ตอนที่ 147 อารามลอยฟ้าสะกดวิญญาณทะเล
แปลโดย เนสยังหลังจากที่เจ้าแม่หงซานเข้าไปอยู่ในศาลเจ้าเล็กๆ ของเฉินสือ นางก็นั่งลงบนแท่นบูชา รู้สึกสบายกายสบายใจเป็นอย่างยิ่ง สบายกว่าตอนที่อยู่ที่หอหงซานเสียอีก
นางนั่งขัดสมาธิโดยไม่รู้ตัว หงายฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสองข้าง รวมทั้งกลางกระหม่อมขึ้นฟ้า พลังลมปราณในร่างกายไหลเวียน ช่วยปรับสมดุลพลังปราณให้แก่เฉินสือ
ท่วงท่าเช่นนี้ ช่างให้ความรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก
เฉินสือรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ขณะที่กำลังเดินออกไป พลังลมปราณอันมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามาในร่างกาย ช่วยปรับสมดุลเลือดลม หล่อเลี้ยงหัวใจ ตับ ม้าม ปอด ไต ตันเถียน จุดลมปราณ ห้องพลังปราณ และห้องวิญญาณ รู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
“เจ้าแม่หงซานรู้เรื่องตั้งมากมาย ดีกว่าเจ้าแม่สือจีตั้งเยอะ”
เขาคิดในใจ “พอเข้าไปในศาลเจ้า เจ้าแม่สือจีก็เอาแต่นิ่งเฉย แต่เจ้าแม่หงซานกลับช่วยข้าปรับสมดุลร่างกาย แบบนี้ข้าก็บำเพ็ญเพียรจนถึงจินตันระดับสี่ได้เร็วขึ้นสิ!”
จินตันระดับสี่ จินตันจะเป็นสีดำ ถึงตอนนั้นก็สามารถลองถอดวิญญาณจินตันออกจากร่างได้แล้ว
เฉินสือเห็นคนอื่นถอดวิญญาณจินตันออกจากร่างได้ เขาก็อยากจะทำได้บ้าง แต่วิธีการฝึกฝนของเขาไม่เหมือนกับคนอื่น จึงทำได้แค่อิจฉาเท่านั้น
เขามาถึงโถงจุดธูป หัวหน้าลู่กับหัวหน้าเซียวยังคงอยู่ในโถงจุดธูป ส่วนจ้าวไคอวิ้นกลับไปแล้ว คงจะไปนอนชดเชย
เดิมทีหัวหน้าเซียวก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่แล้ว พอมาเจอเรื่องวุ่นวายนี้เข้า อาการบาดเจ็บก็ไม่ได้ทุเลาลงเลย ซ้ำร้ายกลับยิ่งทรุดหนักลงไปอีก เขากำลังพยายามอย่างหนักที่จะใช้พลังหยางในเปลวไฟของตะเกียงน้ำมันหอมมาช่วยปรับสมดุลร่างกาย
น้ำมันหอมก็คือน้ำมันงา ภายในน้ำมันงาแฝงไปด้วยพลังหยางอันแข็งแกร่ง แต่ก็อ่อนโยนกว่าพลังหยางในเลือดหมาดำมาก หลังจากจุดตะเกียงน้ำมันหอมแล้ว ก็สามารถอาศัยเปลวไฟมาหลอมละลายสิ่งเจือปนและไอเย็นในวิญญาณหยวนอิงหรือแม้กระทั่งจินตันได้ ดังนั้นการรักษาอาการบาดเจ็บของจินตันและวิญญาณหยวนอิง จึงมักจะต้องจุดตะเกียงน้ำมันหอม
เวลาจุดธูปบูชาเทพเจ้าก็มักจะใช้ตะเกียงน้ำมันหอมเช่นกัน นั่นเป็นเพราะเทพเจ้าที่ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้าก็ต้องการพลังหยางในเปลวไฟมาช่วยปรับสมดุลพลังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เทวหยาง (หยางเซิน)
“น้องเฉิน อาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีแล้วหรือ?”
