You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เฉินสือควบคุมจินตันให้บินไปมาในหอหงซาน จนมาถึงลานหลังโดยไม่รู้ตัว ในใจคิดว่า “ท่านประมุขเข้าไปหาเจ้าแม่หงซานหลายวันแล้วยังไม่ออกมาเลย หรือว่าอาการจะรุนแรงมากจริงๆ?”

จินตันแอบลักลอบเข้าไปในลานหลัง ทันใดนั้นเด็กน้อยผมจุก สวมเอี๊ยมสีขาวปักลายดอกโบตั๋นสีแดงก็กระโดดมาขวางหน้าจินตันของเฉินสือไว้ พร้อมกับกล่าวว่า “ซิวไฉ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต เจ้าเข้าไปไม่ได้นะ!”

เด็กน้อยผมจุกคนนี้คือร่างจำแลงของเซียนกระเรียน ที่รับคำสั่งให้มาเฝ้าลานหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกบุกรุกเข้าไป

มันเป็นร่างจำแลง มองออกว่าจินตันสีดำดวงนี้คือจินตันของเฉินสือ จึงได้ขวางเขาเอาไว้

เฉินสือเก็บจินตันกลับไป เซียนกระเรียนเห็นจินตันกลับไปแล้ว ถึงได้วางใจ และกลับเข้าไปอยู่ในตัวนกกระเรียนกระเบื้องเคลือบดังเดิม

ผ่านไปครู่หนึ่ง ร่างจริงของเฉินสือก็เดินมาถึง พยายามจะบุกเข้าไปในลานหลัง

เซียนกระเรียนรีบเข้ามาขวางเขาไว้ เฉินสือยิ้มและกล่าวว่า “เสี่ยวเห้อเอ๋อร์ ข้ากับเจ้าแม่มีความสัมพันธ์กันอย่างไร? ข้าคือเพื่อนเล่นของเจ้าแม่นะ! ถ้าเจ้าขวางข้า เจ้าแม่จะตีก้นเจ้านะ!”

เซียนกระเรียนพูดอย่างโกรธเคืองว่า “คราวที่แล้วเจ้าหลอกพาเจ้าแม่ออกไปเที่ยวเล่น ท่านประมุขก็ตีก้นข้าจริงๆ! คราวนี้ถ้าเจ้าหลอกพาเจ้าแม่ไปอีก ท่านประมุขคงตีก้นข้าจนลายแน่! เจ้าอย่าหวังว่าจะหลอกพาเจ้าแม่ไปได้อีกเลย!”

เฉินสือบุกเข้าไปไม่ได้ จึงจุดธูปดอกหนึ่งส่งให้ ยิ้มและกล่าวว่า “เสี่ยวเห้อเอ๋อร์ ข้าไม่ได้จะหลอกพาเจ้าแม่ไปหรอกนะ แต่ข้าเป็นห่วงท่านประมุขต่างหาก ท่านประมุขเข้าไปตั้งหลายวันแล้ว ในฐานะครูฝึกข้าก็เป็นห่วงเขาเหมือนกัน ตอนนี้อาการของเขาเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?”

มีคำกล่าวว่าไม่ตีคนที่ส่งรอยยิ้มให้ เซียนกระเรียนตั้งใจจะไม่รับธูปของเขา แต่วินาทีต่อมาเฉินสือก็ส่งธูปมาให้อีกดอก พอมันลังเล ก็มีธูปส่งมาตรงหน้าถึงสามดอก

เซียนกระเรียนถอนหายใจ รับธูปทั้งสามดอกมา กล่าวอย่างเสียไม่ได้ว่า “ครั้งนี้ครั้งเดียวนะ คราวหน้าห้ามทำแบบนี้อีก”

มันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “สภาพของท่านประมุขค่อนข้างแย่ เขาฝึกวิชาของเจ้าแม่ ไอปีศาจแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย พอเกิดอารมณ์รุนแรง สติก็หลุด ตอนนี้กำลังพยายามสะกดความชั่วร้ายเอาไว้อยู่ แต่หลายวันมานี้ อาการก็กำเริบไปหลายรอบแล้ว”

หัวใจของเฉินสือกระตุกวูบ ไต่ถามว่า “หากท่านประมุขกลายเป็นมาร จะกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายแบบไหนหรือ?”

