ตอนที่ 76 บุรุษผู้หลงใหลในใบหญ้า
แปลโดย เนสยังตระกูลเผยแห่งแม่น้ำฮวงโหและลั่วสุ่ย แม้จะลงหลักปักฐานในลั่วหยางมานับศตวรรษ และมิเคยมีผู้ใดก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับซานกง (สามตำแหน่งสูงสุดในราชสำนัก) แต่ก็มีสมาชิกหลายคนเคยดำรงตำแหน่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่และเจ้าเมืองต่างๆ จึงนับเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักพอสมควร
ทว่าเผยเฉียนนั้นเป็นเพียงทายาทสายรอง ดังนั้นหากพิจารณาตามจริง การต้อนรับขับสู้ที่เขาได้รับก็ย่อมต้องลดระดับลงมาจากทายาทสายหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากเป็นไปตามปกติ เผยเฉียนคงถูกจัดให้อยู่ในห้องระดับติง (ระดับสี่) เป็นอย่างมาก เพราะห้องระดับปิ่ง (ระดับสาม) มักสงวนไว้สำหรับทายาทสายหลักของตระกูลต่างๆ เสียเป็นส่วนใหญ่
ห้องระดับติงเป็นห้องพักรวมสำหรับหกคน ส่วนห้องระดับอู้ (ระดับห้า) ซึ่งต่ำที่สุดนั้น เป็นห้องนอนรวมขนาดใหญ่ที่จุคนได้นับสิบ…
และถึงกระนั้น บัณฑิตบางคนก็ยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าพักในห้องระดับอู้ ต้องควักเงินจ่ายค่าที่พักภายนอกเอง กลุ่มคนเหล่านี้มักถูกเรียกว่าเป็นบัณฑิตยากจน (寒门弟子 – หานเหมินตี้จื่อ)…
สาเหตุที่เผยเฉียนได้รับจัดสรรให้อยู่ในห้องระดับปิ่งนั้น เป็นเพราะเขาเดินทางมาพร้อมกับลุงฝู และยังมีทหารในเครื่องแบบของจางเจาคอยคุ้มกัน แม้ว่าจางเจาและลูกน้องจะเป็นเพียงผู้ติดตามที่จะร่วมเดินทางไปจนถึงเกงจิ๋วเท่านั้น แต่ผู้ดูแลของตระกูลซุนผู้ทำหน้าที่ลงทะเบียนย่อมไม่ทราบถึงรายละเอียดนี้ เมื่อเห็นว่าเผยเฉียนมีทหารคุ้มกันมาด้วย จึงทึกทักเอาเองว่าเขาต้องเป็นทายาทสายหลักหรือบุคคลสำคัญของตระกูลเผยเป็นแน่
การที่จะมีกองทหารของราชสำนักติดตามมาคุ้มกันในการเดินทางเพื่อการศึกษาได้นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะใช้เพียงเงินทองก็สามารถบันดาลได้ แต่ต้องอาศัยอำนาจบารมีด้วย ด้วยความเข้าใจผิดนี้เอง เผยเฉียนจึงได้รับการเลื่อนระดับห้องพักขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว…
ห้องพักระดับปิ่งของตระกูลซุนนั้นนับว่าสะดวกสบายไม่เลว ลานเล็กๆ หนึ่งแห่งจะใช้ร่วมกันสำหรับผู้พักในห้องปิ่งสามห้อง กล่าวคือในหนึ่งลานจะมีผู้พักเก้าคน แบ่งเป็นห้องซ้าย กลาง และขวา ด้านหน้าห้องมีระเบียงทางเดินพร้อมม้านั่งหินให้พักผ่อน ลานตรงกลางแม้ไม่กว้างใหญ่นักแต่ก็ถือว่ากว้างขวางพอสมควร ระเบียงทางเดินทั้งสองฝั่งเชื่อมต่อไปยังลานด้านหลัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องครัวและห้องน้ำ นอกจากนี้ในลานด้านหลังยังมีห้องพักขนาดเล็กสำหรับบ่าวไพร่ที่คอยรับใช้อยู่ประจำลานอีกด้วย
การบรรยายของซุนซองไม่ได้จบลงเพียงชั่วโมงเดียว แต่จะกินเวลาตลอดทั้งวัน และก่อนที่จะถึงช่วงการบรรยายหลักของซุนซอง จะมีบุคคลอื่นมากล่าวเปิดนำร่องในวันแรก ส่วนวันสุดท้ายจะเป็นช่วงเวลาสำหรับการซักถามข้อสงสัยอย่างอิสระ ดังนั้นรวมแล้วงานจะกินเวลาทั้งสิ้นสามวัน
