล้มลงกองกับพื้น ใช้เท้าเหยียบหัวนายสถานีโพสต์เอาไว้ แล้วกล่าวว่า “อาจารย์เซนขู่จู๋ที่เพิ่งตายไปเมื่อครู่นี้ ความจริงตายไปตั้งนานแล้ว ก่อนตายเขาได้ปิดกั้นทวารใหญ่ทั้งสิบเอ็ดแห่งของตัวเองเอาไว้ ถ้าปิดกั้นอยู่ก็แล้วไป แต่ถ้าปิดกั้นไม่อยู่ ก็จะกลายเป็นมาร! ตอนนี้รีบหนี ยังทันนะ! เฟยเฟย, เฟยเฟย!”
หูเฟยเฟยวิ่งเข้ามา หัวเราะคิกคัก “พี่ชาย มีอะไรให้รับใช้จ๊ะ?”
“พาสิวไฉพวกนี้หนีออกจากเมืองไปซะ!” เฉินสือสั่งการ
หูเฟยเฟยรับปากอย่างรวดเร็ว “ได้เลยจ้า!”
นางจำแลงกายเป็นจิ้งจอกปีศาจ นั่งยองๆ อยู่บนพื้น ลำตัวสูงเท่าคน อ้าปากพ่นจินตันของเผ่าปีศาจออกมา ส่ายหางไปมา ทันใดนั้นบรรดาซิวไฉทั้งหลายก็หลงใหลได้ปลื้ม เดินตามนางออกจากสถานีโพสต์ไปอย่างไม่รู้ตัว
เฉินสือและหลี่เทียนชิงรีบมุ่งหน้าไปยังหอหงซาน
ทั้งสองคนใช้ยันต์ม้าเกราะ เหยียบสายลม พุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เทียนชิงนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า “เสี่ยวสือ ตอนที่เจ้าเจอพระอู๋เฉิน ทำไมเจ้าถึงถามเขาว่าอาจารย์เซนขู่จู๋ต้องการจะกลับชาติมาเกิดหรือเปล่าล่ะ?”
เฉินสือตอบ “ปู่ข้าเคยบอกว่า คนที่ฝึกฝนจนได้กายทองคำ มักจะกลับชาติมาเกิดใหม่ในตอนก่อนตาย เพื่อจะมีชีวิตใหม่อีกครั้ง เคล็ดวิชานี้จำเป็นต้องปิดกั้นทุกทวารในร่างกาย เพื่อกักเก็บพลังชีวิตเอาไว้ รอจนผ่านไปเจ็ดวัน หลบหนีการตามล่าของยมทูตได้แล้ว ถึงจะเปิดประตูสวรรค์บนศีรษะ เพื่อให้หยวนเสินออกไปกลับชาติมาเกิด ข้าก็เลยถามไปแบบนั้น”
หลี่เทียนชิงสงสัย “แล้วมีการกลับชาติมาเกิดจริงๆ หรือ?”
เฉินสือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “อาจจะมีล่ะมั้ง ข้าก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน การที่หยวนเสินจะกลับชาติมาเกิดได้นั้น จำเป็นต้องมีภาชนะใหม่ ซึ่งปกติแล้วก็จะหาเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ แล้วล่ะ…”
เขาหยุดพูดกะทันหัน ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ทั้งสองคนมาถึงหอหงซาน เฉินสือก็รีบพุ่งเข้าไปในหอจุดธูป เรียกคนของหอหงซานมารวมตัวกัน แล้วแจ้งเรื่องนี้ให้ทุกคนทราบ เมื่อทุกคนได้ยิน ต่างก็ตกใจกลัว
หัวหน้าลู่กล่าว “การอพยพคนทั้งเมือง เป็นเรื่องใหญ่นะ หากผิดพลาดขึ้นมา ก็จะถูกยัดข้อหาว่าปลุกปั่นผู้คน ราชสำนักเกลียดเรื่องแบบนี้มาก เกรงว่าจะถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรเลยนะ!”
ทุกคนนิ่งเงียบ
นี่คือเรื่องถึงขั้นถูกตัดหัว แถมยังต้องถูกตัดหัวทั้งครอบครัวด้วย!
หากอาจารย์เซนขู่จู๋กลายเป็นมารจริงๆ ก็คงจะช่วยชีวิตคนไว้ได้นับไม่ถ้วน แต่ถ้าเขาไม่ได้กลายเป็นมาร พวกเขาก็จะต้องตายอย่างไม่มีที่ฝัง!
คนของหอหงซานต่างก็มีครอบครัวต้องดูแล ใครจะกล้าเสี่ยงล่ะ?
ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงของอวี้เทียนเฉิงดังขึ้น “ทุกคนจงฟัง ให้ทำตามคำสั่งของครูฝึกเฉินเดี๋ยวนี้! ความผิดทั้งหมด ข้าจะรับไว้เอง!”

0 Comments