หัวหน้าลู่เดินออกมารับ สำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว ถึงได้เบาใจลง และกล่าวว่า “วันนี้ข้าจะจัดการเรื่องการเข้าสมาคมให้เจ้าก่อน หลังจากที่เจ้าเข้าร่วมสมาคมฟู่ซือหอหงซานแล้ว ข้าสามารถเป็นคนออกหน้ารับรองให้เจ้าเป็นครูฝึกของหอหงซานได้ ด้วยความรู้ความสามารถของเจ้า การจะเป็นหัวหน้าก็ถือว่าเหลือเฟือ แต่ข้าเป็นแค่หัวหน้า จึงไม่มีอำนาจแต่งตั้งหัวหน้าได้ ต้องรอให้ท่านประมุขอวี้กลับมาก่อน ถึงจะตัดสินใจได้”
เฉินสือกล่าวขอบคุณ พร้อมกับกล่าวว่า “หากไม่ได้หอหงซานกับเจ้าแม่ช่วยเหลือ ชีวิตของข้าคงหาไม่แล้ว หากทางหอมีเรื่องอันใด ข้ายินดีช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ แม้ต้องตายหมื่นครั้งก็ไม่หวั่น”
หัวหน้าลู่หัวเราะ “ท่านประมุขอวี้เคยกล่าวไว้ว่า พวกเราล้วนแต่เป็นคนบ้านนอกคอกนา ไม่มีอำนาจวาสนาอะไร หากไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็คงถูกคนอื่นกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก การช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว ครั้งนี้เทียนเหล่าได้รับความพ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบ รู้ตัวว่าสู้เจ้าแม่หงซานไม่ได้ ต่อไปก็คงไม่กล้ามาหาเรื่องเจ้าอีกแล้ว”
เฉินสือถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เทียนเหล่าแห่งสมาคมเทียนเหล่านั้นมีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งมาก และยังมีลูกไม้แพรวพราว หากถูกสิ่งชั่วร้ายระดับนี้หมายหัวเอาไว้ ช่างเป็นเรื่องที่ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับจริงๆ ไม่มีใครรู้ว่าเทียนเหล่าจะตามมาฆ่าตัวเองเมื่อไหร่
หัวหน้าลู่นำสมุดรายชื่อของสมาคมฟู่ซือหอหงซานมา เปิดไปที่หน้ารายชื่อครูฝึก ลงทะเบียนชื่อแซ่ให้เฉินสือ และเขียนระบุเงินเดือนที่จะได้รับในแต่ละเดือน
เขายังพาเฉินสือไปกราบไหว้เจ้าแม่หงซานและเซียนกระเรียนอีกด้วย หลังจากกราบไหว้เสร็จ ก็หยิบป้ายคำสั่งของสมาคมฟู่ซือหอหงซานมาให้ พร้อมกับกล่าวว่า “พี่น้องที่เพิ่งเข้าร่วมสมาคมของเรา จะต้องออกไปร้องป่าวประกาศตามท้องถนนทุกวัน เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของหอหงซานและเจ้าแม่หงซาน ขอรับบริจาคควันธูปจากชาวบ้าน ต้องขอให้ครบหนึ่งร้อยบ้าน ถึงจะถือว่าเข้าร่วมสมาคมอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าเป็นครูฝึก ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้น แต่หากพบเห็นพี่น้องหอหงซานตกอยู่ในอันตราย ก็ขอให้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยเถิด”
เฉินสือรับป้ายคำสั่งครูฝึกมา ไต่ถามว่า “ข้ามีความรู้น้อยนิด หากเป็นครูฝึก จะต้องคอยสั่งสอนฟู่ซือคนอื่นๆ ด้วยหรือไม่?”
“มีความรู้น้อยนิดงั้นหรือ?”
หัวหน้าลู่นึกถึงวิชายันต์อันล้ำเลิศของเฉินสือ ก็อดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าถ่อมตัวเกินไปแล้ว หากเจ้ามีเวลาว่าง ก็สามารถไปที่ลานประลองวิชา เพื่อชี้แนะวิชายันต์สักกระบวนท่าสองกระบวนท่าให้กับพี่น้องในหอได้ ไม่ต้องใช้เวลามากหรอก การเรียนรู้วิชายันต์นั้นยากมาก เจ้าสอนแค่หนึ่งหรือสองยันต์ พวกเขาก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้กันหลายวันแล้ว”
เฉินสือรู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง “การเรียนรู้วิชายันต์มันยากขนาดนั้นเลยหรือ?”
เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าการเรียนรู้วิชายันต์มันยาก ตอนที่ปู่สอนเขา เขาก็สามารถวาดตามได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เรียน
และถึงแม้ปู่จะไม่สอน เขาก็มองดูปู่วาดแค่ครั้งเดียวก็สามารถวาดตามได้แล้ว
หัวหน้าลู่ถอนหายใจ กล่าวว่า “ยากสิ? ยิ่งกว่ายากเสียอีก! ของพวกนี้ถ้าไม่มีคนสอน จะเรียนรู้ได้ยังไง? คนที่เรียนรู้ได้ก็ล้วนแต่เก็บงำไว้เป็นความลับ ใครจะยอมถ่ายทอดให้คนอื่นง่ายๆ? ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีปัญญาไปกราบไหว้ขอเป็นศิษย์ใครได้ง่ายๆ จุดประสงค์ที่ท่านประมุขอวี้ก่อตั้งหอหงซานขึ้นมา ก็เพื่อให้ฟู่ซือได้ช่วยเหลือเกื้อกูลและเรียนรู้ซึ่งกันและกันนั่นแหละ”
เฉินสือรู้สึกเลื่อมใสในตัวอวี้เทียนเฉิง ประมุขหอที่ยังไม่เคยพบหน้าผู้นี้อย่างสุดซึ้ง คิดในใจว่า “คนผู้นี้ช่างมีจิตใจกว้างขวางยิ่งนัก”
เขาเดินออกจากหอหงซาน ก็เห็นเฮยโกวกับรถไม้ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูหอหงซาน เฮยโกวหาวหวอดๆ เดินเข้ามารับ ทันใดนั้นก็มองเฉินสืออย่างระแวดระวัง เข้ามาดมกลิ่นใกล้ๆ แล้วมองเฉินสือด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
เฉินสือปล่อยเจ้าแม่หงซานออกมา เฮยโกวก็ส่งเสียงครางฮือๆ ในลำคอ
มันสัมผัสได้ถึงอันตราย
“เจ้าหมาน้อย!”
เจ้าแม่หงซานรู้สึกประหลาดใจและดีใจเป็นอย่างยิ่ง พุ่งเข้าไปลูบหัวสุนัข
เฮยโกวยิงฟันขู่ มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสิ่งชั่วร้ายจากเด็กผู้หญิงในชุดสีแดงคนนี้อย่างชัดเจน
ทว่า หลังจากเจ้าแม่หงซานลูบหัวสุนัขไปได้สักพัก เฮยโกวก็เลิกยิงฟันขู่ ดูเหมือนจะชอบใจมาก และยอมรับเด็กผู้หญิงคนนี้อย่างฝืนๆ
เฉินสือพาสุนัขหนึ่งตัว รถไม้หนึ่งคัน และเจ้าแม่หนึ่งองค์ เดินไปตามตรอกซอกซอย
ท้องฟ้าสว่างเต็มที่แล้ว ภายในเมืองก่งโจวอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการใช้ชีวิต ลูกจ้างร้านซาลาเปาเปิดฝาเข่งนึ่ง ไอน้ำร้อนระอุพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมของซาลาเปาไส้เนื้อและต้นหอมโชยมาเตะจมูก ช่วยปัดเป่าความง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งคืนให้หมดไป ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เรียกน้ำย่อยและทำให้รู้สึกเจริญอาหารเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้เจ้าแม่หงซานอยู่ในรูปลักษณ์ของเทวรูป คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจมองเห็นนางได้ แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียร ก็ต้องใช้ยันต์เบิกเนตรหรือฝึกฝนจนเปิดเนตรสวรรค์ได้ ถึงจะสามารถมองเห็นนางได้
เจ้าแม่ผู้นี้ดูมีอายุประมาณสิบสองสิบสามปี รุ่นราวคราวเดียวกับเฉินสือ ตอนนี้นางเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านซาลาเปา เขย่งเท้าชะเง้อมองเข้าไปในเข่งนึ่ง จากนั้นก็หันมามองเฉินสือตาปริบๆ
เฉินสือเดินเข้าไปหา “พี่ชาย ซาลาเปาเข่งละเท่าไหร่?”