เขาเคยเห็นภาพนิมิตก้อนเนื้อที่งอกงามอยู่เบื้องหลังอวี้เทียนเฉิง แต่ไม่รู้ว่าอวี้เทียนเฉิงจะกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายแบบไหน แต่คาดว่าคงไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายธรรมดาๆ แน่ ฝีมือของอวี้เทียนเฉิงสูงส่ง เป็นถึงยอดฝีมือระดับฮว่าเสิน (จำแลงวิญญาณ) หากเขากลายเป็นมาร เกรงว่าคงจะเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่!

เฉินสือรวบรวม “บันทึกลับสิ่งชั่วร้าย” บันทึกสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่เขาเคยพบเจอ หลายวันมานี้ที่อยู่ในหอหงซาน เขาก็ได้สอบถามฟู่ซือคนอื่นๆ และเพิ่มรายชื่อสิ่งชั่วร้ายเข้าไปในบันทึกลับอีกหลายสิบชนิด

“หากท่านประมุขอวี้กลายเป็นมาร จะต้องกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายที่แตกต่างจากสิ่งชั่วร้ายทั่วไปแน่ๆ! จะต้องเป็นบันทึกหน้าสำคัญในบันทึกลับของข้าแน่นอน!” ท่านซิวไฉเฉินคิดในใจ

เขาจุดธูปเพิ่มอีกหลายดอก แต่เซียนกระเรียนปากแข็ง ไม่ยอมบอก เฉินสือจึงทำได้เพียงล้มเลิกความตั้งใจ

ระหว่างทางที่หลี่เทียนชิงกำลังเดินทางมายังก่งโจว เขาได้รับจดหมายที่เฉินสือส่งมา เมื่อเปิดจดหมายอ่าน หัวใจก็กระตุกวูบ “เขาฝึกจนถึงจินตันระดับสี่แล้วหรือ? เร็วขนาดนี้เลย? ไม่รู้ว่าเร็วกว่าข้าหรือช้ากว่าข้ากันแน่”

ตั้งแต่รู้จักกันมา ทั้งสองคนก็แอบแข่งขันกันมาโดยตลอด แข่งขันเรื่องตบะ แข่งขันเรื่อง “เสี่ยวจินรักใครมากกว่ากัน” สรุปก็คือแข่งขันกันสารพัดเรื่อง ไม่ยอมแพ้กันเลยทีเดียว

“แต่ว่า เสี่ยวสือบอกว่าประเพณีของชาวเมืองก่งโจวไม่ค่อยดี ข้าคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น”

เขาเป็นคนละเอียดอ่อน มีไหวพริบดีเยี่ยม ใช้เวลาสิบกว่าวัน ก็เดินทางมาถึงเขตมณฑลก่งโจวอย่างปลอดภัย

แม่น้ำหมินเจียงไหลพาดผ่านมณฑลก่งโจว การนั่งเรือจะสะดวกกว่ามาก หลี่เทียนชิงมาที่ท่าเรือ ก็เห็นเรือสำราญลำหนึ่งจอดอยู่ กำลังเรียกลูกค้าที่เป็นบัณฑิตที่มาสอบ คนพายเรือและลูกสาวชาวเรือเป็นสองพ่อลูก ซึ่งก็คือคนคุ้นเคยจากอำเภอซินเซียงนั่นเอง

หลี่เทียนชิงเดินเข้าไปหา เมื่อลูกสาวชาวเรือเห็นเขา ก็ยิ้มและกล่าวว่า “น้องชายยังจำข้าได้ไหม? คราวที่แล้วที่ซินเซียง พวกเจ้าไปเที่ยวหอนางโลมแต่ไม่มีเงินจ่าย เลยถูกตีออกมาไง ตอนนั้นก็มานั่งเรือของข้านี่แหละ”

หลี่เทียนชิงหน้าแดงก่ำ ก้มหน้างุด อับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ก้มหน้ากล่าวว่า “แม่นาง ข้าไม่ได้ไปนะ พี่ชายของข้าต่างหากที่ไป…”

“พวกเขายังให้เจ้าเป็นคนจ่ายเงิน แต่เจ้าก็ไม่มีเงิน สุดท้ายเจ้าหนูที่อยู่ข้างๆ เจ้าก็เป็นคนจ่ายค่าเรือให้!”

ลูกสาวชาวเรือเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา พูดหยอกล้อว่า “คราวนี้มีเงินจ่ายค่าเรือแล้วเหรอ?”

“มี!”

หลี่เทียนชิงตอบอย่างหนักแน่น คราวนี้ที่กลับไปเฉวียนโจว ตระกูลหลี่เพิ่มเงินเดือนให้เขาแล้ว เมื่อก่อนเดือนหนึ่งได้แค่สิบตำลึงเงิน ตอนนี้เพิ่มเป็นห้าสิบตำลึง และในแต่ละเดือนยังได้ยาเม็ดวิเศษอู่หยวนเฉาเฟิ่งอีกสามเม็ด พร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่อีกสองชุด เวลาที่เขาใช้เงิน จึงมีความมั่นใจมากขึ้นเยอะ

ลูกสาวชาวเรือรออยู่อีกพักหนึ่ง ก็มีซิวไฉที่มาสอบมาเพิ่มอีกสองสามคน บนเรือมีคนสิบกว่าคนแล้ว กำลังเตรียมตัวจะออกเรือ ทันใดนั้นก็มีพระหนุ่มรูปหนึ่งประคองพระชราเดินมาทางนี้ พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า “คนเรือ รอก่อน!”

คนพายเรือใช้ไม้ถ่อค้ำเรือเอาไว้ เพื่อรอทั้งสองคน

พระหนุ่มและพระชราวิ่งเหยาะๆ มา หลี่เทียนชิงเห็นพระชราเดินเหินไม่ค่อยสะดวก จึงรีบเข้าไปช่วยพยุง ทันใดนั้นลูกสาวชาวเรือก็ยกมือขึ้น ตีมือของเขาให้ร่วงลงมา

หลี่เทียนชิงชะงักไป มองไปที่พระชรารูปนั้น ก็เห็นว่าพระชราสวมจีวรปะชุน ดูแก่ชราอย่างน่ากลัว บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ซ้อนกันเป็นชั้นๆ แม้กระทั่งถุงใต้ตาก็ยังเป็นชั้นๆ เต็มไปด้วยรอยย่น

สายตาของเขาฝ้าฟาง ดวงตาหรี่จนเป็นเส้นตรง ทั่วร่างแผ่ซ่านไปด้วยความชราภาพ และมีกลิ่นอายของความตายโชยออกมา

คนพายเรือยื่นไม้ถ่อออกไป พระชราจับไม้ถ่อไว้ แล้วเดินโซเซขึ้นเรือ

เรือสำราญทรุดฮวบลงไป บัณฑิตหลายคนร้องด้วยความตกใจ “พระชราตัวหนักมาก!”

พระหนุ่มก็รีบขึ้นเรือมา ประคองพระชรา พร้อมกับกล่าวกับลูกสาวชาวเรือว่า “อาจารย์ของข้าตัวหนักไปหน่อย ข้าจะจ่ายเงินเพิ่มให้”

ลูกสาวชาวเรือส่ายหน้า “พวกเราเก็บเงินเป็นรายหัว ไม่ได้เก็บตามน้ำหนักตัว พระชราตัวหนักขนาดนี้ หรือว่าจะฝึกฝนจนได้กายทองคำมา? อายุร้อยกว่าปีแล้ว ยังสามารถปิดกั้นจุดชีพจรของตัวเอง ไม่ให้พลังชีวิตรั่วไหลออกไปได้ มีแสงพระธรรมคุ้มครอง ทำให้ยมทูตหาไม่เจอ ไม่สามารถเกี่ยววิญญาณไปได้ คนที่มีความสามารถระดับนี้ จะต้องเป็นอาจารย์เซนจากวัดต้าเป้ากั๋วแน่ๆ”

พระชราที่เดิมทีดูแก่ชราใกล้ตาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยกมือขึ้นเลิกเปลือกตา ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า กวาดสายตามองลูกสาวชาวเรือและคนพายเรือแวบหนึ่ง ยิ้มและกล่าวว่า “สีกาเดาไม่ผิดหรอก พวกเราศิษย์อาจารย์มาจากวัดต้าเป้ากั๋วจริงๆ แล้วสีกาล่ะ มีที่มาที่ไปอย่างไร?”

