You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ทางเดินเล็กๆ สายหนึ่งทอดตัวคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา เมื่อทอดสายตาไปตามทางเดิน บริเวณกลางเขาจะเห็นน้ำตกสายหนึ่งไหลทะยานลงมา ละอองน้ำที่สาดกระเซ็นสะท้อนแสงอาทิตย์เกิดเป็นประกายสีรุ้งเจิดจ้า

เมื่อมองขึ้นไปเหนือลานน้ำตก จะเห็นแท่นหินขนาดใหญ่ยื่นออกมา บนแท่นหินนั้นมีศาลาแปดเหลี่ยมหลังเล็กๆ ถูกสร้างเอาไว้ ผู้อาวุโสสองท่านกำลังนั่งเล่นหมากรุกและพูดคุยกันอยู่ในศาลา โดยมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งคอยต้มชาปรนนิบัติอยู่ด้านนอก

โขดหินใต้ศาลายื่นออกไปในอากาศเล็กน้อย หากใครไปนั่งอยู่ในศาลา ด้านหนึ่งจะเป็นหน้าผาสูงชัน ส่วนอีกด้านจะเป็นน้ำตกที่ไหลเชี่ยวกราก ให้ความรู้สึกราวกับนั่งอยู่กลางอากาศ ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การชื่นชมทิวทัศน์ธรรมชาติอย่างแท้จริง

“ดีๆ ท่านผางมาพำนักอยู่ที่นี่ ขุนเขาดั่งมังกรขด สายน้ำดั่งมังกรผงาด เมฆหมอกลอยละล่อง ช่างเป็นสถานที่ที่สวรรค์สรรค์สร้างจริงๆ!” ท่านผู้เฒ่าใจดี ซือหม่าฮุย ยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ เอ่ยกับผางเต๋อกงด้วยความหมายแฝง

“สุ่มสี่สุ่มห้าหามา จะไปมีสวรรค์สรรค์สร้างอะไรกัน” ผางเต๋อกงตอบกลับส่งๆ ไป พร้อมกับวางหมากตานึงลงไป โดยไม่สนใจความหมายแฝงในคำพูดของซือหม่าฮุยเลยแม้แต่น้อย

ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาสองคนเล่นหมากรุกด้วยกันคือที่เกาะอวี๋เหลียง ตอนนั้นผางเต๋อกงยังอาศัยอยู่ที่นั่น การย้ายมาที่เขาหลู่ซานก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหรือสองปีนี้เอง เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว

เมื่อเห็นผางเต๋อกงลงหมาก ซือหม่าฮุยก็เหลือบมองเล็กน้อย แต่ไม่ได้ลงหมากโต้ตอบ กลับพูดว่า “ดีๆ สิ่งใดที่สวรรค์ประทานให้ ย่อมเป็นสิ่งที่มนุษย์พึงได้รับ นี่แหละคือวิถีแห่งธรรมชาติ”

ผางเต๋อกงยึดถือหลักปรัชญาหวงเหล่า ซือหม่าฮุยก็ย่อมต้องเริ่มต้นด้วยหลักปรัชญาหวงเหล่าเช่นกัน

ผางเต๋อกงไม่ได้สนใจว่าซือหม่าฮุยจะลงหมากหรือไม่ เพราะต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าการเล่นหมากรุกเป็นแค่ข้ออ้าง สิ่งสำคัญคือบทสนทนาที่อยู่นอกกระดานหมากรุกต่างหาก

ผางเต๋อกงพอจะเข้าใจความหมายแฝงของซือหม่าฮุยอยู่บ้าง แต่ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ เขาจึงพูดว่า “หากเต๋อเชาชอบ ก็ยกให้ท่านเสียเลย”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นซือหม่าฮุยก็จนใจ เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “…คัมภีร์เจิ้งออกมาแล้ว”

คำพูดนี้ทำให้ผางเต๋อกงถึงกับต้องขยับตัวนั่งตัวตรง ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “เรื่องตั้งแต่เมื่อใด?”

“เพิ่งปีนี้เอง”

“…อธิบาย ‘คัมภีร์อี้ของเฟ่ย’ และยกเลิกของซือ เหมิง เหลียงชิว; อธิบาย ‘ซ่างซูฉบับโบราณ’ และยกเลิกของโอวหยาง ต้าเซี่ยโหว เสี่ยวเซี่ยโหว; อธิบาย ‘คัมภีร์ซิงของเหมา’ และยกเลิกของฉี หลู่ หาน… ตอนนี้ยังจะมาอธิบาย ‘คัมภีร์’ อีก… ช่างเป็นการกระทำที่ยิ่งใหญ่จริงๆ…” ผางเต๋อกงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา ผลงานเหล่านี้ แม้แต่คนอย่างเขาก็ยังต้องนับถือ แต่ถ้าเป็นเช่นนี้…

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ซือหม่าฮุยก็หมดอารมณ์จะพูดคำว่า ‘ดีๆ’ อีกต่อไป เขาหรี่ตาลงด้วยสีหน้าอมทุกข์เล็กน้อย “แถมลูกศิษย์ในสำนักของเขายังมีทั้ง จ้าวสือเสีย, ชุยจี้กุย, กงซุนเซียงจือ, หวังป๋ออวี๋, กั๋วจื่อนี, ซีหงอวี้ และเหล่าผู้มีพรสวรรค์อีกมากมาย แล้วพวกเราล่ะมีกี่คน? ไม่ช้าก็เร็ว ดินแดนทางเหนือคงจะเปลี่ยนนามสกุลกันหมดแน่!”