“เข่งละหกอีแปะ มีซาลาเปาไส้หมูสับต้นหอมหกลูก!”
“เอาสี่เข่ง”
“ได้เลย!”
ลูกจ้างคนนั้นรีบหยิบใบบัวมา เทซาลาเปาลงในใบบัว แล้วห่ออย่างรวดเร็ว ได้ทั้งหมดสี่ห่อ
เฉินสือส่งให้เจ้าแม่หงซานหนึ่งห่อ ให้เฮยโกวหนึ่งห่อ เก็บไว้กินเองหนึ่งห่อ ส่วนห่อที่เหลือก็ส่งให้รถไม้
ลูกจ้างรับเงินมา กำลังนับเหรียญทองแดงอยู่ ยังไม่ทันนับเสร็จ ก็เหลือบไปเห็นสุนัขตัวนั้นยืนสองขา ขาหน้าข้างหนึ่งถือห่อใบบัว ขาหน้าอีกข้างหยิบซาลาเปาเข้าปาก ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไป
เขาขยี้ตา แล้วก็เห็นใบบัวอีกใบหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ ซาลาเปาลูกหนึ่งก็ลอยอยู่กลางอากาศด้วย ทันใดนั้นซาลาเปาลูกนั้นก็แหว่งไปชิ้นหนึ่ง สีหน้าของเขาพลันซีดเผือดลงทันที
“กร้วม!”
รถไม้คันนั้นพ่นควันสีขาวออกมา ตัวรถอ้าปากกว้างราวกับบ่อเลือด เผยให้เห็นเนื้อสีแดงและฟันสีขาว ฟันแหลมคมนั้นใหญ่กว่าเขี้ยวเสือถึงสี่ห้าเท่า มันโยนห่อใบบัวและซาลาเปาเข้าปากไปพร้อมๆ กัน จากนั้นก็แลบลิ้นยาวๆ ออกมาเลียขอบรถอย่างอาลัยอาวรณ์
ลิ้นสีแดงสดของรถไม้ยื่นออกไปหมายจะเลียเข่งนึ่งซาลาเปาอีก เฉินสือจึงตีมันไปทีหนึ่ง มันถึงรีบหดลิ้นกลับไป
เฉินสือเห็นสีหน้าของลูกจ้างร้านซาลาเปา ก็รีบพูดขึ้นว่า “เฮยโกว จัดการ!”
เฮยโกวกวาดสายตามองไป ลูกจ้างคนนั้นก็ราวกับสติหลุดลอยไปชั่วขณะ เขาสะบัดหัวไปมา เผยสีหน้างุนงง พร้อมกับพึมพำกับตัวเองว่า “ทุกอย่างก็ดูปกติดีนี่นา ตาฝาดไปเองแน่ๆ… ข้าก็นึกว่ามีสิ่งชั่วร้ายอาละวาดเสียอีก ฮ่าฮ่า หน้าหอหงซานจะมีสิ่งชั่วร้ายอาละวาดได้ยังไงกัน!”