ลูกสาวชาวเรือยิ้ม “ก็แค่คนพายเรือรับจ้าง จะมีที่มาที่ไปอะไรได้ล่ะ? พระอาจารย์ชราคืออาจารย์เซนท่านใดจากวัดต้าเป้ากั๋วหรือ?”

พระชราปล่อยเปลือกตาลง เปลือกตาปิดบังดวงตาเอาไว้มิดชิด กล่าวว่า “อาตมามีฉายาว่า ขู่จู๋”

พระหนุ่มจ่ายค่าเรือ ยิ้มและกล่าวว่า “สีกามารับจ้างพายเรือที่แม่น้ำหมินเจียงนานแล้วหรือ? เคยไปรับจ้างพายเรือที่แม่น้ำลืมเลือน (วั่งชวน) บ้างไหม? ข้าได้ยินมาว่าที่แม่น้ำลืมเลือน มียมทูตหลงทางไปสองตน แม่นางรู้เรื่องนี้ไหม?”

หัวใจของหลี่เทียนชิงกระตุกวูบ รู้สึกหวาดหวั่นไม่สบายใจ

“แย่แล้ว เรือลำนี้ชักจะไม่ปลอดภัยซะแล้ว!”

เขารู้จักวัดต้าเป้ากั๋วดี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดในทวีปซีหนิวซินโจวของราชวงศ์หมิง

เล่าลือกันว่าในตอนที่ขันทีซานเป่าเดินทางไปมหาสมุทรตะวันตก และเข้าสู่ทะเลแห่งความมืดมิด พระผู้ใหญ่จากวัดต้าเป้ากั๋วก็ร่วมเดินทางไปด้วย โดยแบกพระโพธิสัตว์กายทองคำไว้บนหลัง เพื่อช่วยกองเรือรับมือกับมารร้ายในทะเลแห่งความมืดมิด

เมื่อมาถึงทวีปซีหนิวซินโจว พระผู้ใหญ่ก็อัญเชิญพระโพธิสัตว์กายทองคำ ปราบมารกำจัดสิ่งชั่วร้าย สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ ภายหลังจักรพรรดิเฉิงจู่ได้พระราชทานยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปซีหนิวซินโจว ภูเขาหิมะจินลี่ ให้แก่วัดต้าเป้ากั๋ว

วัดต้าเป้ากั๋ว จึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนาในทวีปซีหนิวซินโจว

แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือข่าวที่พระหนุ่มรูปนี้เปิดเผยออกมา แม่น้ำลืมเลือน ยมทูตที่หลงทาง ทำให้หลี่เทียนชิงนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีเอาเสียเลย

“หรือว่าสองพ่อลูกคู่นี้ เดิมทีคือยมทูตแห่งแม่น้ำลืมเลือน?”

ใจเขาเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ คิดในใจว่า “ยมทูตแห่งแม่น้ำลืมเลือน ทำไมถึงมาอยู่บนโลกมนุษย์เพื่อรับจ้างพายเรือได้ล่ะ? ยมทูตจะหลงทางได้อย่างไร? เรือของพวกเขา จะแล่นเข้าไปในปรโลกกะทันหันหรือเปล่า?”

คนพายเรือใช้ยันต์ลมและยันต์น้ำ ยันต์ลมพัดใบเรือ ยันต์น้ำผลักดันเรือ ให้แล่นมุ่งหน้าไปยังเมืองก่งโจว

ลูกสาวชาวเรือยิ้ม “ท่านทั้งสองล้อเล่นแล้ว แม่น้ำลืมเลือนคือแม่น้ำในปรโลก บนแม่น้ำยังมีสะพานไน่เหอ (สะพานข้ามแม่น้ำแห่งความตาย) จะมีคนไปรับจ้างพายเรืออยู่ที่นั่นได้อย่างไร?”

นางหัวเราะคิกคัก “คนที่ไปรับจ้างพายเรืออยู่ที่นั่นได้ ยังจะเป็นคนเป็นๆ อยู่อีกหรือ?”

บัณฑิตที่มาสอบบนเรือต่างก็หัวเราะกันครืน บรรยากาศสนุกสนานครื้นเครง มีคนพูดติดตลกว่า “แม่นางช่างพูดเล่นเก่งจริงๆ แม่นางคงไม่เคยไปปรโลกมาหรอกนะ?”

