ตอนที่ 113 การหารือสามฝ่าย
แปลโดย เนสยังลมภูเขาในยามค่ำคืนค่อนข้างแรง ดังนั้นพวกคนรับใช้จึงนำม่านสีเขียวมาล้อมศาลาเฟยหลงเอาไว้แต่เนิ่นๆ และจุดเตาไฟไว้กลางศาลา เมื่อทำเช่นนี้ อุณหภูมิภายในศาลาก็ถือว่าพอรับได้
รอจนกระทั่งหวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวงมาถึง คนอื่นๆ รวมถึงผางถ่งก็พากันถอยออกไปหมด นี่คือช่วงเวลาประจำปีที่มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น นอกจากผู้นำตระกูลทั้งสามแล้ว ไม่อนุญาตให้ผู้อื่นเข้าร่วมเด็ดขาด
ผางถ่งเหนื่อยจนแทบขาดใจ เฟยเฉียนเองก็สำลักความเหนื่อยไม่แพ้กัน ทั้งสองรีบกลับไปที่เรือนไม้ หาอะไรกินรองท้องลวกๆ ล้างหน้าล้างตา แล้วก็แยกย้ายกันกลับห้องไปนอน
แต่บนเขาหลู่ซาน ภายในศาลาเฟยหลง การหารือสามฝ่ายเพิ่งจะเปิดฉากขึ้น
การหารือสามฝ่ายนี้ริเริ่มโดยผางเต๋อกงเมื่อหลายปีก่อน ทุกๆ ปีในช่วงเทศกาลตรุษจีน ตระกูลช่ายและตระกูลหวงจะเดินทางมาพบผางเต๋อกงด้วยตัวเอง เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
อย่างไรเสีย เมื่อตระกูลใหญ่ขึ้น ก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือขัดแย้งกัน หากได้บอกกล่าวกันล่วงหน้า หรืออธิบายเหตุผลให้ฟังในภายหลัง ก็จะไม่เกิดความเข้าใจผิดซ้ำซาก จนลุกลามใหญ่โตถึงขั้นแตกหักและไม่อาจแก้ไขได้
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสามตระกูลนั้นแน่นแฟ้นมาก ตระกูลผางและตระกูลหวงไปมาหาสู่กันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ส่วนหวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวง ก็แต่งงานกับบุตรสาวคนโตของช่ายเฝิง ผู้นำตระกูลช่าย เป็นภรรยาเอก ดังนั้น ตระกูลผาง ตระกูลช่าย และตระกูลหวง จึงสร้างพันธมิตรที่ค่อนข้างมั่นคง ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสามตระกูลนี้ยังครอบครองอิทธิพลเกินกว่าครึ่งในแวดวงบัณฑิตแห่งจิงเซียง หากเรื่องใดที่ทั้งสามตระกูลมีความเห็นตรงกัน ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นมติเด็ดขาดเลยทีเดียว
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ตระกูลช่ายค่อนข้างจะโดดเด่นเป็นพิเศษ สตรีตระกูลช่ายแต่งงานกับหลิวเปี่ยว ช่ายเม่าเข้ารับราชการ เรียกได้ว่าบุคคลสำคัญของตระกูลช่ายเริ่มปรากฏตัวสู่เบื้องหน้า ซึ่งก็ดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้ไม่น้อย
ช่ายเฝิงกล่าวกับผางเต๋อกงว่า “ได้ยินมาว่าหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงเคยมาเยือนท่านผางหรือ?” สิ่งที่ตระกูลช่ายสนใจที่สุดก็คือ ผางเต๋อกงมีความคิดที่จะเข้ารับราชการหรือไม่ แม้จะบอกว่าสิ่งที่ผางเต๋อกงศึกษาคือหลักปรัชญาหวงเหล่า แต่ก็ไม่ได้มีกฎห้ามผู้ที่ศึกษาลัทธินี้เข้ารับราชการนี่นา? อีกอย่าง หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงก็ถือเป็นเชื้อพระวงศ์ การทำงานให้ราชสำนักก็ถือเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างมีระดับทีเดียว
ผางเต๋อกงย่อมเข้าใจความหมายของช่ายเฝิงดี นี่เป็นเรื่องปกติวิสัย เขาจึงไม่ได้ปิดบังอะไร และตอบไปว่า “มีเรื่องนี้จริง ผู้ว่าการหลิวเชิญข้าไปรับราชการ แต่ข้าอายุมากแล้ว ดังนั้น…” แน่นอนว่าผางเต๋อกงย่อมไม่พูดตรงๆ ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง จึงปฏิเสธไป ต่างคนต่างมุมมอง สิ่งที่ผางเต๋อกงมองว่าไม่ดี ตระกูลช่ายอาจจะมองว่าพอใช้ได้ก็ได้…