เฮยโกวรวบรวมสมาธิ กินซาลาเปาไปพลาง เดินตามหลังเฉินสือไปต้อยๆ
ชาวบ้านในตรอกซอกซอยต่างก็มีอารมณ์คงที่ ราวกับเคยเห็นเรื่องแบบนี้มาจนชินตาแล้ว
บางครั้งก็มีเด็กผู้หญิงร้องกรี๊ดด้วยความตกใจ ชี้มาทางพวกเขาด้วยสีหน้าหวาดกลัว แต่พอกวาดสายตาของเฮยโกวมองไป เด็กผู้หญิงเหล่านั้นก็กลับมามีท่าทีสงบนิ่ง ราวกับเคยเห็นเรื่องแบบนี้มาจนชินตาแล้วเช่นกัน
เจ้าแม่หงซานตัวเล็กแต่กินเก่ง ตลาดเช้ามีแต่ของกินขาย ไม่มีของอย่างอื่นขายนางเลยดึงแขนเฉินสือเดินซื้อของกินไปตลอดทางด้วยความตื่นเต้น
เฉินสือกินอิ่มเป็นคนแรก ตามด้วยเฮยโกว
จนกระทั่งรถไม้ก็กินอิ่มแล้ว นางก็ยังคงเดินมุดไปข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น
“ข้าอยากกินเจ้านี่!” นางหันกลับมาบอกด้วยน้ำเสียงสดใส
“พี่น้องหอหงซานปล่อยให้เจ้าแม่ผู้นี้อดอยากมานานแค่ไหนกันเนี่ย?” เฉินสือแอบบ่นในใจ
เจ้าแม่หงซานกินของกินไปตลอดสามถนน กินจนเงินแท่งและเหรียญทองแดงที่เฉินสือแลกมาหมดเกลี้ยง เขาจึงต้องนำตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงไปแลกเป็นเงินแท่งและเหรียญทองแดงที่ร้านแลกเงิน เพื่อมาปรนเปรอความอยากอาหารของเจ้าแม่หงซานต่อไป
หลังจากตลาดเช้าผ่านพ้นไป ร้านรวงอื่นๆ ก็พากันเปิดทำการ ความคึกคักไม่ได้ลดน้อยลงเลย กลับยิ่งทวีความคึกคักมากขึ้นไปอีก
เจ้าแม่หงซานจูงมือเฉินสือเดินไปมา นางรู้สึกอยากรู้อยากเห็นกับสิ่งของทุกอย่าง เมืองก่งโจวคึกคักและเจริญรุ่งเรืองกว่าอำเภอซินเซียงมาก มีการค้าขายทุกรูปแบบ
นางจะวิ่งเข้าไปดู หรือนั่งยองๆ หรือขยับเข้าไปใกล้ๆ เพื่อดูว่าพ่อค้าแม่ค้าเร่ขายสินค้าของตัวเองอย่างไรในทุกๆ แผงลอย ทุกๆ ร้านค้า
ไม่นานนัก นางก็เหมาของเล่นทั้งหมดบนแผงลอยของพ่อค้าเร่คนหนึ่งมาจนหมด
แม่นางน้อยคนนี้ มือข้างหนึ่งถือพัดกระดาษ มืออีกข้างถือตุ๊กตาน้ำตาล พอมือไม่พอใช้ ก็งอกแขนออกมาอีกข้าง คว้าว่าวเอาไว้ แล้วงอกแขนออกมาอีกข้าง คว้าป๋องแป๋งเอาไว้…
บนแผงลอยของพ่อค้าเร่คนนั้นมีของเล่นสารพัดชนิดมากกว่าหลายสิบอย่าง แม่นางน้อยผู้นี้ก็เลยงอกแขนออกมาหลายสิบข้าง คว้าของเล่นสารพัดชนิดเอาไว้ เล่นอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน
คนอื่นมองไม่เห็นนาง จึงเห็นเพียงแค่ของเล่นสารพัดชนิดลอยอยู่กลางอากาศ พัดกระดาษหมุนติ้ว ว่าวลอยขึ้นฟ้า ป๋องแป๋งแกว่งไปมาซ้ายขวาดังป๋องแป๋งไม่หยุด…
“เฮยโกว!”
เฉินสือรู้สึกกดดันเป็นอย่างยิ่ง รีบเอ่ยถามว่า “กดไว้ไหวไหม?”