หลี่เทียนชิงเหงื่อตก ลอบโอดครวญในใจ “บัณฑิตพวกนี้ยังกล้าพูดเล่นอีก ช่างไม่รู้จักความตายเอาเสียเลย!”

คนสองกลุ่มนี้ กลุ่มหนึ่งคือพระที่อาศัยกายทองคำหลบหนีการจับกุมของยมทูต อีกกลุ่มคือยมทูตที่หลบหนีมาเพื่อตามจับคนที่สมควรตายแต่ยังไม่ตาย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ถูกกัน!

บัณฑิตที่มาสอบคิดว่าพวกเขาแค่พูดเล่นกัน แต่หลี่เทียนชิงกลับตระหนักถึงอันตรายและความน่ากลัวที่แฝงอยู่

พระหนุ่มยิ้ม “คนที่ไปรับจ้างพายเรือที่แม่น้ำลืมเลือน ย่อมไม่ใช่คนเป็นๆ แน่นอน”

คนพายเรือที่เงียบขรึมมาตลอด จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “ได้ยินมาว่าพระโพธิสัตว์กายทองคำของวัดต้าเป้ากั๋วร้ายกาจมาก ในอดีตเคยสังหารและสะกดมารร้ายไว้มากมาย ปัจจุบันก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนภูเขาหิมะ เพื่อป้องกันไม่ให้มารร้ายเหล่านั้นหลบหนีออกมาได้ พระอาจารย์มีวิชาความรู้ของพระโพธิสัตว์กายทองคำสักกี่ส่วนกันเชียว?”

ลูกสาวชาวเรือยิ้มแย้มกล่าว “ต่อให้มีวิชาความรู้สักเจ็ดแปดส่วน แต่แก่จนปูนนี้แล้ว เกรงว่าคงจะแสดงฝีมือออกมาได้ไม่กี่ส่วนหรอก”

อาจารย์เซนขู่จู๋หัวเราะหึๆ “ยมทูตที่หลงทาง ทำไมถึงไม่กล้ากลับปรโลกมาจนถึงตอนนี้ล่ะ? หรือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ กลัวว่าจะกลับไปถูกลงโทษ?”

พระหนุ่มยิ้ม “แล้วยมทูตสองตนนั้น บกพร่องต่อหน้าที่เพราะเหตุใดล่ะ?”

คนพายเรือกำไม้ถ่อไว้แน่น ไม้ถ่อส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด

ลูกสาวชาวเรือจับมือเขาไว้ มองอาจารย์เซนขู่จู๋และพระหนุ่มด้วยรอยยิ้ม กัดฟันแน่น ยิ้มอย่างมีความสุข

ทันใดนั้น รอบด้านก็มืดสลัวลง แม่น้ำก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

หลี่เทียนชิงหน้าซีดเผือด กำลังจะกระโดดลงแม่น้ำเพื่อหนีเอาชีวิตรอด แต่กลับเห็นว่าในแม่น้ำเต็มไปด้วยวิญญาณเร่ร่อน พุ่งพล่านไปทั่ว สภาพแวดล้อมรอบด้านก็เปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวและแปลกประหลาดอย่างน่าสะพรึงกลัว

เรือสำราญลำนี้ ถูกดึงเข้าสู่ปรโลกเสียแล้ว!

“หนีไม่รอดแล้ว!” เขารู้สึกสิ้นหวัง

ในตอนนั้นเอง พระชราก็สวดมนต์อมิตาภพุทธ ด้านหลังเปล่งแสงสีทองอร่าม ปรากฏภาพพระพุทธรูปกายทองคำสูงหนึ่งจั้งหกฉื่อ แสงสว่างจากองค์พระสาดส่อง เรือสำราญก็กลับมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง และยังคงแล่นอยู่บนแม่น้ำหมินเจียง

คนพายเรือก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เตรียมจะลงมือ

ลูกสาวชาวเรือรีบจับเขาไว้ ตวาดเสียงดัง “น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง!”

