ตอนที่ 145 เจ้าแม่หงซาน
แปลโดย เนสยังดวงตาของเฉินสือสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ในเวลากลางคืน เพียงแต่มองได้ไม่ไกลนัก เขาพยายามเพ่งสายตา ก็เห็นว่าเงาดำนั้นคือหมีดำตัวหนึ่ง สวมเสื้อผ้าของมนุษย์อยู่ด้านนอก เป็นชุดนักพรตของบัณฑิต บนหัวเกล้าผมเป็นมวยและปักปิ่นเอาไว้
ชุดนักพรตของมันค่อนข้างหลวมกว้าง ช่วยปกปิดเรือนร่างที่อ้วนท้วนเอาไว้ได้
เรื่องที่บัณฑิตสวมชุดนักพรตนั้น ว่ากันว่ามีที่มาจากจักรพรรดิเจียจิ้ง จักรพรรดิเจียจิ้งทรงเป็นบุคคลในวิถีเต๋า มีพระนามว่าตี้จวินหมื่นปี หรือเทียนซุนขั้วม่วง และได้พระราชทานชุดนักพรตให้แก่ขุนนางบุ๋นบู๊ ภายหลังบัณฑิตจึงถือเอาการสวมชุดนักพรตเป็นความภาคภูมิใจ
หากบังเอิญเผชิญหน้ากับหมีตัวนี้ในยามวิกาล คงต้องคิดว่ามันเป็นเพียงบัณฑิตหญิงร่างท้วมคนหนึ่งแน่ๆ ต้องเดินเข้าไปใกล้ถึงจะดูออกว่ามันคือหมี
ทว่าเมื่อมองเห็นชัดเจนแล้วก็มักจะสายเกินไป หมีดำจะพุ่งตะครุบเข้ามาและจับคุณกินเสีย!
หมีดำตัวนี้แทะขาของบัณฑิตผู้นั้นไปพลาง ก็หันซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวังไปพลาง เวลาที่มันกินอาหารนั้นส่งเสียงเบามาก น่าจะเป็นเพราะกลัวว่าจะทำให้คนอื่นๆ ตื่น
ทันใดนั้น มันก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงหันขวับมาทางเฉินสือ
แววตาของเฉินสือเป็นประกาย กำลังจะร่ายเวทสังหารหมีดำตัวนี้ แต่จู่ๆ ในห้องก็มีแสงศักดิ์สิทธิ์สว่างวาบขึ้น ด้านหลังศีรษะของจ้าวไคอวิ้นปรากฏศาลเจ้าและครรภ์เทพขึ้นมา เสียงดังวืด ปราณกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกไป!
หมีดำคล่องแคล่วว่องไวมาก ถึงกับสามารถหลบกระบี่ปราบมารจื่ออู่ของจ้าวไคอวิ้นได้ในระยะประชิดขนาดนี้ มันยื่นมือออกไปคว้าตัวบัณฑิตที่ถูกกินไปแล้วครึ่งหนึ่งขึ้นมา ชนกำแพงดังโครมจนทะลุ แล้วหลบหนีออกจากห้องไป!
“ไอ้สิ่งชั่วร้าย ยังคิดจะหนีอีก!”
จ้าวไคอวิ้นก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะสามารถหลบปราณกระบี่ของเขาได้ จึงรีบพลิกตัวกระโดดไล่ตามออกไป ทันใดนั้นก็มีเสียงลมพัดหวิวผ่านร่างไป ทำเอาร่างของเขาแทบจะปลิวถลาไปข้างหน้า
จ้าวไคอวิ้นตกใจปนสงสัย รีบทรงตัวให้มั่น ก็เห็นว่าร่างที่พุ่งทะลุรอยโหว่ออกไปนั้นเป็นร่างเล็กๆ ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเฉินสือ ที่กำลังพุ่งตรงดิ่งไปยังหมีดำตัวนั้น!
“อย่าเข้าไปใกล้!”