เฮยโกวรู้สึกกดดันยิ่งกว่าเขาเสียอีก มันพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมจิตใจของผู้คนนับร้อยที่อยู่บนถนนเส้นนี้ เหนื่อยจนต้องอ้าปากหอบหายใจแฮกๆ แลบลิ้นออกมา
มันใช้พลังทั้งหมดในการควบคุมสถานการณ์ เพื่อควบคุมคนนับร้อยบนถนนเส้นนี้ จึงหลงลืมที่จะแทรกแซงการรับรู้ของเฉินสือไป
หลังจากที่ปู่จากไป เฉินสือก็ถูกสุนัขตัวนี้แทรกแซงการรับรู้มาโดยตลอด ในเวลานี้สติสัมปชัญญะของเขาฟื้นคืนกลับมาทันที เขารีบตั้งสติ มองไปที่เฮยโกวด้วยความตกตะลึง คิดในใจว่า “สุนัขบ้านข้าดูเหมือนจะผิดปกติไปหน่อย… อืม เดิมทีก็ไม่ปกติตั้งแต่แรกแล้วนี่นา ปล่อยมันไปเถอะ”
สุนัขตัวนี้เป็นสุนัขที่ปู่ทิ้งไว้ให้ ถือเป็น “คน” ที่ใกล้ชิดเขามากที่สุด ต่อให้มันจะไม่ปกติ เฉินสือก็ไม่คิดที่จะทอดทิ้งมัน
เฮยโกวพยายามควบคุมสถานการณ์บนถนนอย่างหนักหน่วงด้วยความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ความเข้มแข็งของจิตใจของผู้คนบนถนนแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน และยังมีผู้บำเพ็ญเพียรเดินผ่านไปมาบริเวณใกล้เคียงอยู่ตลอดเวลา การที่จะทำให้ทุกคนไม่รู้สึกถึงความผิดปกติได้นั้น ถือเป็นการทดสอบความสามารถของมันอย่างยิ่งยวด
แต่โชคดีที่เจ้าแม่หงซานเบื่อของเล่นเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว และหันไปสนใจอย่างอื่นแทน
เฉินสือเดินตามนางวิ่งวุ่นไปทั่ว ยังไม่ทันถึงเที่ยงวัน เงินหนึ่งร้อยตำลึงก็ถูกใช้ไปเกือบครึ่ง หลังจากนั้นก็เข้าไปในร้านขายผ้า หาช่างตัดเสื้อมาตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นาง แล้วค่อยมารับในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ในที่สุดเงินหนึ่งร้อยตำลึงก็ถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยง
ความทุกข์ใจก่อตัวขึ้นในใจของเฉินสือ แม้ว่าท่านซิวไฉจะมีทรัพย์สินส่วนตัวอยู่บ้าง แต่ก็ทนการใช้จ่ายแบบนี้ไม่ไหว เกรงว่าอีกไม่นาน ตนเองคงจะต้องอดตายแน่ๆ
“ข้ามาที่หอหงซานเพื่อหาเงิน แต่ตอนนี้ยังหาเงินไม่ได้สักแดงเดียว กลับต้องเสียเงินไปตั้งมากมาย”
เขากำลังคิดหาวิธีหาเงินอื่นๆ อยู่นั้น แต่วิธีที่ได้เงินมาง่ายๆ ดูเหมือนจะถูกบันทึกไว้ในกฎหมายของราชวงศ์หมิงหมดแล้ว คนธรรมดาทั่วไปทำไม่ได้หรอก
เฉินสือนึกถึงตอนที่ตัวเองได้กระดองเต่าปี้ซี่มาจากศาลเจ้าซานจวิน แล้วนำกระดองเต่าปี้ซี่ไปขายเพื่อหาเงินขึ้นมาได้ บางทีเขาอาจจะไปที่สถานที่ที่เจ้าแม่หงซานถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อค้นหาซากโบราณสถานอะไรสักอย่าง แล้วกอบโกยเงินก้อนโตมาอีกครั้งก็ได้ เขาจึงเอ่ยถามว่า “เจ้าแม่ ตอนนั้นท่านถือกำเนิดมาจากที่ไหนหรือ?”
เจ้าแม่หงซานตอบว่า “สถานที่ที่ข้าถือกำเนิดขึ้นมา ก็คือเนินเยียนเสียบนเขาเหิงกง ออกจากเมืองไปทางทิศใต้ประมาณสี่สิบลี้ก็ถึงแล้ว”
เฉินสือไต่ถามว่า “ช่วยพาข้าไปดูหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิ!”
