ตอนที่ 98 เปี๋ยเจี้ยไร้ค่า
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนมองตราประทับและสายป้ายตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยที่ในที่สุดก็ได้มาอยู่ในมือ พลันนึกถึงสีหน้าหลากหลายของบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ในจวนผู้ว่าการของหลิวเปี่ยว ตอนที่รู้ว่าเขาได้รับแต่งตั้งเป็นเปี๋ยเจี้ยแล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเจื่อน
จะอะไรกันนักหนา ก็แค่ตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยลอยๆ ที่ไม่มีอำนาจอะไรเลยแท้ๆ…
เดิมทีเขายังพอจะรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างที่ได้เข้ารับตำแหน่งขุนนางเป็นครั้งแรก แต่พอได้เห็นปฏิกิริยาของหลิวเปี่ยว อีจี๋ และเหล่าคนจากฝักฝ่ายต่างๆ ความตื่นเต้นนั้นก็ถูกบดขยี้จนแทบไม่เหลือชิ้นดี
แค่คนหยิบมือเดียวของหลิวเปี่ยว ยังแบ่งพรรคแบ่งพวกกันได้มากขนาดนี้!
หากต้องไปอยู่ในที่ที่มีคนมากกว่านี้และมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ซับซ้อนกว่านี้อย่างที่อยู่ของเฉาเชา หลิวเป้ย หรือซุนเฉวียน หากไม่มีความละเอียดรอบคอบล่ะก็ รับรองว่าต้องถูกกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกแน่ๆ!
เขารู้สึกผิดหวังจริงๆ และยังรู้สึกเย็นยะเยือกในใจด้วย
เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่อ่านเรื่องสามก๊กในยุคหลัง แล้วเจอเหตุการณ์การเข่นฆ่ากันเองอย่างไร้เหตุผล มาตอนนี้เมื่อได้สัมผัสด้วยตัวเอง เฟยเฉียนถึงได้เข้าใจว่าเรื่องราวเหล่านั้นส่วนใหญ่มันเกิดจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างฝักฝ่ายทั้งสิ้น
ไอ้ธรรมเนียมการกัดกันเองในรังเนี่ย มันจะแก้ไม่หายเลยหรือไง? ทำไมในยุคหลังก็เจอ มาถึงยุคนี้ก็ยังต้องมาเจออีก?
เวลามองคน แทนที่จะมองหาข้อดี กลับไปจ้องจับผิดหาข้อบกพร่อง พอเจอปุ๊บก็ด่าทอสาปแช่งจนแทบจะเอาให้ตาย เอะอะก็วางมาดสูงส่งสั่งสอนคนอื่น คนที่เก่งกว่าก็หาว่าโกง คนที่ด้อยกว่าก็ด่าว่าเป็นไอ้โง่ นึกไม่ถึงเลยว่าคนประเภทนี้จะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว…
คนที่มองโลกจากมุมมองของตัวเองฝ่ายเดียวแบบนี้ ทำไมถึงได้มีเยอะนักนะ? เฟยเฉียนรู้สึกรำคาญใจจริงๆ
หรือว่าไอ้พวกมารยาท ความซื่อสัตย์ ความถ่อมตน สติปัญญา และความกล้าหาญที่พร่ำสอนกันมา มันถูกหมาคาบไปกินหมดแล้ว?
นี่มันฝูงปลวกชัดๆ ทำไมเขาถึงต้องมาเจอแต่ไอ้พวกที่มองแต่ผลประโยชน์ตรงหน้าด้วยนะ?
รู้ไหมว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น?
รู้ไหมว่าแผ่นดินจีนจะต้องนองเลือดขนาดไหน?
รู้ไหมว่าจากอิวโจวไปจนถึงเอ๊กโจวจะมีแต่ไฟสงครามลุกโชนไม่หยุดหย่อน?
รู้ไหมว่าชีวิตคนจะไร้ค่าราวกับผักหญ้า การตัดหัวคนจะง่ายเหมือนเกี่ยวข้าว บ้านนับร้อยหลังจะเหลือรอดไม่ถึงหนึ่งหลัง?
นี่คือประเทศที่กำลังจะพังทลายลงทั้งระบบนะ!
นี่คือยุคสมัยที่วัฒนธรรมกำลังจะสูญสิ้นนะ!