จ้าวไคอวิ้นร้องตะโกนด้วยความตกใจ แต่กลับเห็นร่างนั้นปะทะกับหมีดำที่กำลังกระโดดหนีอย่างรวดเร็วเพียงแผ่วเบา เงาดำร่างยักษ์นั้นก็ราวกับถูกฟ้าผ่า ปลิวกระเด็นไปด้านข้าง เสียงดังโครมคราม ชนกำแพงทะลุไปหลายชั้นถึงได้หยุดนิ่งลง
บัณฑิตคนอื่นๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ต่างพากันลุกขึ้นมองออกไปข้างนอก
พวกเขาล้วนเป็นซิวไฉ ได้รับครรภ์เทพประทาน ในเวลานี้ศาลเจ้าแต่ละหลังถูกเรียกออกมา ครรภ์เทพเปล่งแสงสว่างไสว ส่องสว่างให้สถานีโพสต์สว่างไสวราวกับตอนกลางวัน
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
รอบด้านมีแต่ความสับสนวุ่นวาย มีแต่เสียงไต่ถามดังระงมไปทั่ว
จ้าวไคอวิ้นรีบพุ่งตัวไปข้างหน้า ก็เห็นปีศาจหมีดำตัวนั้นกระดูกแหลกเหลวไปทั้งตัว กองอยู่ใต้กำแพงราวกับโคลนเละๆ กองหนึ่ง สิ้นลมหายใจไปแล้ว
จ้าวไคอวิ้นยังคงตะลึงงัน รีบวิ่งไปที่ข้างกายเฉินสือ ก็เห็นเลือดลมของเฉินสือเดือดพล่าน ก่อตัวเป็นเมฆเลือดหมอกขึ้นภายนอกร่างกาย ช่วยพยุงร่างของบัณฑิตที่ถูกแทะน่องจนขาดลอยอยู่กลางอากาศ
“เขาโดนยันต์มอมวิญญาณ วิญญาณถูกทำให้ลุ่มหลง เดินวนเวียนอยู่ระหว่างโลกคนเป็นกับคนตาย ก็เลยหลับไม่ยอมตื่น”
เฉินสือใช้เลือดลมพยุงตัวบัณฑิตคนนั้นไว้ มือขวาประสานมุทรากระบี่ แล้วพูดรัวเร็วว่า “ข้าจะใช้ยันต์เรียกวิญญาณเรียกวิญญาณของเขากลับมา ให้วิญญาณกลับคืนสู่ร่าง!”
สิ้นเสียง นิ้วชี้กับนิ้วกลางมือขวาที่ประสานเป็นกระบี่ก็ตวัดวาดเป็นพู่กัน วาดยันต์เรียกวิญญาณขึ้นกลางอากาศ เลือดลมควบแน่นกลายเป็นยันต์ จากนั้นก็ส่งเสียงดังวืดพร้อมกับสว่างวาบขึ้นมา ตัวอักษรที่บิดเบี้ยวและดูลึกลับเปล่งประกายระยิบระยับ ถูกเฉินสือผลักเบาๆ ให้แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของบัณฑิตผู้นั้น
“โอ๊ย เจ็บ!”
บัณฑิตผู้นั้นสะดุ้งตื่นขึ้นมา กุมน่องของตัวเองพร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา
เฉินสือไม่ได้สนใจบัณฑิตผู้นั้น แต่เดินไปตรงหน้าปีศาจหมีดำที่ตายแล้ว ราวกับกำลังคลำหาอะไรบางอย่าง
จ้าวไคอวิ้นเห็นดังนั้นก็รีบตามไป รู้สึกเลื่อมใสในตัวเขาอย่างสุดซึ้ง กล่าวว่า “น้องเฉิน วิชายันต์ของเจ้าล้ำเลิศถึงเพียงนี้ หากไปที่หอหงซาน เกรงว่าคงจะได้รับเงินเดือนถึงสามสิบตำลึง อย่างน้อยๆ ก็ได้เป็นถึงครูฝึก! สิ่งชั่วร้ายตัวนี้ช่างบังอาจนัก ถึงกับกล้าวิ่งเข้ามากินคนถึงในสถานีโพสต์ ใจกล้าห่อฟ้าจริงๆ!”
เฉินสือส่ายหน้าพลางกล่าว “มันไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย”
“ไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย?” จ้าวไคอวิ้นชะงักไป
เฉินสือคลำไปที่หลังหัวของหมีดำ ทันใดนั้นก็จับขนแข็งๆ เส้นหนึ่งได้ แล้วออกแรงดึง ร่างของปีศาจหมีดำตัวนั้นก็บิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปไป ไม่นานก็เปลี่ยนจากหมีกลายเป็นหญิงสาวคนหนึ่ง!