เฉินสือกระโดดขึ้นไปบนรถไม้ ดึงนางขึ้นมาบนรถ เฮยโกวก็คืนเข็มทิศให้เฉินสือ
“เฮยโกว เจ้าก็ขึ้นรถมาสิ” เฉินสือเอ่ย
เฮยโกวปีนขึ้นรถ นั่งอยู่ด้านหลัง เฉินสือควบคุมเข็มทิศ มุ่งหน้าไปยังทิศใต้ของเมือง
ยังไม่ทันออกจากเมือง ก็เห็นว่าข้างหน้ามีผู้คนเนืองแน่นกีดขวางถนน เฉินสือยืนอยู่บนรถ ชะเง้อมองไปข้างหน้า ก็เห็นขอทานแขนขาดขาขาดสิบกว่าคนกำลังกีดขวางถนนอยู่ ขอทานเหล่านี้มีทั้งชายหญิงคนชราและเด็ก พวกเขากำลังขอทานตามร้านค้าสองข้างทาง ถ้าไม่ให้เงินก็จะไม่ยอมหลีกทางให้
ผู้คนบนถนนก็ไม่สามารถเดินผ่านไปได้ ถูกกีดขวางอยู่ที่นี่
“คนของสมาคมเทียนเหล่านี่”
เจ้าแม่หงซานพยายามชะเง้อมอง พร้อมกับกล่าวว่า “คนของสมาคมเทียนเหล่าไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นชิ้นเป็นอัน ในนามก็บอกว่าหากินกับดินฟ้าอากาศ แต่จริงๆ แล้วก็คือหากินด้วยการขอทานนั่นแหละ พวกเขาปิดถนนเส้นนี้ อีกนานกว่าจะยอมหลีกทาง พวกเราอ้อมไปทางอื่นกันเถอะ”
เฉินสือจึงเดินอ้อมไป แต่ถนนอีกสองเส้นข้างๆ ก็ถูกคนของสมาคมเทียนเหล่าปิดกั้นเอาไว้เช่นกัน จึงทำได้เพียงเดินอ้อมไปทางประตูเมืองทิศตะวันออก
สำนักงานใหญ่ของสมาคมเทียนเหล่าตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองทิศตะวันออก เป็นคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่กว่าสิบหมู่ มองจากที่ไกลๆ เฉินสือก็เห็นหัวขนาดยักษ์ของเทียนเหล่าตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางบ้านเรือน หมุนไปมาเป็นระยะๆ มองไปรอบทิศทาง ปากขยับเปิดปิดเบาๆ ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่
ภายในสำนักงานใหญ่ของสมาคมเทียนเหล่ากำลังมีการก่อสร้างครั้งใหญ่ ดูเหมือนจะกำลังสร้างตำหนักสักหลังหนึ่ง แต่ขนาดของมันใหญ่กว่าตำหนักปกติหลายเท่าตัว คาดว่าน่าจะเป็นสถานที่สำหรับประดิษฐานเทียนเหล่า
ทันใดนั้น เทียนเหล่าก็มองเห็นเฉินสือ สายตาของนางเต็มไปด้วยความอำมหิต เผยให้เห็นถึงความเคียดแค้นชิงชัง
เฉินสือรู้สึกหวาดหวั่น รีบหลบฉากออกไปทันที
“ช่วงนี้สมาคมเทียนเหล่ากำลังเจริญรุ่งเรืองมาก สมาชิกในสมาคมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ควันธูปก็เริ่มจะหนาแน่นขึ้น เกรงว่าอีกไม่นานคงจะตามข้าทันแล้วล่ะ”
เจ้าแม่หงซานรู้สึกกังวลเล็กน้อย กล่าวว่า “ตอนนี้ข้ายังพอกดหัวนางไว้ได้ แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งข้ากดหัวนางไว้ไม่ได้ เกรงว่าหอหงซานของเราคงจะต้องตกที่นั่งลำบากแน่”
เฉินสือไต่ถามว่า “เจ้าแม่ สมาคมเทียนเหล่ายังชีพด้วยการขอทานเพียงอย่างเดียวหรือ?”
