ตอนที่ 36 การโอ้อวดของเล่าหงวนตก
แปลโดย เนสยังเล่าหงวนตกคือใครล่ะ?
เขาคือผู้นำในวงการวิชาการที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับชัวหยง กลับเอ่ยปากว่าจะรับเขาเป็นศิษย์ด้วยตนเอง นี่มันราวกับมีขนมเปี๊ยะก้อนเบ้อเริ่มร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์มาอยู่ตรงหน้าเขา หอมหวนชวนชิมเสียจริง…
เผยเฉียนสัญชาตญาณสั่งให้อ้าปาก แต่ก็รีบหุบปากทันที อืม ทำไมฉากนี้ถึงรู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนนะ? ในยุคหลังเขาก็เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ในห้องทำงานของหัวหน้า บังเอิญหัวหน้าแผนกอื่นแวะมาทำธุระ แล้วเห็นคุณทำงานได้ดี ก็เลยชมว่าคุณเก่ง แล้วก็พูดลอยๆ ว่าอยากให้ไปทำงานที่แผนกของเขา…
หากคุณตอบตกลง ทุกคนก็จะพากันหัวเราะแห้งๆ จากนั้นคุณก็ทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ ไปด้วย…
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือยุคราชวงศ์ฮั่น ซึ่งเป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสายใยระหว่างศิษย์กับอาจารย์เป็นอย่างมาก ยิ่งย้อนกลับไปในยุคเก่าก่อน ก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน ที่ทุกคนตั้งแต่เด็กจนโตต้องผ่านอาจารย์มานับไม่ถ้วน ทั้งครูประถม ครูมัธยม อาจารย์มหาวิทยาลัย ครูสอนภาษา ครูสอนคณิตศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมาย นี่ยังไม่นับพวกครูสอนพละ ดนตรี หรือครูสอนแทน ดังนั้นสำหรับคนในยุคปัจจุบันแล้ว ครูมีเยอะแยะไปหมด จึงไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรมากนัก ในทางตรงกันข้าม ในสมัยโบราณ คนหนึ่งคนอาจจะมีอาจารย์แค่คนหรือสองคนในชีวิต ความแตกต่างนี้ย่อมนำไปสู่ระดับความสำคัญที่มีต่ออาจารย์ที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ
“เกือบตกหลุมพรางแล้วสิ” เผยเฉียนแอบด่าในใจ “เล่าหงวนตกดูภายนอกก็สง่างามดี นึกไม่ถึงว่าจะขุดหลุมพรางหลุมใหญ่ขนาดนี้ให้ข้า…”
ดังนั้น เผยเฉียนจึงประสานมือคารวะ และกล่าวว่า “ผู้น้อยขอขอบคุณในความเมตตาของท่านปรมาจารย์เล่า ทว่าผู้น้อยมีอาจารย์อยู่แล้ว”
ความจริงแล้วเล่าหงวนตกไม่ได้คิดจะขุดหลุมพรางให้เผยเฉียน เพียงแต่เมื่อครู่นี้เขารู้สึกตื่นเต้นไปหน่อยจึงเผลอพูดออกไป แต่พอพูดจบก็รู้สึกเสียใจ การไปขุดทองจากกำแพงคนอื่นต่อหน้าเจ้าของ ต่อให้จะเป็นเพื่อนเก่ากับชัวหยงก็รู้สึกอึดอัดอยู่ดี โชคดีที่เผยเฉียนไม่ได้ตอบตกลง มิฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากลำบากจริงๆ
เมื่อเห็นเผยเฉียนพูดเช่นนั้น เล่าหงวนตกก็เลยตามน้ำแกล้งโง่ไปเลย “อ้อ ไม่ทราบว่ากราบอาจารย์ท่านใดหรือ?”
ในเวลานี้ ชัวหยงก็กระแอมไอสองครั้ง เอาล่ะ เจ้าเล่าหงวนตกไม่ต้องมาเล่นละครแล้ว เพิ่งจะบอกเจ้าไปหมาดๆ ว่าเผยเฉียนเป็นศิษย์จดชื่อของข้า และข้าก็เป็นคนเรียกเขามา เจ้าคิดว่าเขาจะมีอาจารย์ที่ไหนล่ะ?
