ตอนที่ 20 เขียนมั่วในยุคโบราณมีความเสี่ยงสูง
แปลโดย เนสยังหลังจากเดินออกมาจากจวนตระกูลชัว เผยเฉียนรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย มาอยู่ในยุคสามก๊กได้สักพัก ในที่สุดเขาก็ได้เกาะขาใหญ่ๆ สักที แม้ว่าจะเป็นแค่ฝ่ายบุ๋น แต่ก็เป็นถึงบุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ตอนนี้เวลาจะออกไปไหน เขาก็มีเกราะคุ้มกันชั้นดีเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นแล้ว…
ทว่าเมื่อกลับมาถึงบ้าน จู่ๆ เผยเฉียนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จนเหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมออกมา เมื่อครู่ตอนที่อยู่จวนตระกูลชัว เขาเผลอเขียนตัวอักษรและตัวเลขแบบคนยุคหลังลงไป หากมีคนจ้องจะจับผิดล่ะก็ มันอธิบายยากอยู่นะ! ดีไม่ดีอาจจะถูกจับไปทดลองเหมือนหนูตะเภาเอาได้!
เผยเฉียนแทบอยากจะตบปากตัวเอง โทษฐานที่ชอบอวดเก่งนัก
เวลานี้ตั๋งโต๊ะเพิ่งจะเข้าเมืองหลวง และกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดระเบียบกองทัพ ความสนใจหลักของเขามุ่งไปที่การซื้อใจและดึงดูดกองกำลังทหารที่เคยเป็นของแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นให้มาเป็นพวก เขาจึงยังไม่มีเวลาเข้ามาก้าวก่ายในเรื่องการเมืองมากนัก ระบบการปกครองของราชวงศ์ฮั่นจึงยังไม่ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ และยังคงดำเนินต่อไปตามแรงเฉื่อย แม้ขุนนางหลายคนจะไม่ได้รับคำสั่งใหม่จากเบื้องบน แต่ในภาพรวมของการบริหารราชการก็ยังไม่พบปัญหาที่ร้ายแรงนัก
การควบคุมทางวรรณกรรมและอุดมการณ์ในยุคราชวงศ์ฮั่นมีความเข้มงวดสูงมาก เผยเฉียนจากยุคหลังรู้จักแต่เพียงการ “เผาตำราฝังบัณฑิต” ของจิ๋นซีฮ่องเต้ในสมัยราชวงศ์ฉิน แต่พอมาอยู่ในยุคสามก๊ก เขากลับพบว่าสิ่งที่ราชวงศ์ฮั่นทำนั้น ไม่ได้น้อยไปกว่าจิ๋นซีฮ่องเต้เลย
จิ๋นซีฮ่องเต้ในราชวงศ์ฉินให้ความสำคัญกับการควบคุมความคิดของบัณฑิตอย่างมาก ในเวลานั้น จิ๋นซีฮ่องเต้ใช้อำนาจปราบปรามลัทธิที่ถือว่าเป็นนอกรีตอย่างเด็ดขาด แน่นอนว่าเรื่องนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พวกนักปราชญ์สายกฎหมาย (ลัทธิฝ่าเจีย) ฉวยโอกาสโจมตีแนวคิดฝ่ายตรงข้ามด้วย ปล่อยให้พวกนอกรีตนี้พ่นน้ำลายอยู่ได้ทุกวัน ตอนนี้กำจัดทิ้งให้หมด โลกก็จะได้สงบสุขเสียที
หลิวปัง ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น ได้รับช่วงต่อนโยบายนี้มาจากจิ๋นซีฮ่องเต้ และได้บุกเบิกการตั้งข้อหา “ความผิดฐานกบฏต่อแผ่นดิน” และ “ความผิดฐานนินทาในใจ” ในราชวงศ์ฮั่น ถึงแม้เจ้าจะไม่ได้พูดออกมา แต่ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ แบบนี้ก็ถือว่ามีความผิด! ยุคราชวงศ์ฉินนั้นสั้นนัก เรื่องที่นักปราชญ์ลัทธิขงจื๊อมักนำมาอ้างเพื่อสร้างรอยด่างพร้อยให้ราชวงศ์ฉินอย่างการ “เผาตำราฝังบัณฑิต” นั้น มีคนตายไปทั้งหมดกี่คน? ไม่ถึงห้าร้อยคนด้วยซ้ำ แต่ในยุคราชวงศ์ฮั่น มีคนกี่คนที่ต้องตายด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับวรรณกรรมและตัวอักษร? มีบันทึกในประวัติศาสตร์ไม่ต่ำกว่าห้าสิบเหตุการณ์ และมีผู้ถูกประหารชีวิตรวมแล้วกว่า 1,500 คน
