ตอนที่ 103 ซือหม่าเกลี้ยกล่อมหวง
แปลโดย เนสยังขณะที่เฟยเฉียนกำลังศึกษาหาความจริงอยู่ที่เขาหลู่ซาน ซือหม่าฮุยก็ได้เดินทางมายังยอดเขาดอกบัวทางตอนเหนือของภูเขาแถบแม่น้ำเหมี่ยนสุ่ย
เชิงเขายอดเขาดอกบัวนี้ มีตระกูลหวงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนี้ว่า ‘ฐานเขาราชสกุลหวง’ และเนื่องจากยอดเขาดอกบัวหันหน้าเข้าหาคุ้งน้ำเหมี่ยนสุ่ย จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘อ่าวตระกูลหวง’
ณ ฐานเขาราชสกุลหวงแห่งนี้ สิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่นที่สุดคือคฤหาสน์ขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่กว้างขวาง นั่นก็คือ ‘คฤหาสน์ตระกูลหวง’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘เรือนเร้นกายตระกูลหวง’
ในเมื่อใช้คำว่า ‘เร้นกาย’ ย่อมต้องมีผู้เร้นกายอาศัยอยู่ และผู้เร้นกายแห่งตระกูลหวงก็คือ หวงเฉิงเยี่ยน ผู้โด่งดังนั่นเอง
ซือหม่าฮุยมาถึงหน้าเรือนเร้นกายตระกูลหวง มองเห็นหวงเฉิงเยี่ยนที่ออกมายืนรอรับอยู่หน้าประตูแต่ไกล จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่วน “ดีๆ! ไม่ได้พบกันนาน ยังดูแข็งแรงดีนี่นา!”
“แน่นอนสิ!” หวงเฉิงเยี่ยนเดินเข้าไปหาหลายก้าว ดึงตัวซือหม่าฮุยมาพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วหัวเราะ “เจ้าก็ไม่เลวเหมือนกันนี่!”
“ดีๆ! ดีทั้งคู่ ดีทั้งคู่นั่นแหละ!” ซือหม่าฮุยเองก็ดีใจมาก ยังไงเสียก็เป็นเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานาน การที่ต่างฝ่ายต่างยังมีสุขภาพแข็งแรงดี ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งแล้ว
เมื่อทั้งสองประคองกันเดินเข้าประตูไปจนถึงห้องโถงและนั่งลงเรียบร้อย รอจนสาวใช้ยกน้ำชาและขนมมาให้ หวงเฉิงเยี่ยนจึงหัวเราะหึๆ แล้วถามว่า “คราวนี้มาหาข้ามีธุระอะไรล่ะ?”
“ดีๆ!” ซือหม่าฮุยส่ายหน้า หัวเราะหึๆ “ไม่มีธุระจะมาหาไม่ได้เลยเชียวหรือ?”
“เจ้าไม่มีธุระน่ะรึ? หึๆ…” หวงเฉิงเยี่ยนเริ่มนับนิ้ว “ปีที่สิบแห่งรัชศกซีผิง เจ้ามาหาข้า ให้ข้าทำจอกสุราให้ตั้งหลายใบ ปีที่สิบสองแห่งรัชศกซีผิง เจ้าก็มาหาข้าให้ทำรถเข็นให้ ปีที่สิบสามแห่งรัชศกซีผิง เจ้าก็มาหาข้าให้ทำเก้าอี้ไม้ไผ่ให้อีกคู่ แล้วก็ปีที่สิบห้า เจ้า…”
“อ๊ะๆ! ดีๆ! ไม่ยักรู้ว่าเจ้าจะเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้!”