ต่อให้พวกเจ้าจะไม่รู้อนาคตเหมือนอย่างที่ข้าจากยุคหลังรู้ แต่ก็ไม่เห็นต้องทำตัวแย่ขนาดนี้เลย เพียงเพื่อแย่งชิงตำแหน่งลอยๆ ที่ยังไม่มีอำนาจอะไร ถึงกับต้องแสดงความมุ่งร้ายออกมาขนาดนี้เชียวหรือ
แม้บางคนจะซ่อนเร้นไว้ได้ดี แต่เฟยเฉียนที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมาอย่างโชกโชน มีหรือจะดูไม่ออกว่ารอยยิ้มไหนจริงใจ รอยยิ้มไหนเสแสร้ง ทางฝั่งขุนพลบู๊อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องกันเท่าไหร่ เหวินพิ่งและขุนพลคนอื่นๆ จึงไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมามากนัก ปัญหาหลักๆ มาจากฝั่งขุนนางบุ๋น…
เดิมทีพวกเขาก็ไม่ค่อยยอมรับกันอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อกี้หลิวเปี่ยวจงใจพูดจาคลุมเครือกำกวม นั่นไม่ใช่การแนะนำตัวเลยสักนิด แต่เป็นการยั่วยุให้ตีกันชัดๆ…
แถมลูกไม้ของหลิวเปี่ยวก็ไม่ได้แนบเนียนอะไรเลย หากเป็นวิถีการรักษาสมดุลแบบจูเก๋อเหลียง เฟยเฉียนอาจจะดูไม่ออก แต่การเล่นการเมืองตื้นๆ แบบนี้ เฟยเฉียนบอกเลยว่าพูดไม่ออกจริงๆ
ทำไมถึงมอบตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยลอยๆ ให้?
เพราะหลิวเปี่ยวยังอยู่ในช่วงประเมินเฟยเฉียน แม้เฟยเฉียนจะเสนอแผนการปราบจิงเซียงให้ แต่เห็นได้ชัดว่าหลิวเปี่ยวไม่ได้อยู่ในสถานการณ์จนตรอกแบบหลิวเป้ยที่ต้องคว้าฟางเส้นสุดท้าย หลิวเปี่ยวคิดว่าตัวเองยังมีไพ่ในมืออยู่บ้าง จึงย่อมไม่ทุ่มหมดหน้าตักให้กับเฟยเฉียน
แล้วทำไมถึงไม่บอกทุกคนไปตรงๆ ว่าเปี๋ยเจี้ยผู้นี้ไม่มีอำนาจบริหาร?
นั่นเป็นเพราะว่าแม้หลิวเปี่ยวอาจจะไม่รู้จักคำว่า ‘ดาบของดาโมคลีส’ หรือ ‘ปรากฏการณ์ปลาดุก’ แต่เขาก็รู้จักนำมันมาประยุกต์ใช้ เห็นไหมล่ะ ข้า หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง กล้าที่จะเลื่อนขั้นให้คนหนุ่มสาว หากพวกเจ้าคนเก่าคนแก่ไม่ตั้งใจทำงาน ก็จะมีคนมาเสียบแทนตำแหน่งของพวกเจ้าแน่นอน…
แล้วทำไมถึงต้องรวบเอาความดีความชอบในการเสนอแผนของเฟยเฉียนไปเป็นของตัวเองด้วย?