มาถึงขั้นนี้แล้ว ผางเต๋อกงก็เข้าใจความหมายของซือหม่าฮุยอย่างถ่องแท้ ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นเพื่อนคบหากันมาหลายปี สถานการณ์ที่แม้แต่คำว่า ‘ดีๆ’ ยังไม่อยากพูดแบบวันนี้ ตลอดเวลาที่รู้จักซือหม่าฮุยมาแทบนับครั้งได้เลย

ดูเหมือนว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะทำให้ท่านผู้เฒ่าใจดีคนนี้ร้อนรนจนแทบคลั่งแล้วจริงๆ!

แม้ซือหม่าฮุยจะพำนักอยู่ในอิ่งชวน และถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของอิ่งชวน แต่ยังไงก็เขียนคำว่า ‘ซือหม่า’ ได้เพียงแบบเดียว เขายังคงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับตระกูลซือหม่าแห่งเหอเน่ย ย่อมต้องรู้สถานการณ์บางอย่างในเหอหลั่ว จี้โจว และอวี้โจวเป็นอย่างดี

ความกังวลของซือหม่าฮุยไม่ได้ไร้เหตุผล เพราะหากดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ สิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้อาจจะเกิดขึ้นจริงในอีกสิบปี หรือช้าสุดก็สามสิบปี…

ซือหม่าฮุยพูดต่อไปว่า “ท่านผางอยู่ที่นี่สุขสบาย แต่ข้ากลับรู้สึกร้อนรุ่มเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟ” พูดจบเขาก็เหลือบมองข้าวของรอบกายเล็กน้อย ความหมายแฝงชัดเจนจนล้นทะลัก

ผางเต๋อกงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ตาเฒ่าคนนี้ปากร้ายไม่เบา ยังอุตส่าห์จำคำที่เขาใช้ตอกกลับเมื่อครู่มาประชดคืนได้ แต่สิ่งที่ซือหม่าฮุยพูดมาก็มีเหตุผล ความเป็นไปได้ก็มีสูงมากเช่นกัน

“ข้าแก่แล้ว ต่อให้มีใจก็ไร้กำลัง” ผางเต๋อกงตอบกลับ แม้จะเข้าใจสิ่งที่สื่อ แต่เขาก็ยังคงยืนกรานเจตนาเดิม ยิ่งไปกว่านั้นก็เป็นเรื่องจริง เพราะหากเทียบกับอายุขัยโดยเฉลี่ยของคนในยุคราชวงศ์ฮั่น ตอนนี้ผางเต๋อกงก็ถือว่าเป็นผู้มีอายุยืนยาวแล้ว

“ดีๆ อาจารย์มีธุระ ศิษย์ย่อมรับใช้” ซือหม่าฮุยยิ้มกริ่ม แค่ได้ยินคำนี้จากปากอีกฝ่าย จุดประสงค์ในวันนี้ของเขาก็ถือว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็คงต้องพึ่งพา…

ผางเต๋อกงเบิกตากว้าง ดีล่ะสิซือหม่าฮุย ที่แท้ก็วางแผนนี้มาตั้งแต่แรกแล้วสินะ!

ผางเต๋อกงกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่ซือหม่าฮุยก็รีบชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า “สำนักไท่เสวียแห่งเหอหลั่วในแดนเหนือ สำนักลู่เหมินแห่งจิงเซียงในแดนใต้ ชื่อเสียงอันโด่งดังของท่านผาง จะไร้ซึ่งผลงานได้อย่างไร? อีกทั้งงานนี้ได้นัดหมายกับพวกสวี หาน สือ เหมิง มาร่วมกันแล้ว ท่านผางจะมัวแต่เสียดายลูกศิษย์อยู่คนเดียวหรือ?”

ผางเต๋อกงชี้หน้าซือหม่าฮุย ส่ายหน้าอย่างจนใจ “คนเราต่างมีปณิธานของตน ไม่อาจบังคับฝืนใจกันได้” แม้ปากจะพูดไปอย่างนั้น แต่ในใจของผางเต๋อกงก็รู้ดีว่า หากเปิดช่องให้แล้ว การจะดึงกลับมาในภายหลังก็คงจะไม่ง่ายนัก…

“ดีๆ!” ซือหม่าฮุยดีใจเป็นล้นพ้น เมื่อได้คำพูดนี้จากผางเต๋อกง ขั้นตอนต่อไปก็จะง่ายขึ้นเยอะ!