“นี่คือวิชาเสกสัตว์เลี้ยง (จ้าวชู่ชู่) เป็นวิชาอาคมแขนงหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้น่าจะฝึกวิชาเสกสัตว์เลี้ยง สามารถเปลี่ยนคนอื่นให้กลายเป็นสัตว์เลี้ยง หรือเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสัตว์ร้ายได้”
เฉินสือสันนิษฐาน “นางเปลี่ยนตัวเองเป็นหมีดำ แต่ควบคุมสัญชาตญาณสัตว์ป่าเอาไว้ไม่ได้ ก็เลยออกมาจับคนกิน”
จ้าวไคอวิ้นมองเห็นป้ายไม้ที่แขวนอยู่ข้างเอวของหญิงสาวคนนั้น ก็ตกใจจนหน้าถอดสี ร้องเสียงหลงว่า “นี่มันศิษย์ของสมาคมเทียนเหล่า! ก่อเรื่องใหญ่แล้ว! น้องเฉิน พวกเรารีบหนีกันเถอะ!”
เขากระชากป้ายไม้นั้นมา แล้วหันหลังเดินหนีไปทันที
เฉินสือรีบเดินตามไป ไต่ถามว่า “สมาคมเทียนเหล่าคืออะไรหรือ? พี่จ้าว ครั้งนี้คนของสมาคมเทียนเหล่าใช้วิชาเสกสัตว์เลี้ยงจนเสียการควบคุม วิ่งเข้ามากินคนในสถานีโพสต์ พวกเราต่างหากที่เป็นฝ่ายถูก ทำไมถึงต้องหนีด้วย?”
จ้าวไคอวิ้นส่งสัญญาณให้เขาเงียบไว้ก่อน พอเดินกึ่งวิ่งออกมาพ้นสถานีโพสต์แล้ว ถึงได้พูดขึ้นว่า “ถึงจะมีเหตุผลก็พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก! ทางการของก่งโจวไม่ยอมเข้ามายุ่งเกี่ยว แล้วยังมีที่ไหนให้พูดจาด้วยเหตุผลได้อีก? ข้าเป็นฟู่ซือของหอหงซาน พวกเราไปที่หอหงซานกัน เอาป้ายคำสั่งนี้ไปตั้งไว้หลังกระถางธูปของหอหงซาน ขอยืมพลังควันธูปของหอหงซานมากดทับป้ายคำสั่งเอาไว้ เทียนเหล่าย่อมไม่กล้ามาตอแยเจ้าแม่หงซานหรอก!”
ในใจของเฉินสือรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย ตอนกลางวันเขาเคยเห็นสิ่งชั่วร้ายที่ชุมนุมเฉาเหล่า ชุมนุมเหยียนเหล่า และหอหงซานกราบไหว้บูชามาแล้ว แต่ละตนล้วนทรงพลังอำนาจ ราวกับเป็นเทพมารก็ไม่ปาน หากถูกตัวตนระดับนั้นหมายหัวเข้า คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ!
“พี่จ้าว ข้าขอเป็นคนถือป้ายคำสั่งเทียนเหล่านี่เองเถอะ จะได้ไม่พลอยทำให้ท่านเดือดร้อนไปด้วย” เฉินสือกล่าว
จ้าวไคอวิ้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่งป้ายเทียนเหล่าให้เขา พร้อมกับกล่าวว่า “ของสิ่งนี้ห้ามทำลายเด็ดขาด หากพังทลายลง เทียนเหล่าจะสัมผัสถึงตัวเจ้าได้ทันที ถ้านางรู้ว่าเจ้าฆ่าศิษย์ของสมาคมเทียนเหล่าไป นางจะต้องจับตัวเจ้าไปทรมานจนอยู่ไม่สู้ตายแน่!”