อาจารย์เซนขู่จู๋อายุมากแล้ว ก็ไม่อยากทำอะไรเกินเลย กล่าวว่า “ต่างคนต่างอยู่”

ทั้งสี่คนยอมถอยคนละก้าว กลับสู่ความสงบ

หลี่เทียนชิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก คิดในใจว่า “เสี่ยวสือคงไม่รู้ว่าประสบการณ์ของข้ามันตื่นเต้นแค่ไหน ข้าเพิ่งจะรอดพ้นจากประตูผีมาได้หวุดหวิด…”

เขาไม่รู้หรอกว่าในช่วงหลายวันนี้ เฉินสือเดินเข้าออกประตูผีเป็นว่าเล่น

หลังจากนั้นอีกสองสามวัน สองพ่อลูกคนเรือกับสองศิษย์อาจารย์ขู่จู๋ก็ต่างคนต่างอยู่ เพียงแต่อาจารย์เซนขู่จู๋ใช้พลังไปครั้งหนึ่ง ดูแก่ชราลงไปอีกมาก และเอาแต่ไอไม่หยุด

หลี่เทียนชิงถึงกับกังวลว่าเขาจะแก่ตายบนเรือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขู่จู๋ไอ ก็จะมีแสงสีทองสาดส่องออกมาจากร่างกาย ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก

ในที่สุด เรือสำราญก็ส่งพวกเขาถึงเมืองก่งโจวอย่างปลอดภัย คนเรือจอดเรือเรียบร้อย หลี่เทียนชิงกำลังจะกระโดดขึ้นฝั่ง ตอนนั้นเองลูกสาวชาวเรือก็กระซิบว่า “พระชราอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว เขาหมดพลังชีวิตแล้วล่ะ ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่เข้าเมืองเด็ดขาด”

หลี่เทียนชิงชะงักไป ไม่เข้าใจความหมายของนาง

“คนที่อยู่ในระดับมหายาน สมควรตายแต่กลับขโมยชีวิตอยู่บนโลก ตอนที่ตายมันจะน่ากลัวมากนะ” ลูกสาวชาวเรือเตือน

หลี่เทียนชิงมองไปที่สองศิษย์อาจารย์ขู่จู๋ ก็เห็นว่าพระหนุ่มกำลังประคองพระชราเดินเข้าเมืองไป

“แม่นางคิดว่าขู่จู๋จะตายเมื่อไหร่? ตอนที่เขาตายจะเกิดอะไรขึ้น…”

หลี่เทียนชิงยังพูดไม่ทันจบ หันกลับไปมอง ก็พบว่าเรือสำราญลำนั้นหายไปแล้ว แม้กระทั่งบนแม่น้ำก็ไม่เห็นเรือลำนั้นเลย

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ส่ายหน้า แล้วเดินเข้าเมืองไป

เพิ่งจะเข้าเมืองก่งโจวมา ก็มีคนเข้ามาทักทาย เป็นคนหน้าตาใจดี กล่าวว่า “น้องชายมาสอบใช่ไหม? เมืองก่งโจวนี้ไม่ค่อยสงบสุขนะ เจ้ามาจากต่างถิ่น เผลอนิดเดียวก็จะโดนคนหลอกเอาได้… ฟังจากสำเนียงเจ้า เหมือนจะมาจากเฉวียนโจวเลย เจ้าเป็นคนเฉวียนโจวเหรอ? ข้าก็เป็นคนเฉวียนโจวเหมือนกัน! คนบ้านเดียวกันนี่นา!”

หลี่เทียนชิงเจอคนบ้านเดียวกัน ในใจก็รู้สึกดีใจมาก

ผ่านไปไม่นาน ตอนที่เขากำลังรำลึกความหลังกับคนบ้านเดียวกันอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เขาก็ขายคนบ้านเดียวกันให้กับหลงจู๊โรงเตี๊ยม รับเงินมา แล้วก็ไปลงทะเบียนชื่อกับขุนนางผู้คุมสอบ

ตอนที่เดินผ่านกำแพงประกาศ ก็เห็นคนจำนวนมากมุงดูประกาศจับอยู่

หลี่เทียนชิงเหลือบมองแวบหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้าง ความดีใจที่เพิ่งจะขายคนบ้านเดียวกันได้เงินก้อนโตเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนสิ้น

ภาพวาดและชื่อของเฉินสือ ถูกแขวนไว้อย่างโดดเด่นบนประกาศ

“เสี่ยวสือก่อเรื่องอีกแล้วเหรอ? คราวนี้ไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะ?”

เขาเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชน สำรวจดูอย่างละเอียด ไม่นานก็รู้เรื่องราวทั้งหมด คิดในใจว่า “เสี่ยวสือเข้าเมืองมาก็ฆ่าคนไปเจ็ดสิบสี่คน นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงเดือนเลย แต่ลองคิดดูแล้วก็คงประมาณนี้นั่นแหละ…”

เขาลองคิดดู แล้วพึมพำเสียงเบา “คนพวกนี้จะต้องเป็นโจรชั่วที่ทำเรื่องเลวทราม เสี่ยวสือถึงได้ฆ่าพวกมัน สมควรตายแล้วล่ะ”

เขาแหงนหน้าขึ้น มองไปทางจวนว่าการ “ดูเหมือนว่าที่นี่ ก็จะเป็นขุนนางกับโจรสมรู้ร่วมคิดกัน ใส่ร้ายเสี่ยวสือ”

เขาเดินไปที่ทำการของขุนนางผู้คุมสอบ แจ้งชื่อ ผู้ช่วยขุนนางก็ให้เขาไปพักผ่อนที่สถานีโพสต์ทางทิศตะวันออกของเมือง

หลี่เทียนชิงเดินไปที่สถานีโพสต์ คิดในใจว่า “ป่านนี้เสี่ยวสือคงกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ ไม่รู้ว่าคราวนี้เขาจะยังได้เข้าร่วมการสอบใหญ่หรือเปล่า? ส่วนใหญ่คงจะไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเสี่ยวจินก็…”

ในใจของเขารู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา

จวี่เหรินหลี่ ย่อมต้องมีอนาคตไกลกว่า ซิวไฉเฉิน แน่นอน

เขามาถึงสถานีโพสต์ บังเอิญเจอหูเฟยเฟย เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเฉินสือ จึงเข้าไปถามหาเบาะแสของเฉินสือ แต่หูเฟยเฟยจำชื่อของเฉินสือไม่ได้แล้ว นางถามว่า “ใครนะ?”

“เฉินสือ! เฉินสือจากสถานศึกษาเหวินไฉไงล่ะ!”

“ข้ารู้!”

หูเฟยเฟยหัวเราะคิกคัก “พวกเราเคยนอนพื้นด้วยกันมาแล้วนี่นา แต่ว่าเขาชื่ออะไรนะ?”

“เฉิน… เดี๋ยวก่อน”

หลี่เทียนชิงรู้สึกเบลอๆ ลองนึกดูดีๆ ก็ยังนึกชื่อของเฉินสือไม่ออก ร้องเสียงหลงว่า “ข้าลืมชื่อของเสี่ยวสือไปแล้ว ในเมืองมีสิ่งชั่วร้าย!”

ขณะที่เขากำลังพูดอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น “เทียนชิง! เจ้ามาแล้วเหรอ?”

หลี่เทียนชิงทั้งตกใจและดีใจ หันไปมองตามเสียง ก็เห็นเฉินสือพารถไม้กับเฮยโกวกำลังเดินมาทางนี้ จึงรีบวิ่งเข้าไปหา

“เทียนชิง เจ้ายังจำได้ไหมว่าข้าชื่ออะไร?” เฉินสือจับมือเขาไว้ แล้วถาม

หลี่เทียนชิงตอบอย่างรู้สึกผิด “ข้าเพิ่งลืมไปเมื่อกี้เอง…”

เฉินสือหันขวับไป ถลึงตาใส่เฮยโกวอย่างดุร้าย เฮยโกวก้มหน้าหงุด ทำหน้าเหมือนทำผิด

“เฮยโกว เจ้าต้องอ่านหนังสือให้เยอะๆ หน่อยนะ!” เฉินสือสั่ง

หลี่เทียนชิงรู้สึกแปลกใจ หันกลับไปมอง ก็เห็นว่าพระหนุ่มกับพระชรา ก็มาที่สถานีโพสต์เหมือนกัน จึงชะงักไป “พระหนุ่มคนนี้ ก็มาสอบเหมือนกันเหรอ?”

ท้องฟ้าเริ่มมืดลง หลี่เทียนชิงพักที่สถานีโพสต์ก่อน เฉินสือก็พักที่สถานีโพสต์เช่นกัน ไม่มีความรู้สึกเลยว่าตัวเองมีชื่ออยู่บนประกาศจับ

พอนอนหลับไปจนถึงเที่ยงคืน ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนเสียงหลงว่า “มีคนตาย! มีคนตาย! พระชราตายแล้ว!”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note