ในช่วงสามวันนี้ อาหารการกินจะถูกจัดเตรียมเป็นเวลาโดยให้บ่าวไพร่พาไปรับประทานอาหารส่วนกลางที่โรงอาหารของตระกูลซุน การหลับนอนก็แยกย้ายกันไปตามห้องพักของตน แน่นอนว่าหากใครรู้สึกไม่พอใจกับอาหารที่จัดไว้ให้ ก็สามารถจ่ายเงินให้บ่าวไพร่ในลานไปหาซื้ออาหารมาทำเองได้ ทว่ามีข้อห้ามสำคัญประการหนึ่งคือ ห้ามดื่มสุราในช่วงสองวันแรกของการบรรยาย จะอนุญาตให้ดื่มได้ก็ต่อเมื่อถึงช่วงบ่ายของวันที่สามเท่านั้น
ผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกขับออกจากบ้านพัก และทางตระกูลซุนจะส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้นำตระกูลของผู้นั้น บทลงโทษนี้ถือว่ารุนแรงมาก เทียบเท่ากับการถูกเชิญผู้ปกครองในยุคหลังเลยทีเดียว…
เผยเฉียนมองดูข้อควรปฏิบัติที่เขียนไว้ด้วยปูนขาวบนผนังห้อง เขาพอจะเดาออกว่าคงเป็นเพราะกลัวว่าจะมีใครเมาสุราแล้วก่อความวุ่นวาย เมื่อถึงวันที่สามซึ่งใกล้จะจบงานแล้ว ผู้คนก็เตรียมจะแยกย้าย จึงได้ผ่อนปรนข้อห้ามนี้ลง
เอ๋งอวี๋ (应瑜) บัณฑิตผู้มีอายุมากกว่าจากยีหลำ หลังจากเข้ามาในห้องได้ไม่นานก็ออกไปข้างนอกโดยไม่ได้เอ่ยคำใด เผยเฉียนเองก็ไม่ทราบว่าเขาไปที่ใด
ส่วนบัณฑิตที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเผยเฉียนนั้น กลับนั่งนิ่งเงียบอยู่ในห้อง และหยิบใบหญ้าต้นเดิมออกมาจากแขนเสื้อ พลิกดูไปมาอย่างพินิจพิเคราะห์…
ช่างแปลกประหลาดเสียนี่กระไร
เผยเฉียนรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจยิ่งนัก ในหมู่ชนชั้นสูง บางคนก็ชอบมัวเมาในนารี บางคนก็หมกมุ่นกับการประเมินลักษณะม้า บางคนก็หลงใหลในการเสพยาอายุวัฒนะ แต่วันนี้เขากลับได้พบคนที่ชอบเล่นใบหญ้า…
แต่จะว่าไป การเล่นใบหญ้าก็ยังดูปลอดภัยกว่าการไปหมกมุ่นกับเรื่องอื่นๆ เสียอีก…
เมื่อเห็นเผยเฉียนมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น จ่าวจือ (枣祗) จ่าวจื่อจิ้ง ก็วางใบหญ้าในมือลงแล้วส่งยิ้มให้
เผยเฉียนตระหนักได้ว่าการจ้องมองผู้อื่นเช่นนั้นอาจจะเสียมารยาท จึงประสานมือและกล่าวว่า “ข้าน้อยเพียงแต่สงสัยใคร่รู้ มิได้มีเจตนาอื่นใด ขออภัยด้วยขอรับ”
จ่าวจือโบกมือเป็นเชิงปฏิเสธ ดูเหมือนเขาจะชินกับสายตาสงสัยของผู้อื่นเสียแล้ว “มิเป็นไรขอรับ นี่เป็นเพียงความชอบส่วนตัวของข้าน้อยเอง”
เวลายังเหลืออีกพอสมควรกว่าตระกูลซุนจะเรียกให้ไปรับประทานอาหารเย็น เผยเฉียนซึ่งไม่มีสิ่งใดทำ จึงชวนบัณฑิตผู้ชื่นชอบใบหญ้าผู้นี้สนทนาเพื่อฆ่าเวลา
ที่แท้จ่าวจือมีความสนใจในเรื่องการเกษตรและป่าไม้มาตั้งแต่ยังเยาว์วัย เขามีความหลงใหลในพืชพันธุ์และไร่นามากกว่าสิ่งอื่นใด ถึงขนาดลงมือปลูกพืชผักด้วยตนเองในพื้นที่ของครอบครัว ซึ่งสำหรับบุตรหลานชนชั้นสูงแล้ว นับเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยากยิ่ง
แน่นอนว่าการกระทำของจ่าวจือย่อมนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็หาว่าเขาสร้างเรื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจและหวังชื่อเสียงจอมปลอม บ้างก็ตำหนิว่าเขาหลงลืมสิ่งสำคัญและละทิ้งการศึกษา…
เสียงวิจารณ์มีหลากหลายรูปแบบ โชคดีที่คนในครอบครัวของเขาแม้จะไม่ได้สนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวาง จ่าวจือจึงสามารถทำตามความชอบของตนต่อไปได้