เจ้าแม่หงซานส่ายหน้า พร้อมกับกล่าวว่า “การขอทานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจการของพวกเขาเท่านั้น สมาคมเทียนเหล่ายังชีพด้วยวิชาเสกสัตว์เลี้ยง ข้าได้ยินเสี่ยวเฉิงบอกว่า พวกเขายังมีกิจการตัดแต่งอวัยวะคนเป็น (ไฉ่เซิงเจ๋อกว่อ) อีกด้วย”
เฉินสือฟังไม่เข้าใจ เขาควบคุมรถไม้แล่นออกจากเมือง มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ พุ่งตรงไปยังเนินเยียนเสีย
ภูเขาเหิงกงเป็นเทือกเขาขนาดใหญ่ที่ทอดตัวจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีความยาวถึงหกเจ็ดพันลี้ หากจะว่ากันตามหลักแล้ว ภูเขาเฉียนหยางก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเหิงกงเช่นกัน เป็นสาขาที่ค่อนข้างยิ่งใหญ่สาขาหนึ่ง
พวกเขาแล่นรถมาจนถึงเนินเยียนเสีย ก็เห็นว่าบรรยากาศรอบด้านเริ่มรกร้างว่างเปล่า บนพื้นดินไม่มีต้นไม้ใบหญ้าใดๆ เลย ไม่ต้องพูดถึงพืชผลทางการเกษตรเลย
มองออกไปไกลๆ ตลอดระยะทางกว่าสิบลี้ เต็มไปด้วยพื้นผิวโลกที่เรียบเนียนราวกับกระจก ซึ่งเกิดจากการหลอมละลายของผืนปฐพีและแข็งตัวขึ้นมาใหม่
เฉินสือกระโดดลงจากรถไม้ เดินไปบนผืนปฐพีที่เรียบเนียนราวกับกระจก ใต้ผิวกระจกนั้นมีโครงกระดูกที่ดูเหมือนมังกรนอนทอดกายยาวเหยียดไปไกลกว่าหนึ่งลี้
เขามองไปข้างหน้า เนินเยียนเสียตั้งตระหง่านอยู่บนผืนปฐพีที่เรียบเนียนราวกับกระจกอย่างโดดเด่น
สถานที่แห่งนี้ราวกับเพิ่งผ่านพ้นการต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวมา การต่อสู้ได้หลอมละลายผืนปฐพี และผนึกเอาสิ่งของที่เก่าแก่โบราณมากมายเอาไว้ใต้ผืนดิน!
เจ้าแม่หงซานพาเขามาที่เนินเยียนเสีย ก็เห็นว่าเนินเยียนเสียถูกผ่าซีกออกตรงกลาง อีกฟากหนึ่งของภูเขาก็คือท้องทะเล สามารถสูดดมกลิ่นอายของลมทะเลเค็มๆ ได้
เจ้าแม่หงซานชี้ไปที่รอยแยกขนาดใหญ่ พร้อมกับกล่าวว่า “ข้าถือกำเนิดขึ้นมาจากที่นี่แหละ ข้าได้ยินเสี่ยวเฉิงบอกว่า เมื่อหลายปีก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้ภูเขาลูกนี้แยกออกจากกัน แล้วข้าก็โผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน เลือดเนื้อของข้าปีนป่ายขึ้นมาจนกลายเป็นสิ่งชั่วร้าย ทำให้มีคนตายไปมากมาย”
เฉินสือชะโงกหน้ามองลงไปในหุบเขารอยแยก ก็เห็นว่าบนหน้าผาภายในหุบเขา มีอารามที่ทรุดโทรมหลังหนึ่ง สร้างแนบไปกับหน้าผา เป็นอารามลอยฟ้า!
เฉินสือให้เฮยโกวกับรถไม้รออยู่บนเนินเยียนเสีย ส่วนเขาพาเจ้าแม่หงซานหาทางลงไปที่ก้นหุบเขา จากนั้นก็ปีนหน้าผาขึ้นมาจากก้นหุบเขา จนมาถึงอารามลอยฟ้าแห่งนั้น
เฉินสือพยายามอ่านตัวอักษรบนป้ายชื่ออารามลอยฟ้าที่พังทลายลงมา อ่านอยู่นาน ก็หาชิ้นส่วนป้ายชื่อมาต่อกันอีกหลายชิ้น ถึงได้รู้ชื่อของอารามแห่งนี้
“อารามเจ้าแม่หม่าจู่”

0 Comments