You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

สำนักไท่เสวียคือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแห่งแรกของจีน

ก่อนสมัยราชวงศ์ฮั่น วิชาความรู้มักถูกเก็บไว้เป็นความลับของแต่ละตระกูล น้อยนักที่จะมีการถ่ายทอดสู่สาธารณะ นี่คือเหตุผลที่ขงจื๊อได้รับความเคารพอย่างสูงจากการเปิดกว้างรับศิษย์ แต่ถึงกระนั้น มีบันทึกว่าขงจื๊อมีศิษย์เอกเพียง 72 คน แม้จากการศึกษาภายหลังจะเชื่อว่าเขามีลูกศิษย์รวมทั้งหมดราว 2,000-3,000 คน แต่ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจริงๆ ก็มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ในหน้าประวัติศาสตร์ ลัทธิขงจื๊อมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษา ด้วยแนวคิด “การศึกษานั้นไม่แบ่งชนชั้น” ซึ่งถือเป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับผู้คนในยุคนั้น

ในปีที่ห้าของรัชศกหยวนซั่ว (124 ปีก่อนคริสตกาล) พระเจ้าฮั่นอู่ตี้ผู้ทรงสั่งเลิกยกย่องสำนักอื่นและเชิดชูเพียงลัทธิขงจื๊อ ทรงรับข้อเสนอของตงจงซูที่ว่า “ขอให้ฝ่าบาททรงก่อตั้งสำนักไท่เสวีย และอัญเชิญปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงมาเป็นอาจารย์ เพื่อหล่อหลอมเหล่าปัญญาชนของแผ่นดิน” และได้ทรงก่อตั้งสำนักไท่เสวียขึ้นที่เมืองฉางอัน เพื่อสอนคัมภีร์หลักของขงจื๊ออันได้แก่ ซือ (กวีนิพนธ์), ซู (ประวัติศาสตร์), หลี่ (จารีตพิธี), อี้ (การเปลี่ยนแปลง) และ ชุนชิว (จดหมายเหตุฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง)

แม้ว่าสำนักไท่เสวียที่ตงจงซูเสนอให้ก่อตั้งขึ้นจะแฝงไปด้วยแนวคิดส่วนตัวของเขาเอง และไม่ได้มีความหลากหลายเหมือนมหาวิทยาลัยในยุคหลัง แต่สำหรับคนโบราณที่อยู่ก่อนคริสตกาล การมีสถานที่ให้ได้ศึกษาหาความรู้ก็นับว่าเป็นความโชคดีมหาศาลแล้ว

ในยุคนั้น วิชาความรู้ส่วนใหญ่ถูกเหล่าตระกูลใหญ่เก็บรักษาไว้อย่างดีและไม่ยอมถ่ายทอดให้คนนอกตระกูล ดังนั้นการก่อตั้งสำนักไท่เสวียจึงเปรียบเสมือนพายุใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการวิชาการ และเป็นการตอกย้ำสถานะของลัทธิขงจื๊อให้มั่นคงยิ่งขึ้น

ตามบันทึกในตำรา ‘หลี่จี้’ ระบุว่าระบบการศึกษาถูกแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ อย่างชัดเจน โดยสำนักไท่เสวียที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงถูกเรียกว่า “ปี้หยง” (辟雍) ซึ่งถือเป็นต้นแบบของมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ส่วนมหาวิทยาลัยในหัวเมืองต่างๆ ที่เลียนแบบมาจากไท่เสวียจะเรียกว่า “พั่นกง” (泮宫)

จากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่นหลายรัชกาล สำนักไท่เสวียจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีนักศึกษาเพียง 50 คนในสมัยฮั่นอู่ตี้ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 30,000 คนในสมัยพระเจ้าฮั่นจื้อตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก

จำนวนนักศึกษาถึง 30,000 คนนั้นถือว่ามหาศาลมาก แทบจะไม่ต่างจากจำนวนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ของยุคปัจจุบันเลย

จำนวนนักศึกษาที่มากมายขนาดนี้ย่อมนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย ทั้งเรื่องอาหาร ที่พัก และการเดินทาง ในสมัยฮั่นตะวันออก เพียงแค่หอพักของนักศึกษาก็มีจำนวนมากถึง 240 อาคาร รวมกว่า 1,850 ห้องแล้ว และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ อีกมากมาย