หวงเฉิงเยี่ยนร่ายยาวเป็นชุด ทำเอาซือหม่าฮุยถึงกับหน้าม้าน เขาแกล้งทำเป็นโกรธจนหน้าดำหน้าแดง สะบัดแขนเสื้อแล้วผุดลุกขึ้น ทิ้งท้ายด้วยคำขู่ ก่อนจะเดินทอดน่องออกไปช้าๆ
หวงเฉิงเยี่ยนไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างใด เขาหัวเราะหึๆ ไม่พูดไม่จา และไม่ลุกขึ้นไปรั้งไว้ เพียงแต่นั่งมองซือหม่าฮุยค่อยๆ เดินออกไปทีละก้าว ทีละก้าว…
ซือหม่าฮุยเดินไปได้สองก้าว เห็นว่าหวงเฉิงเยี่ยนไม่มีปฏิกิริยาอะไร จึงหันขวับกลับมา ถามว่า “ดีๆ! ทำไมเจ้าไม่รั้งข้าไว้ล่ะ?”
“จะรั้งเจ้าไว้ทำไม? รีบไปเลย! รีบไปเลย!” หวงเฉิงเยี่ยนโบกมือไล่ แกล้งทำหน้าตารังเกียจ
ซือหม่าฮุยถึงกับพูดไม่ออก ส่ายหน้าถอนหายใจ “ดีๆ! ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะปากคอเราะรายขึ้นขนาดนี้…”
หวงเฉิงเยี่ยนทนไม่ไหวอีกต่อไป ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างดังจนน้ำตาแทบเล็ด พลางหัวเราะพลางพูดว่า “ทีเจ้ายังทำได้ แล้วจะห้ามไม่ให้ข้าพูดหรือไง? ฮ่าฮ่าฮ่า…”
ซือหม่าฮุยทั้งส่ายหน้าทั้งถอนหายใจ แต่ก็หลุดหัวเราะร่วนไปกับหวงเฉิงเยี่ยนเช่นกัน
เมื่อทั้งสองกลับมานั่งที่เดิมและดื่มชาทานขนมกันไปเล็กน้อย ซือหม่าฮุยจึงเอ่ยกับหวงเฉิงเยี่ยนว่า “ที่มาคราวนี้ ไม่ได้มาขอให้เจ้าสร้างของเล่นอะไรให้หรอกนะ แต่มีเรื่องจะมาแจ้งให้ทราบ”
ซือหม่าฮุยเล่าเรื่องของเจิ้งเสวียนที่เคยคุยกับผางเต๋อกงให้หวงเฉิงเยี่ยนฟังอีกครั้ง
“บัณฑิตคล่ำครึคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!” หวงเฉิงเยี่ยนแค่นเสียงหัวเราะ พึมพำเบาๆ พอเห็นซือหม่าฮุยตวัดสายตามามอง จึงรีบอธิบาย “ข้าไม่ได้ว่าเจ้านะ มองหน้าข้าทำไม?”
โชคดีที่ซือหม่าฮุยรู้นิสัยใจคอของหวงเฉิงเยี่ยนดี จึงส่ายหน้าไม่ถือสา แต่พอนึกถึงข่าวสารอีกสองเรื่องที่เพิ่งได้รับมาตอนอยู่บนถนน รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อยๆ จางหายไป เปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียด “ยังมีอีกสองเรื่อง เรื่องแรกคือ หยวนกงลู่เสนอชื่อซุนเหวินไถให้รับตำแหน่งแม่ทัพพั่วหลู่ และยังควบตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอวี้โจว…”
หวงเฉิงเยี่ยนฟังจบก็ถึงกับยืดหลังตรง ด้วยความประหลาดใจ “นี่… นี่ตระกูลหยวนคิดจะทำอะไรกันแน่? หรือว่า…”
ซือหม่าฮุยไม่ได้ต่อคำของหวงเฉิงเยี่ยน แต่หลุบตาลงและกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “…เรื่องที่สอง อ้ายโจรต่งจั๋ว ถึงกับส่งทหารไปเข่นฆ่าผู้คนในศาลเจ้าที่เมืองหยางเฉิง… ตัดหัวไปเป็นพันหัว เพื่อสร้างเนินดินกองกะโหลกประจาน…”
หวงเฉิงเยี่ยนผุดลุกขึ้นยืนทันที แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง “นี่… นี่… เรื่องจริงหรือ?”