พอดีกับที่เด็กหนุ่มด้านนอกต้มชาเสร็จ เขาวางกาน้ำชาลงบนถาดไม้ แล้วยกเข้ามาในศาลา

เขายกชามชาประคองส่งให้ซือหม่าฮุยอย่างนอบน้อมก่อน จากนั้นก็ส่งอีกชามให้ผางเต๋อกง เสร็จแล้วก็ประสานมือยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง

ซือหม่าฮุยจิบชาไปพลาง พิจารณาเด็กหนุ่มที่ว่ากันว่าเป็นหลานชายและศิษย์รับใช้คนใหม่ของผางเต๋อกงไปพลาง ผิวค่อนข้างคล้ำ หน้าเล็ก แต่ตาโต เมื่อมาอยู่รวมกันบนใบหน้ากลับดูแปลกประหลาดเล็กน้อย

แต่หากมองข้ามเรื่องรูปร่างหน้าตาไป ยังไงเสียเด็กคนนี้ก็เป็นคนที่ผางเต๋อกงรับเข้ามา ย่อมต้องเป็นต้นกล้าชั้นดีที่มีสติปัญญาเป็นเลิศ หากเป็นพวกโง่เขลาเบาปัญญา คนที่แก่จนเป็นปีศาจอย่างผางเต๋อกงจะยอมรับไว้หรือ?

ดังนั้นซือหม่าฮุยจึงยิ้มแย้ม มองเด็กหนุ่มผิวคล้ำสลับกับผางเต๋อกง แล้วเอ่ยชมว่า “ชาดี ชาดีเยี่ยม คนก็ดียิ่งกว่า!”

ผางเต๋อกงเห็นดังนั้นจึงรีบพูดแทรกขึ้นมาว่า “ยังเด็กอยู่ๆ!”

“ดีๆ!” ซือหม่าฮุยเห็นท่าทางร้อนรนของผางเต๋อกงก็หัวเราะร่วน “ไม่เด็กแล้ว ไม่เด็กแล้ว!”

เด็กหนุ่มผิวคล้ำที่ยืนอยู่ด้านข้างได้ยินคำพูดที่ไม่มีต้นไม่มีปลายของชายชราทั้งสอง ก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก นี่กำลังพูดถึงข้าอยู่หรือเปล่านะ?

ผางเต๋อกงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง จู่ๆ ก็มีคนรับใช้คนหนึ่งเดินเข้ามา หยุดยืนอยู่หน้าศาลา สองมือประคองนามบัตรขึ้นมา “เมื่อครู่มีคนนำนามบัตรใบนี้มาส่งให้ที่ตีนเขาขอรับ…”

เด็กหนุ่มในศาลารู้หน้าที่โดยไม่ต้องรอให้สั่ง เขารีบเดินออกไปรับนามบัตรมาส่งต่อให้ผางเต๋อกง

ผางเต๋อกงพลิกนามบัตรดูไปมา พึมพำกับตัวเอง “เฟยเฉียนแห่งเหอหลั่วหรือ? ไม่เคยได้ยินชื่อเลย คนผู้นี้คือใครกัน?” จากนั้นเขาก็เปิดนามบัตรออก ล้วงเอาจดหมายอีกฉบับออกมาจากด้านใน พอเห็นจดหมายเขาก็ต้องร้อง “เอ๊ะ” ออกมา “มีจดหมายจากราชเลขาธิการช่ายด้วยรึนี่!”

เมื่อครู่ซือหม่าฮุยก็คอยสังเกตอยู่ แต่ก็นึกไม่ออกในทันที พอได้ยินคำว่า ‘ราชเลขาธิการช่าย’ เขาก็โพล่งออกมาอย่างลืมตัว “ดีๆ! ที่แท้ก็เป็นคนผู้นี้นี่เอง!”

ผางเต๋อกงอ่านจดหมายของช่ายยงไปพลาง ถามไปพลางว่า “หรือว่าเต๋อเชาจะรู้จักคนผู้นี้?”

“ดีๆ!” ซือหม่าฮุยจึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเฟยเฉียนที่เขารู้ให้ฟังอย่างละเอียด ท้ายที่สุดยังพูดเสริมอีกว่า “ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนผู้นี้เป็นคนเช่นไร ถึงได้รับความเอ็นดูจากป๋อเจียและหยวนจั๋วถึงเพียงนี้!”

“น่าสนใจ! น่าสนใจ!” ผางเต๋อกงไม่ได้ปิดบังอะไร พออ่านจดหมายของช่ายยงจบก็ส่งให้ซือหม่าฮุยดู

ซือหม่าฮุยกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วจนจบ ก็พูดขึ้นมาเช่นกันว่า “ดีๆ น่าสนใจจริงๆ ด้วย!” พลันเขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงชี้ไปที่จดหมายแล้วพูดว่า “คราวนี้คงจะไม่เด็กแล้วใช่ไหม…”

“เรื่องนี้… คนเราต่างมีปณิธานของตน ไม่อาจบังคับฝืนใจกันได้…”

“ดีๆ! เข้าใจแล้วๆ!” ซือหม่าฮุยรู้ดีว่าผางเต๋อกงหมายถึงอะไร จึงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ ก่อนจะแกล้งประชดผางเต๋อกงกลับไปอีกหนึ่งดอก ยังไงเสียพวกเขาก็ชินกับการต่อปากต่อคำกันอยู่แล้ว…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note