เจ้าคิดว่าเผยเฉียนใช้ได้ใช่ไหม ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ดังนั้นเจ้าก็เลิกคิดไปได้เลย ยังไม่ทันที่เผยเฉียนจะตอบ ชัวหยงก็พูดขึ้นว่า “จื่ออวิ๋นได้รับการแนะนำมาจากสหายเก่าของข้า ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ข้าจึงรับไว้เป็นศิษย์” ครั้งนี้ชัวหยงจงใจตัดคำออกไปสองคำ ยกระดับจากศิษย์จดชื่อขึ้นมาเป็นศิษย์อย่างเต็มตัว
ถ้าไม่มีใครแย่งก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอมีคนแย่ง ชัวหยงก็รู้สึกว่าเผยเฉียนก็ใช้ได้ทีเดียว รูปร่างหน้าตา แม้จะไม่หล่อเท่าข้า แต่ก็ดูดีสะอาดสะอ้าน วิชาความรู้ ย่อมไม่สู้ข้า แต่ในเรื่องการคำนวณกลับสามารถเอาชนะใจตาแก่เล่าหงวนตกได้ พอพูดแบบนี้แล้ว เมื่อก่อนเล่าหงวนตกชอบมาโอ้อวดว่าวิชาคำนวณของเขาเก่งแค่ไหน แต่ตอนนี้ศิษย์ของข้ากลับมีของดีกว่าเขาเสียอีก ความรู้สึกแบบนี้มันช่างดีเสียนี่กระไร…
ตราบใดที่เป็นคน ก็ย่อมมีความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่ว่าคนโบราณหรือคนยุคปัจจุบันก็เหมือนกัน
เล่าหงวนตกตบหน้าผากตัวเองดังป้าบ แล้วหันไปพูดกับชัวหยงว่า “อ๊ะ เกือบลืมไปเลย ครั้งนี้ข้ามาเพื่อจะอำลาเจ้า อีกไม่นานข้าก็จะออกจากเมืองลั่วหยางแล้ว!”
“เหตุใดกัน? ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะกลับมาได้ไม่นานหรอกหรือ เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ชัวหยงประหลาดใจ
เล่าหงวนตกกล่าวว่า “ข้าผู้นี้ไร้ความสามารถ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองซันหยาง นี่ไง ตราประทับก็ส่งมาแล้ว” พูดจบ ก็ควักตราประทับเจ้าเมืองออกมาจากอกเสื้อให้ชัวหยงดู
ตำแหน่งเจ้าเมืองถือเป็นขุนนางระดับภูมิภาคที่เทียบเท่าเบี้ยหวัดสองพันสือ เมืองซันหยางแม้จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่ก็ถือว่าไม่เลว ชัวหยงจึงคลายความกังวลใจลง และถามว่า “เช่นนั้น จะออกเดินทางเมื่อใดเล่า ข้าจะได้จัดงานเลี้ยงส่งให้”
“ได้สิ รออีกสักสองสามวันแล้วกัน” เล่าหงวนตกไม่ได้ปฏิเสธ และตอบตกลง จากนั้นก็ล้วงเอากล่องไม้สี่เหลี่ยมที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อยออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้ชัวหยง “มาๆ ลองดูสิ” น้ำเสียงที่พูดเหมือนกับมีของล้ำค่าอะไรจะให้ชัวหยงได้เปิดหูเปิดตา
ชัวหยงรับมาดู กล่องไม้นี้ทำจากไม้มะเกลือ ด้านนอกทาด้วยน้ำมันขัดเงา ดูประณีตงดงาม เมื่อเขย่าเบาๆ ดูเหมือนจะมีอะไรอยู่ข้างในด้วย
เมื่อเล่าหงวนตกส่งสัญญาณให้เปิด ชัวหยงก็เปิดกล่องออกดู ภายในกล่องถูกแบ่งออกเป็นสามชั้นตามแนวนอน ชั้นบนสุดเล็กที่สุด ชั้นกลางและชั้นล่างใหญ่กว่าเล็กน้อย แต่ละชั้นตั้งแต่บนลงล่างทาสีดำ ขาว และแดงเพื่อแยกความแตกต่าง และภายในกล่องยังแบ่งออกเป็นเก้าแถวตามแนวตั้ง เมื่อรวมกับแผ่นกั้นแนวนอนก็จะได้เป็นช่องเล็กๆ เก้าสิบช่อง ในแต่ละช่องเล็กๆ ของแผ่นกั้นสีดำและสีแดงจะมีลูกปัดไม้ทรงกลมสีที่ตรงกันวางอยู่ ลูกปัดสีดำมีทั้งหมดเก้าลูก ลูกปัดสีแดงมีสามสิบหกลูก ส่วนช่องในแผ่นกั้นสีขาวตรงกลางกล่องนั้นกลับว่างเปล่า
“สิ่งนี้คืออะไรหรือ?” ชัวหยงขมวดคิ้ว แม้จะไม่รู้ว่ากล่องนี้ใช้ทำอะไร แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เพียงแต่ในชั่วขณะนั้นยังนึกไม่ออกว่าความรู้สึกคุ้นเคยนั้นคืออะไร…
เล่าหงวนตกลูบเคราอย่างภาคภูมิใจ สนุกสนานกับการมองดูท่าทางครุ่นคิดอย่างหนักของชัวหยง ข้าอุตส่าห์ลำบากยากเข็ญ ใช้ความคิดไปมากมายกว่าจะคิดค้นของวิเศษนี้ขึ้นมาได้ เจ้าจะไปเดาออกในเวลาสั้นๆ ได้อย่างไร?
เผยเฉียนมองอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกว่ารูปแบบนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน และก็กำลังเดาว่าของเล่าหงวนตกชิ้นนี้มีไว้ทำอะไร แต่ที่แน่ๆ ของสิ่งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์อย่างแน่นอน บุคคลระดับเล่าหงวนตกคงไม่ว่างพอที่จะเอาของเล่นอะไรมาโชว์หรอก
ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิด ชัวหยงก็หยิบลูกปัดสีดำลูกหนึ่งจากช่องชั้นบนสุดมาวางไว้ตรงกลางของช่องพื้นที่สีขาวตรงกลาง มองดูซ้ายขวา ก็ยังเดาไม่ออก จากนั้นก็หยิบลูกปัดสีแดงอีกลื่อมลูกหนึ่งมาวางไว้ในช่องสีขาว…
ความคิดของเผยเฉียนพลันแล่นขึ้นมา ลูกปัดดำลูกปัดแดง แบ่งชั้นบนล่าง วางไว้ตรงกลาง… รูปแบบแบบนี้มันคุ้นๆ เหมือนอะไรสักอย่างนะ? เผยเฉียนปิ๊งไอเดียขึ้นมา จึงหลุดปากออกไปว่า “ลูกคิด!”
เล่าหงวนตกที่กำลังลูบเคราอย่างภาคภูมิใจได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนเผลอออกแรงมากเกินไป ดึงเอาหนวดหลุดไปถึงสองเส้น เขาหันไปถามเผยเฉียนว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร?!”
“ลูกคิด?” ชัวหยงพึมพำตาม จากนั้นก็นึกขึ้นได้ นี่มันไม่ใช่การเปลี่ยนแท่งคำนวณแบบยาวมาเป็นลูกปัด แล้วนำมาวางไว้ในกล่องให้ดูเหมือนถาดหรอกหรือ “ฮ่าๆ เช่นนี้ ก็คือลูกคิดนั่นเอง ข้าเดาออกตั้งนานแล้วล่ะ…” ปากก็พูดเพื่อรักษาหน้า แต่ในใจกลับยอมรับในความคิดที่แปลกใหม่ของเล่าหงวนตกอย่างแท้จริง
คนส่วนใหญ่ในยุคราชวงศ์ฮั่นยังคงใช้แท่งคำนวณในการนับและคำนวณ คำว่า “โฉว” ในสำนวนที่ว่า “วางแผนในกระโจม” ในสมัยโบราณนั้น ก็หมายถึงแท่งคำนวณนี่แหละ
แท่งคำนวณแท้จริงแล้วก็คือแท่งไม้เล็กๆ แท่งหนึ่ง ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล สามารถแบ่งรูปแบบการนับออกเป็นสองประเภท คือ หนึ่ง การนับแบบแนวนอน สอง ก็ย่อมต้องเป็นการนับแบบแนวตั้ง พูดไปก็ดูซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วก็แค่แท่งคำนวณที่ใช้แทนตัวเลข “หนึ่ง” นั้น จะวางในแนวนอนหรือแนวตั้งเท่านั้นเอง
แต่ถึงอย่างไรแท่งคำนวณก็มีข้อบกพร่องอยู่โดยกำเนิด เช่น พกพาไม่สะดวก เสี่ยงต่อการสูญหาย คำนวณไปได้ครึ่งทางแล้วเผลอไปปัดโดนจนปะปนกัน หรือบางครั้งคำนวณไปได้ครึ่งทางต้องหยุดพักเพื่อไปทำธุระ พอกลับมาก็ลืมว่าตนใช้วิธีวางแท่งแนวนอนหรือแนวตั้ง ผลสุดท้ายก็ต้องเริ่มนับใหม่หมด…
เล่าหงวนตกเองเป็นปรมาจารย์ด้านคณิตศาสตร์ ย่อมเข้าใจถึงปัญหาเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นเขาจึงไตร่ตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคิดค้นเครื่องมือชนิดนี้ขึ้นมา โดยเปลี่ยนแท่งคำนวณแต่ละแท่งให้เป็นลูกปัด ลูกปัดสีแดงแทนค่าหนึ่ง ลูกปัดสีดำแทนค่าห้า พื้นที่สีขาวใช้สำหรับคำนวณ แต่ละแถวในแนวตั้งแทนหลักเลข แถวทั้งเก้าสามารถคำนวณได้ถึงหลักร้อยล้าน ตอบโจทย์ความต้องการในการคำนวณได้อย่างสูงสุด
วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขานำของสำเร็จรูปมาอวดชัวหยง นึกไม่ถึงว่าชัวหยงจะมองไม่ออก แต่กลับถูกเผยเฉียนที่อยู่ข้างๆ พูดโพล่งออกมาคำเดียวจนความลับแตก จะไม่ให้เล่าหงวนตกประหลาดใจได้อย่างไร?

0 Comments