เหล่านักศึกษาที่มาอยู่รวมกันล้วนเป็นคนหนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของบ้านเมือง และมักจะคิดไปเองว่าหากวันหนึ่งตนได้เป็นขุนนางจะจัดการเรื่องต่างๆ ให้ดีขึ้นอย่างไร

การพูดคุยกันทั่วไปย่อมไม่เป็นปัญหา แต่บ่อยครั้งที่นักศึกษาเหล่านี้ถูกผู้มีอิทธิพลยุยงให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อย่างในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เหล่านักศึกษานับพันคนเคยรวมตัวกันเพื่อช่วยเหลือขุนนางผู้ซื่อตรงอย่างเป้าเสวียน และในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันออก นักศึกษาก็ได้รวมตัวกันสนับสนุนเฉินฟานและหลี่อิงในการต่อต้านพวกขันที ทำให้พวกนักศึกษาตกเป็นเป้าหมายในการกวาดล้าง หลายพันคนถูกจับกุมและคุมขัง และสำนักไท่เสวียก็เคยถูกสั่งปิดไปช่วงหนึ่ง

จนกระทั่งในช่วงปลายรัชกาลของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ เมื่อมีการคืนความชอบธรรมให้กับเหยื่อในเหตุการณ์กวาดล้างพรรคพวกต้องห้าม สำนักไท่เสวียจึงเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง

ตามหลักการแล้ว เผยเฉียนที่มีตำแหน่งเป็นขุนนางมหาดเล็ก (หลางกวาน) ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนที่สำนักไท่เสวียอีก แต่ชัวหยงซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลของสำนักไท่เสวีย ได้จัดวิชาสอนไว้หลากหลาย ทั้งกวีนิพนธ์ ประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุชุนชิว และวิชาพิณ ซึ่งวิชาเหล่านี้ไม่ได้เปิดสอนบ่อยนัก ขึ้นอยู่กับความสะดวกของชัวหยง โดยปกติเขาจะมาสอนเพียงสองวันต่อเดือน และจะแจ้งหัวข้อที่จะสอนให้ทางสำนักทราบล่วงหน้าเพียงไม่กี่วัน

ในการรับนักศึกษาใหม่ทุกครั้ง ชัวหยงมักจะได้รับเชิญในฐานะตัวแทนคณาจารย์ให้เข้าร่วมพิธีการ ครั้งนี้ชัวหยงจึงถือโอกาสให้เผยเฉียนเข้าทำพิธีคารวะอาจารย์อย่างเป็นทางการร่วมกับพิธีเปิดเรียนฤดูใบไม้ร่วง เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับศิษย์คนนี้มากเพียงใด

เผยเฉียนจึงได้เตรียม “ซู่ซิว” (ของขวัญคารวะอาจารย์) ไว้พร้อมสรรพ และมายืนรอร่วมกับเหล่านักศึกษาใหม่เพื่อรอพิธีการเริ่มต้น

ทว่า พิธีส่วนตัวของชัวหยงย่อมต้องจัดขึ้นหลังจากพิธีการส่วนรวมเสร็จสิ้นลงก่อน โดยเริ่มจากพิธีคารวะอาจารย์ของเหล่านักศึกษาใหม่ในภาพรวม

เหล่านักศึกษาใหม่ในวันนี้สวมชุดสีเขียวซึ่งเป็นชุดมาตรฐานของนักศึกษา สวมหมวกนักศึกษา และยืนจัดแถวเป็นขบวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

แต่ที่ด้านหลังขบวนของเหล่านักศึกษา เผยเฉียนยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในชุดขุนนางเต็มยศ สวมหมวกทรงสูง ท่ามกลางหมู่นักศึกษาจึงดูราวกับหงส์ในหมู่กาที่ดูขัดหูขัดตายิ่งนัก

เผยเฉียนรู้สึกได้ว่าสายตาหลายคู่แอบมองมาที่เขาอย่างต่อเนื่องจนเขารู้สึกอึดอัด แต่ด้วยประสบการณ์จากแวดวงการทำงานในยุคหลัง เขาจึงยังคงรักษากิริยาให้สงบนิ่งและมีรอยยิ้มจางๆ ประดับใบหน้า ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงโดยไม่แสดงท่าทีพิรุธใดๆ

เผยเฉียนรู้สึกประหม่า แต่เขาหารู้ไม่ว่าในสายตาของคนอื่น เขานั้นดูดีจนน่าทึ่ง ศิษย์คนใหม่ของชัวหยงเชียวนะ… แถมยังเป็นขุนนางมหาดเล็กที่หน้าตาดีอีกด้วย… ได้ยินมาว่าเขายังไม่ได้แต่งงานเสียด้วย…