ซือหม่าฮุยถอนหายใจยาว พยักหน้ารับ จากนั้นก็ก้มหน้าเงียบไม่พูดอะไร
“นี่มัน… วุ่นวายกันไปใหญ่แล้ว! วุ่นวายกันไปใหญ่แล้ว!” หวงเฉิงเยี่ยนกระทืบเท้า ถอนหายใจเฮือกใหญ่เช่นกัน
ทั้งสองคนหมดอารมณ์จะสนทนากันต่อชั่วขณะ ต่างคนต่างนั่งจมอยู่กับความคิดและความกังวลใจของตัวเอง
หากจะบอกว่าตอนที่แม่ทัพใหญ่เหอจิ้นเป็นผู้นำกลุ่มพระญาติ การต่อสู้กับกลุ่มขันทีที่นำโดยเจี่ยนซั่ว และกลุ่มขุนนางน้ำดีที่นำโดยตระกูลหยวนและตระกูลหวังยังอยู่ในขั้นรอมชอมกันได้
แต่ทว่าการกระทำต่างๆ ของต่งจั๋วหลังจากขึ้นสู่อำนาจ ทั้งการยึดอำนาจทหารที่หลงเหลืออยู่ของเหอจิ้นและติงหยวน การใช้กำลังทหารปราบปรามข่าวลือในหมู่ราษฎรในลั่วหยาง ไปจนถึงการส่งทหารไปตามล่าผู้ปล่อยข่าวลือถึงเมืองหยางเฉิงจนเกิดการสังหารหมู่ แล้วนำหัวคนมาสร้างกองกะโหลกประจานที่ลั่วหยาง ล้วนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาตั้งใจจะใช้ความรุนแรงกำราบทุกคนที่ต่อต้าน
และในขณะเดียวกัน บุตรชายสองคนของตระกูลหยวน คนหนึ่งอยู่ทางตะวันออกของจี้โจว อีกคนหนึ่งอยู่ระหว่างอวี้โจวและจิงโจว คนหนึ่งอ้างว่าปราบปรามกบฏโพกผ้าเหลืองที่หลงเหลืออยู่และซุ่มรับสมัครทหาร ส่วนอีกคนถึงกับสมคบคิดกับกองกำลังติดอาวุธในท้องถิ่นอย่างเปิดเผย…
กลุ่มพระญาติไม่เดินหมากตามกฎ แล้วตอนนี้ยังพบว่ากลุ่มขุนนางน้ำดีรายใหญ่ที่สุดก็กำลังเล่นตุกติกเช่นกัน…
เมื่อเป็นเช่นนี้ บ้านเมืองจะไม่วุ่นวายได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น การปรากฏตัวของเจิ้งเสวียน ยิ่งเปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้ากองไฟ…
ซือหม่าฮุยแหงนหน้ามองท้องฟ้านอกหน้าต่าง ราวกับจมอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำ กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “…คิดถึงตอนที่ตระกูลซือหม่าแยกบ้านกัน… มาตอนนี้… เฮ้อ…”
ในอดีต สายของซือหม่าฮุยมีข้อขัดแย้งเรื่องวิชาการกับสายของตระกูลซือหม่าแห่งเหอเน่ย ทำให้สายของซือหม่าฮุยตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเดิมด้วยความโกรธเคืองและมาตั้งรกรากที่อิ่งชวน
แต่ทว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ เมื่อคนรุ่นเก่าล้มหายตายจากไป ความแค้นระหว่างสองสายตระกูลซือหม่าที่ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรก็ค่อยๆ จางหายไป ประกอบกับลูกหลานของซือหม่าฮุยก็ด่วนจากไปตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้ความคิดที่จะแข่งขันชิงดีชิงเด่นหมดสิ้นไป เขาจึงตัดสินใจนำตำรับตำราของครอบครัวไปรวมกับสายของเหอเน่ย ถือว่าเป็นการประสานรอยร้าวของสองตระกูลซือหม่าให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง
หวงเฉิงเยี่ยนปรายตามองซือหม่าฮุย แล้วกล่าวว่า “ตระกูลเจ้าน่ะดีไปแล้ว ตอนนี้วิชาความรู้ก็รวมเป็นหนึ่งเดียว ตระกูลซือหม่าก็มีลูกหลานมากมาย มีคนสืบทอดเจตนารมณ์ แต่ข้าสิ มีลูกสาวแค่คนเดียว จะให้ข้าทำยังไงล่ะ?”