ถูกต้อง เจตนาที่แท้จริงของหลิวเปี่ยวที่ส่งอีจี๋มาเมื่อวานเพื่อถามเรื่องความหมายของ “จัดระเบียบรูปโฉมของเซียงหยาง” ก็คือเรื่องนี้แหละ หลิวเปี่ยวเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ผลงานเดียวที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้ในตอนนี้คือการใช้แผนของสองพี่น้องตระกูลไคว่กำจัดโจรตระกูลรอบๆ เซียงหยาง แต่ผลงานนี้ต่อให้หลิวเปี่ยวจะพูดยกย่องตัวเองยังไง ก็หนีไม่พ้นความจริงที่ว่าตระกูลไคว่สมควรได้ความดีความชอบส่วนใหญ่ไป แต่สำหรับเฟยเฉียนมันต่างออกไป
ข้อแรก แม้จะบอกว่าเฟยเฉียนเป็นศิษย์ของช่ายยง แต่ยังไงเขาก็เป็นแค่คนต่างถิ่นที่มาขอพักพิงชั่วคราว ไม่เหมือนตระกูลไคว่ที่หยั่งรากลึก มีพรรคพวกมากมาย และไม่มีอิทธิพลกดดันอะไร
ข้อสอง เฟยเฉียนไม่มีชื่อเสียงในจิงเซียง ไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักของคนในพื้นที่เหมือนอย่างไคว่เหลียงและไคว่เยว่ ดังนั้นต่อให้เฟยเฉียนจะพูดความจริงออกมา ก็คงมีคนเชื่อไม่มากนัก
ข้อสาม หลิวเปี่ยวต้องการผลงานชิ้นโบแดงมาเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่ดีอย่างเร่งด่วน แผนการของเฟยเฉียนแตกต่างจากข้อเสนอแบบกว้างๆ ของคนอื่นตรงที่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้สูงมาก นี่จึงเป็นโอกาสทองอันเปล่งประกายที่สุดที่จะให้เขาก้าวออกมายืนสั่งการอยู่เบื้องหน้า…
ทั้งสามข้อนี้คือเหตุผลที่ทำให้หลิวเปี่ยวไม่อาจระงับความโลภ และต้องการฮุบผลงานการเสนอแผนของเฟยเฉียนมาเป็นของตน
แต่หลิวเปี่ยวก็กลัวว่าเฟยเฉียนจะต่อต้านและฉีกหน้ากากเขา จึงส่งคนสนิทอย่างอีจี๋มาหยั่งเชิงดูว่าเฟยเฉียนจะไปป่าวประกาศเรื่องแผนปราบจิงเซียงให้คนอื่นฟังหรือไม่
ผลปรากฏว่าเฟยเฉียนไม่เพียงแต่เข้าใจเจตนาของหลิวเปี่ยว แต่ยังไม่ได้พูดเรื่องแผนการใดๆ ต่อหน้าอีจี๋เลย แถมยังฝากอีจี๋ไปบอกให้หลิวเปี่ยว “วางใจได้” อีกต่างหาก
ด้วยเหตุนี้จึงมีพิธีมอบตราประทับและแต่งตั้งตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยอย่างเป็นทางการในวันนี้ มิฉะนั้นล่ะก็ หึๆ ผลจะออกมาเป็นยังไงก็ยังพูดยาก…
ตั้งแต่ต้นจนจบ นี่คือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างเฟยเฉียนและหลิวเปี่ยว ซึ่งก็เข้าทางเฟยเฉียนพอดี
หลิวเปี่ยวใช้แผนของเฟยเฉียนเพื่อสร้างภาพลักษณ์และตั้งหลักให้มั่นคง และใช้ตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยลอยๆ ของเฟยเฉียนเพื่อข่มขวัญพวกขุนนางเก่าแก่ อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณอย่างรุนแรงให้เหล่าตระกูลใหญ่ที่กำลังรอดูท่าทีอยู่ว่าเขายินดีต้อนรับผู้มีฝีมือ…
ส่วนเฟยเฉียน ก็ได้ตั๋วทานอาหารฟรีระยะยาวและเครื่องรางคุ้มภัยมาครอง ตราบใดที่เฟยเฉียนไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยน หรือหลิวเปี่ยวไม่ล่มสลายไปเสียก่อน อย่างน้อยๆ ในที่แจ้งก็คงไม่มีใครกล้าแตะต้องเขา ส่วนในที่ลับน่ะหรือ…
ก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่สมน้ำสมเนื้อ ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ
เรื่องนี้เฟยเฉียนไม่ได้มีความขุ่นข้องหมองใจอะไรกับหลิวเปี่ยวมากนัก เพราะเดิมทีเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวหลิวเปี่ยวอยู่แล้ว เมื่อไม่หวังก็ย่อมไม่ผิดหวัง
คนเป็นผู้นำย่อมต้องมีเล่ห์เหลี่ยมบ้างเป็นธรรมดา เฟยเฉียนถูกเจ้านายฮุบผลงานในโลกยุคหลังมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง จะโดนอีกสักครั้งในยุคนี้จะเป็นไรไป
สิ่งที่ทำให้เฟยเฉียนไม่พอใจจริงๆ คือ ต่อให้ต้องมาเจอเรื่องพวกนี้ในยุคหลังก็ช่างมันเถอะ แต่นึกไม่ถึงว่าจะต้องมาเจอพวกคนไร้ความสามารถ ไร้ผลงาน ที่ทำได้แค่เหยียบย่ำคนอื่นเพื่อยกตัวเองให้สูงขึ้นที่นี่อีก!