ในขณะที่เผยเฉียนกำลังพยายามทำตัวให้ชินกับสายตาคนรอบข้าง ชัวหยงที่นั่งอยู่ด้านข้างก็รู้สึกหงุดหงิดเล่าหงวนตกอยู่ไม่น้อย ข้าชวนเจ้ามาเป็นสักขีพยาน แต่เจ้ากลับใส่ชุดอาจารย์ประจำสำนักมาเหมือนข้าเป๊ะ เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่…

ความจริงแล้ว เล่าหงวนตกเองก็ได้รับเชิญเป็นพิเศษให้มาสอนวิชาคำนวณที่นี่ เขาจึงมีชุดอาจารย์อยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่เคยบอกชัวหยง และชัวหยงก็ไม่เคยถามเจ้าหน้าที่สำนัก…

เมื่อเสียงดนตรีในพิธีเริ่มต้นขึ้น ชัวหยงก็แอบกระซิบถามเล่าหงวนตกว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

เล่าหงวนตกตอบแบบทีเล่นทีจริงว่า “ข้าเห็นของขวัญที่จื่ออวิ๋นเตรียมมาดูดีไม่เบา แบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่งได้ไหม?”

ชัวหยงถลึงตาใส่ เพราะรู้ทันทีว่าเพื่อนเก่าคนนี้ยังไม่เลิกคิดจะแย่งลูกศิษย์เขา จึงสำทับไปว่า “ไม่มีทาง!”

เล่าหงวนตกไม่ได้ถือสาที่ชัวหยงแสดงท่าทีรังเกียจ เพราะเขารู้ดีว่าการแย่งลูกศิษย์คนอื่นแบบนี้ ใครโดนเข้าก็ต้องโมโหเป็นธรรมดา

แต่เขาก็เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว จึงขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า “ตอนที่ข้าอยู่เมืองหวยจี ข้าบังเอิญได้ม้วนตำรา ‘เต้าหยวนจิง’ ของพระเจ้าหวงตี้มาม้วนหนึ่ง หากเจ้า…”

ชัวหยงถึงกับตกใจ “ตำรา ‘เต้าหยวนจิง’ รึ? เจ้าหมายถึงหนึ่งในสี่คัมภีร์ของพระเจ้าหวงตี้ที่สาบสูญไปแล้วน่ะหรือ?”

“ข้าตรวจสอบดูแล้ว เป็นของจริงแน่นอน และน่าจะเป็นฉบับเดียวที่หลงเหลืออยู่ในโลกนี้เสียด้วย…”

ชัวหยงนิ่งคิดอยู่นาน แม้ในใจจะอยากได้จนตัวสั่นแต่ก็ยังปากแข็ง “ก็แค่หนังสือม้วนเดียว บ้านข้ามีหนังสือเป็นหมื่นม้วน ขาดไปม้วนเดียวไม่เป็นไรหรอก” แต่ท่าทีอึกอักของเขาก็หลอกเล่าหงวนตกไม่ได้

“งั้นถ้าข้าเพิ่มพิณ ‘ลวี่ฉี่’ ให้อีกหนึ่งคันล่ะ? หากเจ้ายอมรับข้อเสนอ ข้าก็จะได้นำไปเก็บไว้เป็นสมบัติตระกูลเล่าสืบไป…”

“พิณ ‘ลวี่ฉี่’ ของซือหม่าเซียงหรูงั้นรึ? เจ้าอย่ามาหลอกข้านะ!” ชัวหยงจ้องหน้าเล่าหงวนตกเขม็ง

“ตำราล้ำค่าหนึ่งม้วนกับพิณวิเศษหนึ่งคัน แลกกับสิทธิ์ในการสอนศิษย์เจ้าครึ่งหนึ่ง เจ้ารีบตัดสินใจซะ! นั่นคือตำรา ‘เต้าหยวนจิง’ เชียวนะ และยังมีพิณ ‘ลวี่ฉี่’ อีกด้วย…”

ชัวหยงหลับตาลง กัดฟันแน่นอยู่นาน ในที่สุดเขาก็พึมพำออกมาเสียงเบาด้วยความเสียดายว่า “เจ้าเอาไปได้แค่ครึ่งเดียว ห้ามมากกว่านี้เด็ดขาด…”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note