เฉินสือกล่าวขอบคุณ
จ้าวไคอวิ้นกับเขาเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน เพิ่งพูดคุยกันได้ไม่กี่ประโยค แต่กลับปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่ง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของเฉินสือแท้ๆ แต่เขากลับเสนอตัวเข้ามาช่วยคิดหาทางออกให้
“เป็นคนที่ควรค่าแก่การคบหา” เฉินสือคิดในใจ
แม้โลกนี้จะโหดร้ายและเต็มไปด้วยอันตราย แต่เขาก็ยังได้พบกับผู้คนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นจูเก่อเจี้ยน หลี่เทียนชิง ติงตง และจ้าวไคอวิ้นที่อยู่ข้างกายเขาในตอนนี้
สำนักงานใหญ่ของหอหงซานอยู่ห่างจากสถานีโพสต์ไม่ไกลนัก ห่างกันแค่สองลี้ จ้าวไคอวิ้นมาถึงหน้าสำนักงานใหญ่ ก็เห็นบุรุษร่างบึกบึนของหอหงซานหลายคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู และยังมีสิงโตหินสองตัวสูงท่วมหัวคนตั้งอยู่หน้าประตูด้วย
เมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้ามา สิงโตหินสองตัวนั้นก็ขยับตัวกะทันหัน สิงโตหินตัวหนึ่งกระโดดลงมาจากฐานหิน ยกเท้าหน้าอันใหญ่โตขึ้นมาขวางทางพวกเขาทั้งสองคนเอาไว้
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” บุรุษร่างบึกบึนของหอหงซานคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
จ้าวไคอวิ้นหยิบของแทนตัวของหอหงซานออกมา สิงโตหินตัวนั้นถึงได้ยอมปล่อยให้พวกเขาผ่านไป
บุรุษร่างบึกบึนเหล่านั้นก็ไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด
จ้าวไคอวิ้นรีบเอ่ยถามรัวเร็ว “ศิษย์พี่ทั้งหลาย ท่านประมุขหออยู่หรือไม่?”
บุรุษร่างบึกบึนคนหนึ่งส่ายหน้าตอบว่า “ท่านประมุขไม่อยู่ ที่ป้อมเผิงมีสิ่งชั่วร้ายปรากฏตัวขึ้น พี่น้องของเราตายไปหลายคน หัวหน้าเซียวก็ยังเอามันไม่ลง แถมยังได้รับบาดเจ็บสาหัส ท่านประมุขจึงต้องเดินทางไปจัดการด้วยตัวเอง”
“แล้วมีหัวหน้าคนไหนอยู่ที่สำนักงานใหญ่บ้าง?”
“หัวหน้าลู่อยู่ที่โถงจุดธูป”
จ้าวไคอวิ้นรีบพาเฉินสือเข้าไปในสำนักงานใหญ่ทันที เฉินสือมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา เดินไปแค่สองสามก้าวก็เจอกระถางธูปหนึ่งใบ ภายในกระถางมีควันธูปพวยพุ่ง ทุกๆ สิบก้าวจะต้องมีโคมไฟแขวนอยู่ เป็นโคมไฟสีแดง
เส้นทางภายในสำนักงานใหญ่คดเคี้ยวเลี้ยวลด เดินลอดใต้อาคารสูงใหญ่ผ่านระเบียงทางเดินยาวเหยียด จากนั้นก็เดินเลียบกำแพงผ่านประตูไปอีกหลายบาน ถึงได้มาถึงโถงจุดธูป
ภายในโถงจุดธูปมีตะเกียงน้ำมันหอมตั้งอยู่เก้าสิบเก้าดวง แม้จะมีแสงไฟมากมาย แต่ก็ไม่ได้สว่างไสวมากนัก
มีคนนั่งอยู่บนเบาะรองนั่งหน้าตะเกียงน้ำมันหอมหลายคน หนึ่งในนั้นกำลังถอดวิญญาณหยวนอิง (วิญญาณบริสุทธิ์) ออกมา ล่องลอยไปมาระหว่างเปลวไฟของตะเกียงน้ำมันหอม เข้าๆ ออกๆ ในเปลวไฟ