ฝูซวิ่นกับอีจี๋ยังถือว่าวางตัวได้ดี ผางจี้ก็ยังพอเก็บซ่อนอารมณ์ได้ แต่พวกเสมียนและขุนนางคนอื่นๆ ในจวนผู้ว่าการนี่สิ ทำให้เฟยเฉียนถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว…
พวกกบในกะลา!
ถ้าเก่งจริงก็งัดความสามารถออกมาสิ!
ถ้ามีความสามารถก็แสดงออกมาสิ!
ทำไมต้องมาหาที่ระบายความอัดอั้นกับเด็กใหม่อย่างข้าด้วย?
ไอ้พวกขุนนางเสมียนพวกนี้ วันๆ ดีแต่หาเรื่องด่าคนอื่น คอยจ้องแต่จะเตะตัดขาคนอื่น จะไปเจริญก้าวหน้าได้ยังไง!
ถ้าบอกว่าหลิวเปี่ยวเพิ่งมาเป็นผู้ว่าการ ยังไม่มีโอกาสให้พวกเจ้าได้แสดงฝีมือ แล้วก่อนหน้านี้สมัยผู้ว่าการหวังรุ่ยล่ะ พวกเจ้าก็ไม่มีโอกาสเหมือนกันงั้นหรือ?
ตอนที่ข้าเดินออกจากจวนผู้ว่าการ แอบจับกลุ่มกันส่งสายตาจิกกัด คิดว่าข้าไม่เห็นหรือไง? แอบชี้ไม้ชี้มืออยู่ลับหลัง คิดว่าข้าไม่รู้หรือไง?
เชื่อไหมว่าไม่เกินสามวัน ข่าวลือเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับข้าจะต้องแพร่สะพัดไปทั่วตลาดแน่?
เชื่อไหมว่าเดี๋ยวก็ต้องมีคนอ้างว่ามาขอคำปรึกษาเรื่องงานราชการ เพื่อหาโอกาสสั่งสอนข้า?
คิดแล้วช่างน่าเบื่อหน่ายจริงๆ
ถ้าข้ายืมอำนาจของหลิวเปี่ยวไปจัดการกับไอ้พวกโง่เขลาที่ทำตัวเด่นพวกนี้สักสองสามคน ตบหน้าพวกมันสักสองสามฉาด เดี๋ยวพวกมันก็เงียบไปเองแหละ แต่เฟยเฉียนรู้สึกว่าทำแบบนั้นมันไม่มีความหมายอะไรเลย
ถ้าข้าทำแบบนั้น ข้าก็ลดตัวลงไปอยู่ในระดับเดียวกับไอ้พวกหมาเห่าใบตองแห้งพวกนี้สิ?
สู้ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ อย่างไรเสียข้อตกลงกับหลิวเปี่ยวก็ถือว่าลุล่วงไปขั้นหนึ่งแล้ว อีกทั้งจดหมายตอบกลับจากผางเต๋อกงก็มาพอดี ถือโอกาสนี้กระโดดออกจากกระดานหมากรุกอันแสนวุ่นวายนี้ ไปเร้นกายอยู่ที่เขาหลู่ซานกับผางเต๋อกงสักพักน่าจะดีกว่า
เวลาจะเล่นสนุกก็ต้องหาเพื่อนเล่นที่ระดับพอๆ กันสิ จะไปบ้าจี้ทำตามหลิวเปี่ยว ไปเล่นละครแลกหมัดกับพวกฝูงปลวกให้เสียเวลาทำไม หลิวเปี่ยวทำแบบนี้ก็เพราะอยากจะยืมมือข้า “กำจัดปลวกในหมู่ขุนนาง” แต่ทำไมข้าต้องไปทำเรื่องน่าเบื่อแบบนั้นด้วยล่ะ?
บางทีหลิวเปี่ยวอาจจะกำลังใบ้ว่า ถ้าข้าล้มใครได้ ข้าก็จะได้อำนาจบริหารของคนๆ นั้นมา แต่สำหรับข้าแล้ว เปี๋ยเจี้ยลอยๆ ก็ให้มันลอยไปเถอะ ไอ้ของพรรค์นี้ที่จืดชืดเหมือนซี่โครงไก่ เฟยเฉียนคนนี้ไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก…

0 Comments