ช่ายเฝิงรับรู้สัญญาณจากผางเต๋อกง จึงพยักหน้ารับ สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือผางเต๋อกงจะเข้ารับราชการ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในแวดวงการเมืองของจิงเซียงอย่างแน่นอน แต่ในเมื่อตอนนี้ผางเต๋อกงไม่คิดจะออกมารับตำแหน่ง อำนาจหลักในจิงเซียงก็ยังคงตกอยู่ในมือของตระกูลช่ายต่อไป ส่วนตระกูลไคว่น่ะหรือ ช่ายเฝิงมองว่ายังด้อยกว่าอยู่นิดหน่อย…
เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจของผางเต๋อกง ช่ายเฝิงจึงได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผางเต๋อกงเรื่องหนึ่ง “ได้ยินมาว่า หลังจากขึ้นปีใหม่ หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงมีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ ในจวนผู้ว่าการใหม่ทั้งหมด…”
การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในช่วงหลังปีใหม่ถือเป็นเรื่องปกติในแวดวงการเมือง แต่การที่ช่ายเฝิงจงใจพูดขึ้นมา และยังเน้นย้ำว่าเป็นตำแหน่งในจวนผู้ว่าการ ย่อมเป็นการสื่อความหมายอย่างชัดเจนว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้อาจจะกระทบถึงคนของท่านผาง และในตอนนี้ คนเดียวที่ถือว่าเป็นคนของผางเต๋อกงและยังรับตำแหน่งอยู่ในจวนผู้ว่าการ ก็มีเพียงเฟยเฉียนเท่านั้น…
หวงเฉิงเยี่ยนแห่งตระกูลหวง แม้จะไม่มีคนในตระกูลรับราชการ แต่ก็เป็นคนแก่ที่ผ่านโลกมามาก มีหรือจะไม่เข้าใจความหมายของช่ายเฝิง เขาเข้าใจทันทีว่าช่ายเฝิงหมายถึงใคร จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “ช่วงนี้ท่านผางเตรียมจะรับศิษย์เพิ่มหรือ?”
เพราะหลายคนรู้ดีว่าเฟยเฉียนกำลังศึกษาอยู่กับผางเต๋อกงที่ตีนเขาหลู่ซาน แต่ก็ไม่เคยได้ยินผางเต๋อกงประกาศข่าวอะไร และไม่เคยได้ยินว่ามีการจัดพิธีรับศิษย์อย่างเป็นทางการ หวงเฉิงเยี่ยนจึงได้ถามเช่นนั้น
นอกจากนี้ หวงเฉิงเยี่ยนยังมีความหมายแฝงอีกอย่างหนึ่ง หากผางเต๋อกงเตรียมจะรับ หรือรับเฟยเฉียนเป็นศิษย์แล้ว การที่หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงจะแตะต้องเฟยเฉียน ก็เท่ากับเป็นการไม่เห็นหัวตระกูลผาง และดูเหมือนเป็นการจงใจหาเรื่องกันเสียมากกว่า…
“หึหึ” ผางเต๋อกงเอ่ยช้าๆ “นับเป็นศิษย์ครึ่งคนก็แล้วกัน”
ศิษย์ยังมีครึ่งคนด้วยหรือ? หรือว่าศิษย์คนนี้จะนับแค่ครึ่งซ้ายหรือครึ่งขวากันแน่?
ช่ายเฝิงและหวงเฉิงเยี่ยนต่างมองหน้าผางเต๋อกงโดยไม่ได้พูดอะไร รอให้เขาอธิบาย
ผางเต๋อกงยังคงใช้น้ำเสียงเนิบนาบเช่นเดิม “อย่าลืมสิว่า เจ้าเด็กนี่น่ะ ยังเป็นศิษย์ของราชเลขาธิการช่ายยงและหลิวหง หลิวหยวนจั๋วอีกด้วยนะ…”
“ถึงกับเป็นศิษย์ของหลิวหยวนจั๋วด้วยรึ?” ช่ายเฝิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แม้ครั้งก่อนจะได้ยินมาว่าหลิวเปี่ยวจัดขบวนรถแห่ไปเชิญเฟยเฉียนมารับตำแหน่ง แต่ตอนนั้นได้ยินแค่ว่าเป็นศิษย์ของช่ายยง ไม่ยักรู้ว่าเป็นศิษย์ของหลิวหง หลิวหยวนจั๋วด้วย…
ส่วนหวงเฉิงเยี่ยนนั้น สำหรับตาเฒ่าช่ายยงที่เอาแต่ศึกษาคัมภีร์ประวัติศาสตร์ เขาไม่ค่อยถูกจริตเท่าไรนัก แต่สำหรับหลิวหง หลิวหยวนจั๋วที่เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ ถือว่าเข้ากับความสนใจของเขาได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าเป็นศิษย์ของหลิวหงด้วย เขาก็ถึงกับหลุดปากออกมาว่า “มิน่าล่ะ! มิน่าล่ะ!”