คนผู้นั้นน่าจะเป็นฟู่ซือ รอบๆ เบาะรองนั่งที่เขานั่งอยู่ เลือดลมก่อตัวเป็นโครงสร้างของยันต์แสงทองคำ เขาคงจะได้รับบาดเจ็บ ยันต์แสงทองคำมีอีกชื่อหนึ่งว่ายันต์แสงทองคุ้มกาย สามารถช่วยปกป้องจิตวิญญาณแห่งมรรค ไม่ให้ถูกสิ่งชั่วร้ายภายนอกรุกรานได้
วิญญาณหยวนอิงของเขามีขนาดไม่ใหญ่ มีขนาดเท่าปลายนิ้วเท่านั้น มันเดินไปมาอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ ดูดซับพลังหยางบริสุทธิ์ในเปลวไฟของตะเกียงน้ำมันหอม เพื่อซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของตัวเอง
เปลวไฟที่วิญญาณหยวนอิงของเขาเดินผ่าน จะหรี่แสงลงอย่างรวดเร็ว และต้องใช้เวลาสักพักถึงจะกลับมาสว่างตามเดิม
เฉินสือไม่ใช่คนของหอหงซาน จึงต้องรออยู่ข้างนอก จ้าวไคอวิ้นเดินเข้าไป โค้งคำนับคนหลายคนที่นั่งอยู่บนเบาะรองนั่งทีละคน จากนั้นก็เดินไปที่ข้างกายคนผู้หนึ่ง ค้อมเอวลงและกระซิบอะไรบางอย่าง
เฉินสือยืนอยู่หน้าโถงจุดธูป มองเลยไปยังด้านหลังของโถง ก็เห็นแสงจันทร์สาดส่องลงมา ทันใดนั้นก็มีละอองแสงร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ปลิวว่อนลงไปที่ด้านหลังของโถง สีสันสดใสสวยงาม ราวกับดอกสาลี่ที่ร่วงหล่นลงมาเต็มต้น
และที่ด้านหลังของโถงจุดธูป ก็คือภูเขาเนื้อก้อนหนึ่ง โดยไม่ได้กลิ่นผิดปกติใดๆ ลอยมาเลย
ภูเขาเนื้อก้อนนั้นก็คือไท่ซุ่ยสายเลือด
ไท่ซุ่ยสายเลือดกำลังดูดซับแสงจันทร์ ถึงได้เกิดเป็นภาพละอองแสงจันทร์ร่วงหล่นราวกับดอกสาลี่เช่นนี้!
“ไท่ซุ่ยสายเลือดแข็งแกร่งมาก!”
ในใจของเฉินสือรู้สึกสั่นสะท้านเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็รู้สึกไม่เข้าใจในเวลาเดียวกัน “ไท่ซุ่ยสายเลือดจงใจดูดซับแสงจันทร์ ไม่กลัวว่าจะถูกแสงจันทร์กลืนกินจนกลายเป็นสิ่งชั่วร้ายหรือ?”
การดูดซับแสงจันทร์ จะทำให้กลายเป็นสิ่งชั่วร้าย นี่เป็นเรื่องที่รู้กันทั่วไป
เฉินอิ๋นตูปู่ของเฉินสือ อายุขัยสิ้นสุดลง ต้องจัดงานศพให้ตัวเองเพื่อหลอกลวงยมทูต รอดพ้นจากความตายมาได้ แต่ทว่ากลับหนีไม่พ้นการถูกแสงจันทร์สาดส่อง ทำให้บางครั้งก็มีสติสัมปชัญญะ บางครั้งก็เลื่อนลอย และมักจะอยากกินหลานชายของตัวเองอยู่เสมอ
ต่อมาเมื่อเฉินอิ๋นตูต่อสู้กับพระโพธิสัตว์ปีศาจ เขาก็ไม่อาจสะกดกลั้นสัญชาตญาณมารเอาไว้ได้อีก จึงต้องเป็นฝ่ายเดินทางเข้าสู่ปรโลกด้วยตัวเอง แต่สัญชาตญาณมารนั้นก็เกิดขึ้นเพราะถูกแสงจันทร์สาดส่องนั่นเอง
ไท่ซุ่ยสายเลือดจงใจดูดซับแสงจันทร์ แต่กลับไม่ได้ออกเข่นฆ่าผู้คนอย่างบ้าคลั่ง ในสายตาของเฉินสือถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก
เวลานี้ หัวหน้าลู่ที่อยู่ในโถงจุดธูปหันมามองเฉินสือ พร้อมกับกล่าวเสียงเบาว่า “ในเมื่อเป็นความกล้าหาญผดุงคุณธรรม หอหงซานของเราจะนิ่งดูดายไม่ได้”
หัวหน้าลู่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เอ่ยว่า “น้องเฉิน เจ้าเข้ามาสิ”
เฉินสือกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในโถงจุดธูป จ้าวไคอวิ้นก็รีบเอ่ยเตือน “เดินช้าๆ หน่อย อย่าให้มีลมพัด วิญญาณหยวนอิงของหัวหน้าเซียวได้รับบาดเจ็บ กำลังรักษาตัวอยู่ โดนลมพัดไม่ได้”