ตระกูลจ่าวไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตนัก แต่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคชุนชิว บรรพบุรุษของตระกูลเคยได้รับพระราชทานที่ดินชื่อว่าจี๋ (棘) จึงใช้ชื่อที่ดินนั้นเป็นแซ่ ต่อมาเพื่อหลบหนีภัยทางการเมือง จึงได้เปลี่ยนแซ่เป็นจ่าว (枣) แทน
เนื่องจากตระกูลจ่าวมีถิ่นฐานอยู่ในเมืองฉางเซ่อ (长社) ซึ่งอยู่ในเขตอิ่งชวนเช่นกัน ตระกูลซุนเห็นแก่ความเป็นคนบ้านเดียวกัน จึงได้ยกระดับห้องพักให้จ่าวจือขึ้นมาอยู่ที่ระดับปิ่ง มิฉะนั้นตามสถานะที่แท้จริงของตระกูลจ่าวที่ไม่มีผู้ใดรับราชการในตำแหน่งสูง จ่าวจือคงต้องไปอยู่ในห้องระดับติงแล้ว
และใบหญ้าที่จ่าวจือถืออยู่นี้ ก็คือสิ่งที่เขาค้นพบระหว่างทางมายังหยางตี เขาเห็นว่าริมถนนท่ามกลางโขดหินยังมีใบหญ้าสีเขียวสดที่ไม่ยอมเหี่ยวเฉาแม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว จึงเกิดความสนใจและเด็ดมาศึกษาดู
เผยเฉียนรับใบหญ้านั้นมาพินิจดูอย่างใกล้ชิด เป็นความจริงที่ในฤดูใบไม้ร่วง หญ้าทั่วไปมักจะแห้งเหี่ยวและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก่อนจะแตกยอดใหม่ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดไป หญ้าที่ยังคงความเขียวสดตลอดทั้งปีเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง
ใบของหญ้าชนิดนี้มีลักษณะเรียวยาว ขอบใบมีรอยหยัก ดูคล้ายกับใบข้าวสาลี แต่ย่อมไม่ใช่ต้นข้าวสาลีแน่นอน เพราะข้าวสาลีฤดูหนาวในช่วงนี้ยังเล็กนัก ไม่มีทางเติบโตจนมีขนาดยาวและใหญ่ถึงเพียงนี้ได้
เผยเฉียนรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาด คล้ายกับเคยเห็นมันที่ใดมาก่อน แน่นอนว่าไม่ใช่ในยุคตงฮั่น แต่เป็นในโลกยุคหลัง ครั้งหนึ่งเขาเคยไปเที่ยวที่ไร่นาเชิงนิเวศ และมีคนปลูกพืชชนิดนี้ไว้ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งด้วย แต่ชั่วขณะนี้เขากลับนึกชื่อมันไม่ออก…
จ่าวจือสังเกตเห็นสีหน้าของเผยเฉียน จึงเอ่ยถามว่า “ท่านพี่รู้จักหญ้าชนิดนี้หรือ?”
เผยเฉียนพยักหน้าและตอบว่า “…หญ้าชนิดนี้ดูเหมือนจะนำมาทำยาได้ เพียงแต่ชั่วขณะนี้ข้านึกชื่อมันไม่ออก…”
จ่าวจือรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาไม่คาดคิดเลยว่าจะบังเอิญได้ร่วมห้องกับผู้ที่รู้เรื่องพวกนี้ เพราะตามปกติแล้ว บุตรหลานชนชั้นสูงมักจะทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาคัมภีร์และประวัติศาสตร์ น้อยนักที่จะมาสนใจเรื่องที่ถือเป็นความรู้นอกตำราเช่นนี้
เมื่อเห็นเผยเฉียนพยายามนึกชื่ออย่างยากลำบาก จ่าวจือจึงกล่าวปลอบว่า “นึกไม่ออกก็มิเป็นไรขอรับ นี่เป็นเพียงหญ้าที่ข้าน้อยบังเอิญเก็บมาได้…”
จ่าวจือเห็นว่าบนโต๊ะมีเหยือกน้ำและจอกน้ำวางอยู่ จึงลุกขึ้นรินน้ำสองจอก ยื่นให้เผยเฉียนจอกหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เชิญดื่มน้ำก่อนเถิดขอรับ มิสู้ค่อยๆ นึกไป”
เผยเฉียนรับจอกน้ำมา มองดูน้ำในจอก ทันใดนั้นประกายแห่งความทรงจำก็สว่างวาบขึ้น เขาหันไปกล่าวกับจ่าวจือด้วยความตื่นเต้นว่า “ข้านึกออกแล้ว…”

0 Comments