เมื่อหวงเฉิงเยี่ยนเห็นว่าผางเต๋อกงและช่ายเฝิงมองมา เขาก็หัวเราะหึๆ แล้วเล่าเรื่องที่หวงโต่ว ช่างฝีมือของตระกูลหวง นำชุดรอกมาแสดงในการทดสอบใหญ่ให้ฟัง พร้อมกับบอกว่า “ตอนแรกข้ายังแปลกใจว่าทำไมเขาถึงเชี่ยวชาญด้านเครื่องกลนัก ในเมื่อเป็นศิษย์ของหลิวหยวนจั๋ว ทุกอย่างก็สมเหตุสมผลแล้ว…”
ช่ายเฝิงพยักหน้า กล่าวว่า “ดูจากตรงนี้ เด็กคนนี้ก็รู้จักถ่อมตนดี มีกลิ่นอายของราชเลขาธิการช่ายอยู่ไม่น้อย” ลองคิดดูสิ เป็นถึงศิษย์ของปรมาจารย์ชื่อดังถึงสองท่าน แต่กลับไม่ค่อยป่าวประกาศ หากหลิวเปี่ยวไม่จัดฉากแสดงละครที่หน้าจวนผู้ว่าการในวันนั้น บางทีจนถึงตอนนี้ก็คงยังไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังของเฟยเฉียนคือช่ายยงและหลิวหง…
แต่ข้อมูลเหล่านี้ยังถือเป็นเรื่องเล็กน้อย คำพูดต่อมาของผางเต๋อกงต่างหากที่เปรียบเสมือนระเบิดน้ำลึกที่ถูกทิ้งลงมา “…ข้าได้ถ่ายทอด ‘ลิ่วเทา’ ให้เขาไปแล้ว…”
“อะไรนะ!” ช่ายเฝิงและหวงเฉิงเยี่ยนสบตากัน แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
‘ลิ่วเทา’ คืออะไร? มันคือสมบัติล้ำค่าก้นหีบของผางเต๋อกงเชียวนะ! การที่ผางเต๋อกงนำตำราสำคัญเช่นนี้ไปสั่งสอนให้แก่เฟยเฉียน ย่อมหมายความได้เพียงอย่างเดียวว่า เฟยเฉียนมีความสำคัญในสายตาของผางเต๋อกงเป็นอย่างมาก และความสำคัญนี้ก็มากเกินกว่าที่ช่ายเฝิงและหวงเฉิงเยี่ยนเคยประเมินไว้แต่แรกเสียอีก…
หวงเฉิงเยี่ยนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงถามว่า “ท่านผาง แล้วผางซื่อหยวนล่ะ…”
“หึหึ ซื่อหยวนยังเด็กอยู่ ข้าตั้งใจว่าอีกสักสองสามปีค่อยถ่ายทอดให้เขา”
ช่ายเฝิงและหวงเฉิงเยี่ยนพยักหน้ารับ เกือบจะตกใจแทบแย่ นึกว่าผางเต๋อกงรังเกียจผางถ่งจนไม่ยอมถ่ายทอดวิชาให้เสียอีก ที่แท้ก็เห็นว่าผางถ่งยังเด็กอยู่นี่เอง…
เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องของเฟยเฉียนก็ต้องนำมาทบทวนและวางแผนกันใหม่เสียแล้ว…
ช่ายเฝิงและหวงเฉิงเยี่ยนต่างก็เริ่มคิดคำนวณในใจ
ผางเต๋อกงยิ้มบางๆ ยกชาขึ้นจิบด้วยท่าทีสบายๆ ในใจกลับคิดว่า เพื่อมรรคาที่เจ้าพูดถึง ข้าก็ช่วยเจ้าได้แค่นี้แหละ ส่วนอนาคตจะเป็นเช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าแล้วล่ะ…

0 Comments