เฉินสือชะลอฝีเท้าลง แล้วเดินเข้าไปในโถงจุดธูป
หัวหน้าลู่สั่งการว่า “น้องเฉิน เจ้านำป้ายคำสั่งเทียนเหล่านั่นไปแขวนไว้ที่หลังกระถางธูปใบนั้น แล้วจุดธูปสามดอกให้เซียนกระเรียน (เห้อถงจื่อ) หากเซียนกระเรียนรับควันธูป แล้วไปรายงานให้เจ้าแม่ทราบ ก็แปลว่าไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่รับควันธูป ธูปทั้งสามดอกก็จะล้มลง เช่นนั้นหอหงซานของเราก็คงไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเจ้าได้แล้ว”
เฉินสือกล่าวขอบคุณ เดินไปตามทิศทางที่เขานิ้วชี้ ก็เห็นกระถางธูปสามขาใบหนึ่ง รูปร่างเหมือนคางคกตัวใหญ่หมอบอยู่บนแท่นบูชาจริงๆ
รอบๆ กระถางธูปมีควันธูปพวยพุ่ง ควันสีฟ้าจางๆ ลอยไปหาเซียนกระเรียนที่อยู่ด้านหลัง
เซียนกระเรียนตัวนั้นมีหงอนสีแดงและลำตัวสีขาว ปลายปีกเป็นสีดำเรียงกัน น่าจะเป็นเครื่องลายคราม มันยืนขาเดียวอยู่ตรงนั้น
เฉินสือนำป้ายคำสั่งเทียนเหล่าไปแขวนไว้ที่กรงเล็บของเซียนกระเรียนเครื่องลายคราม แล้วจุดธูปสามดอก
เขายืนรออยู่หน้ากระถางธูปครู่หนึ่ง ธูปในกระถางก็ไม่ล้มลงแต่อย่างใด
ขณะที่เขากำลังรออยู่นั้น ในหัวก็มีเสียงใสแจ๋วของเด็กดังขึ้นมา หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า “เจ้าแม่บอกว่า ศิษย์ของสมาคมเทียนเหล่าทำเรื่องชั่วร้าย คุณชายเป็นตัวแทนสวรรค์ลงทัณฑ์ ไม่ใช่คนเลว เรื่องนี้เจ้าแม่จะรับหน้าไว้ให้เอง เทียนเหล่าจะไม่มาหาเรื่องเจ้า”
เฉินสือถอนหายใจด้วยความโล่งอก ค้อมเอวลงกล่าวขอบคุณ
เสียงของเซียนกระเรียนดังขึ้นอีก “มิกล้า เจ้าแม่บอกว่า คุณชายเป็นผู้มีวาสนาบารมีสูงส่ง เจ้าแม่ก็แค่ช่วยส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้นไปอีกเท่านั้น”
เฉินสือรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าแม่บอกว่า คนของสมาคมเทียนเหล่ารู้เรื่องที่ศิษย์ตายแล้ว และได้รายงานเรื่องนี้ให้เทียนเหล่าทราบแล้ว เทียนเหล่าจะตามมาฆ่าเจ้า คืนนี้เจ้าจงพักอยู่ที่โถงจุดธูปก่อนเถิด”
เซียนกระเรียนพูดต่อ “ผ่านพ้นคืนนี้ไป ทุกอย่างจะปลอดภัย พรุ่งนี้เจ้าก็ค่อยจากไปได้”
เฉินสือกล่าวขอบคุณ แล้วเดินถอยออกมาจากหน้ากระถางธูป
หัวหน้าลู่เอ่ยว่า “ในเมื่อเซียนกระเรียนรับควันธูปของเจ้าแล้ว เจ้าก็จงพักอยู่ที่โถงจุดธูปเถิด วิญญาณหยวนอิงของหัวหน้าเซียวได้รับบาดเจ็บ ก็จะพักอยู่ที่นี่เช่นกัน เจ้านั่งลงข้างๆ หัวหน้าเซียวเถอะ อย่าออกไปข้างนอก หากออกไป เจ้าแม่อาจจะคุ้มครองเจ้าไม่ได้”
เฉินสือกล่าวขอบคุณ แล้วนั่งลงข้างๆ หัวหน้าเซียว
หัวหน้าเซียวหน้าซีดเซียว ริมฝีปากไร้สีเลือด พยักหน้าให้เฉินสือเบาๆ
เฉินสือก็พยักหน้าตอบเช่นกัน
หัวหน้าลู่กล่าวว่า “น้องจ้าวบอกว่าวิชายันต์ของเจ้าล้ำเลิศนัก สามารถวาดยันต์กลางอากาศได้เลย น้องเฉินจะรังเกียจหรือไม่ที่จะแสดงให้ดูสักกระบวนท่า?”