ใช่แล้ว อย่างน้อยตระกูลซือหม่าก็มีพี่น้องหลายคน แต่หวงเฉิงเยี่ยนเพิ่งจะมีลูกสาวตอนแก่ มีแก้วตาดวงใจเพียงคนเดียว ตัวเขาเองก็อายุมากแล้ว ต่อให้มีใจก็ไร้กำลัง!
สำหรับเรื่องนี้ ซือหม่าฮุยก็จนปัญญาจะช่วยเหลือ แต่เขาก็พอจะช่วยคิดหาวิธีให้เพื่อนเก่าได้ เขาจึงกลอกตาไปมา พลันนึกอะไรบางอย่างออก จึงเอ่ยกับหวงเฉิงเยี่ยนว่า “ดีๆ! อย่าเพิ่งร้อนใจไป! อย่าเพิ่งร้อนใจ! ผางเต๋อกงมีความคิดจะเปิดสำนักอีกครั้ง เพื่อรับศิษย์อย่างกว้างขวาง หากเจ้าสนใจ ก็ลอง… อ่าฮ่าฮ่า…”
“โอ้ เจ้ายอมไปเกลี้ยกล่อมผางเต๋อกงเชียวหรือ?” หวงเฉิงเยี่ยนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ต้องรู้ว่าผางเต๋อกงเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักปรัชญาหวงเหล่าอย่างหัวปักหัวปำ ถือคติ “การไม่กระทำ (อู๋เว่ย)” เป็นสรณะ การที่ซือหม่าฮุยสามารถเกลี้ยกล่อมผางเต๋อกงได้ แม้แต่หวงเฉิงเยี่ยนก็ยังรู้สึกนับถือในความสามารถของเขา
ซือหม่าฮุยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ภูมิใจในเรื่องนี้ไม่น้อย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการยืนยันกับหวงเฉิงเยี่ยน เขาจึงกล่าวว่า “ข้าได้นัดหมายกับพวกสวี หาน สือ เหมิง แห่งอวี้โจวไว้แล้ว ครั้งนี้มีผางเต๋อกงมาร่วมด้วย เราจะมาร่วมกันรวบรวมคัมภีร์ภาคเหนือ เจ้าอยากจะร่วมมือด้วยหรือไม่?”
หวงเฉิงเยี่ยนตบมือหัวเราะร่า กล่าวเสียงดังฟังชัด “สมควรทำมาตั้งนานแล้ว! ตอนแรกข้าก็นึกว่าชาตินี้คงไม่มีอะไรให้ทำแล้ว นึกไม่ถึงว่าแก่ป่านนี้แล้วยังจะได้เจอเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ ข้าย่อมต้องขอเข้าร่วมด้วยแน่นอน!”
“ดีๆ!” ซือหม่าฮุยดีใจเป็นอย่างยิ่ง “เช่นนั้นพวกเราก็มาร่วมแรงร่วมใจกัน ทำงานใหญ่ชิ้นนี้ให้สำเร็จกันเถอะ!”
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ณ เชิงเขายอดเขาดอกบัว ท่ามกลางเรือนเร้นกายตระกูลหวง สองผู้เฒ่าจับมือกันหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะดังก้องกังวาน แผ่กระจายออกไปไกลแสนไกล…

0 Comments