เฉินสือจึงใช้ดัชนีกระบี่วาดยันต์คุ้มภัยออกมาหนึ่งแผ่นทันที
หัวหน้าลู่เห็นดังนั้นก็ตาเป็นประกาย หัวเราะร่า “น้องเฉินอายุยังน้อย แต่วิชายันต์กลับไม่ธรรมดาเลย ในหอหงซานของเราคนที่มีฝีมือเหนือกว่าเจ้าน่าจะมีไม่ถึงสิบคน และทุกคนก็ล้วนแต่เป็นหัวหน้าหรือท่านประมุขทั้งนั้น น้องเฉินสนใจจะเข้าร่วมกับหอหงซานหรือไม่? ข้าสามารถมอบตำแหน่งครูฝึกให้เจ้าได้ จะได้รับเงินเดือนเดือนละสามสิบตำลึงเงิน”
เฉินสือตอบว่า “ข้าจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก เดือนละสามสิบตำลึงคงใช้ได้แค่สามวันเท่านั้น”
หัวหน้าลู่ตกใจมาก “วันละสิบตำลึง! เจ้ากินเงินเป็นอาหารหรือยังไง?”
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า “หัวหน้าของเรา เดือนหนึ่งก็ยังได้แค่ห้าสิบตำลึงเอง ถ้าเงินไม่พอใช้ ก็ต้องออกไปล่าสิ่งชั่วร้ายเพื่อเอาไปขึ้นเงินกับทางการ เดิมทีการปราบสิ่งชั่วร้ายเป็นหน้าที่ของทางการ แต่ทางการขี้เกียจวุ่นวาย ประกอบกับมีมือปราบของที่ว่าการต้องตายไปหลายคน ภายหลังก็เลยยกหน้าที่นี้ให้สมาคมฟู่ซือหอหงซานของเราจัดการแทน ถ้าเจ้ามีฝีมือเก่งกาจพอ ก็อาจจะออกไปล่าสิ่งชั่วร้ายหาเงินเพิ่มได้ ถ้าเจ้าฆ่าสิ่งชั่วร้ายได้มากพอ ก็อาจจะได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า ทีนี้ก็จะได้เดือนละห้าสิบตำลึงแล้ว”
เขาเสริมอีกว่า “เจ้าอย่าคิดว่าหอหงซานของเราเป็นสถานที่กราบไหว้บูชาเทพเจ้าชั่วร้ายล่ะ ความจริงแล้วพวกเราก็เคยเป็นแค่คนยากจนข้นแค้นมาก่อน ก่งโจวนี่เจ้าก็คงเห็นแล้ว ถ้าไม่มีอำนาจหนุนหลังก็อยู่ไม่รอดหรอก พวกเราที่เป็นฟู่ซือก็เลยมารวมตัวกัน ก่อตั้งเป็นหอหงซาน ชื่อเต็มๆ ของหอหงซานก็คือ สมาคมฟู่ซือหอหงซานเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน งานที่ทำก็คืองานช่วยเหลือชาวบ้าน ไม่ใช่งานผิดกฎหมายต้องโทษประหารเสียหน่อย”
เดิมทีเฉินสือรู้สึกว่าหอหงซานมีกลิ่นอายของความชั่วร้ายอยู่บ้าง เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเบาใจลงเล็กน้อย จึงไต่ถามว่า “ข้ามาที่ก่งโจวเพียงเพื่อมาสอบเท่านั้น หลังสอบเสร็จก็จะกลับซินเซียง จะมีปัญหาอะไรไหม?”
หัวหน้าลู่ยิ้มกล่าว “หอหงซานมีกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างผ่อนปรนอยู่แล้ว เจ้าอยากไปก็ไปได้เลย แต่ว่าหลังจากเจ้าออกจากก่งโจวไปแล้ว เจ้าก็จะไม่ได้รับเงินเดือนอีกนะ”
เฉินสือตกลงรับคำทันที
ในขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ข้างนอกก็มีเสียงลมพัดกระโชกแรง ลมกรรโชกหวีดหวิว ราวกับเสียงภูตผีปีศาจร้องไห้คร่ำครวญ และกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ในโถงจุดธูป เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันหอมแต่ละดวงสั่นไหวอย่างรุนแรง ทันใดนั้นก็ลุกพรึบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เปล่งประกายเปลวไฟสีเขียวอมฟ้า พุ่งสูงขึ้นไปถึงห้าหกฉื่อ!
วิญญาณหยวนอิงของหัวหน้าเซียวกำลังรักษาอาการบาดเจ็บอยู่ในเปลวไฟ เมื่อโดนลมหนาวพัดเข้าใส่ ก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดไปทั่วทั้งร่าง จนอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา และกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น
“รีบร่ายยันต์สะกดลมเร็วเข้า!” เขาร้องตะโกน
หัวหน้าลู่รีบเร่งเร้าเลือดลม พยายามจะสะกดลมหนาวเอาไว้ ทว่าเลือดลมเพิ่งจะเริ่มทำงาน รอบด้านก็พลันสว่างไสวขึ้นมา เป็นเฉินสือที่เร่งเร้าเลือดลมจนก่อตัวเป็นยันต์สะกดลม และสะกดลมหนาวเอาไว้ได้แล้ว
เปลวไฟสีเขียวอมฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นไปจึงกลับมาเป็นสีปกติ และเปลวไฟก็เริ่มลดระดับลง
“วิชายันต์ของเขา เหนือกว่าข้าเสียอีก!”
หัวหน้าลู่มองเฉินสือด้วยความตกตะลึง “ฟู่ซือส่วนใหญ่ในหอหงซานของเราฝีมือยังด้อยกว่าเขา เกรงว่าคงจะมีแค่ท่านประมุขเท่านั้นที่จะเอาชนะเขาได้!”
“หงซาน คนของเจ้าฆ่าศิษย์ของข้า เจ้าคิดจะปกป้องมันงั้นรึ?”
มีเสียงของหญิงชราดังมาจากนอกโถงจุดธูป ตะโกนว่า “ส่งตัวมันมา ไม่อย่างนั้นวันนี้ข้าจะล้างเลือดหอหงซานของเจ้าซะ!”
สิ้นเสียงของนาง ทันใดนั้นนางก็แผดเสียงคำรามลั่น บานหน้าต่างของโถงจุดธูปถูกเสียงคำรามกระแทกจนเปิดออก ลมกรรโชกแรงพัดพาเอาความหนาวเหน็บพุ่งทะลักเข้ามาในโถงจุดธูป ตะเกียงน้ำมันเก้าสิบเก้าดวงดับวูบลงพร้อมกัน!
เฉินสืออาศัยแสงจันทร์มองออกไปที่ลานบ้าน ก็เห็นว่าลานบ้านถูกอัดแน่นไปด้วยหัวของหญิงชราขนาดยักษ์ ใบหน้าของหญิงชราปิดกั้นการมองเห็นของพวกเขาจนมิด นางกำลังอ้าปากกว้าง แผดเสียงคำรามลั่น!
“เทียนเหล่า เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว”
มีเสียงอันไพเราะของหญิงสาวดังขึ้น ฟังจากเสียงแล้ว ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเจ้าของเสียงคือภูเขาเนื้อที่อยู่หลังโถงจุดธูป กลับรู้สึกเหมือนเป็นเพียงหญิงสาววัยแรกรุ่นเท่านั้น!

0 Comments