สำหรับอำนาจรัฐแล้ว พวกกบฏที่ชอบพูดจาเหลวไหลและสร้างความวุ่นวาย แบ่งออกได้เป็นสองประเภท: ประเภทแรกคือพวกที่มีใจคิดกบฏแต่ไม่มีความกล้า ประเภทที่สองคือพวกที่มีความกล้าแต่ไม่มีใจคิดกบฏ แล้วกบฏประเภทไหนที่ถือว่าปลอดภัยกว่า? พวกที่มีใจแต่ไม่มีความกล้านั้น ขอเพียงมีโอกาส ความกล้าก็จะเพิ่มขึ้นมาเอง แต่สำหรับประเภทที่สอง แม้จะมีความกล้าหาญมากมายเพียงใด แต่หากไม่มีใจคิดกบฏ ต่อให้ร่างกายจะแข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายอะไรได้มากนัก
ดังนั้น สำหรับผู้ปกครองแล้ว พวกเขายอมให้มีคนที่มีความกล้าแต่ไม่อนุญาตให้มีคนที่มีใจคิดกบฏ ส่วนพวกที่เขียนข้อความหรือพูดจาไม่เข้าหู หรือไม่สอดคล้องกับความต้องการของรัฐบาล ล้วนถูกกำจัดทิ้งทั้งสิ้น
ที่สำคัญที่สุดคือ ในยุคราชวงศ์ฮั่นมีข้อหา “ความผิดฐานนินทาในใจ” ซึ่งสามารถตัดสินลงโทษได้ด้วย “ข้อหาที่ปั้นน้ำเป็นตัว” และสิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคือ ราชวงศ์ฮั่นมีนโยบายประหารชีวิตพวกที่เกี่ยวข้องกับวิชาคุณไสยมนต์ดำโดยไม่ปรานี ต่อให้เป็นถึงองค์หญิงหรือองค์ชาย หากเข้าไปพัวพันก็ต้องโดนประหารชีวิตก่อนแล้วค่อยว่ากัน!
สิ่งที่เผยเฉียนวาดรูปหรือเขียนลงไปนั้น หากมีคนมาชี้นิ้วบอกว่าเป็นยันต์ลึกลับ หรือเป็นสิ่งของทางคุณไสยล่ะก็ เขาคงไม่มีโอกาสได้อธิบายด้วยซ้ำ คงโดนชักดาบออกมาบั่นคอให้ขาดกระเด็นไปเลย
จะทำอย่างไรดี? จะให้กลับไปที่จวนตระกูลชัวตอนนี้ก็ดูจะผิดมารยาท แถมจะยิ่งทำให้เกิดความสงสัยมากขึ้น เผยเฉียนจึงได้แต่คิดหาวิธีไปพลางๆ รอจนกว่าจะถึงกำหนดนัดหมายที่จวนตระกูลชัวครั้งต่อไป แล้วค่อยหาโอกาสแก้ปัญหานี้
นอกจากนี้ ตัวเขาเองก็ต้องเตรียมตัวไว้บ้าง อย่างน้อยก็ต้องหาข้ออ้างดีๆ ให้ตัวเองใช่ไหม?
เผยเฉียนเดินกลับไปที่ห้องหนังสือด้วยความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง พยายามเค้นสมองนึกว่า ตัวเลขอารบิกดูเหมือนจะไม่ได้มาจากชาวอาหรับนี่นา ยิ่งไปกว่านั้น ของพวกนี้กว่าจะเข้าสู่แผ่นดินจีนผ่านชาวอาหรับก็ต้องรอจนถึงสมัยราชวงศ์ซ่งหรือราชวงศ์หยวนนู่น ในตอนนี้มันน่าจะเป็นของชาวอินเดียมากกว่า ทว่า ในยุคราชวงศ์ฮั่น อินเดียถูกเรียกว่าอะไรนะ?
เทียนจู๋ นั่นมันชื่อเรียกในสมัยราชวงศ์ถังที่มีพระถังซัมจั๋งจอมจู้จี้นั่นต่างหาก?
เสินตู! ใช่แล้ว เหมือนจะเรียกว่าเสินตู
โอย ปวดหัว เผยเฉียนแทบอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาด รู้อย่างนี้เขาคงไม่ใช้ของพวกนี้ให้หาเรื่องใส่ตัวหรอก…
________________________________________
ชัวหยงนั้นมีความรู้แตกฉานในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมหรือศาสตร์อื่นๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขากลับเป็นคนที่มีจิตใจบริสุทธิ์ ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองเหมือนอย่างซือถูอ้องอุ้น บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาสามารถประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้านก็เป็นได้ เพราะพละกำลังของมนุษย์มีจำกัด หากทุ่มเทให้กับสิ่งหนึ่งมากไป ก็ย่อมต้องละเลยอีกสิ่งหนึ่ง
ในเวลานี้ ชัวหยงกำลังถือกระดาษที่เผยเฉียนใช้คำนวณอยู่ พิจารณาดูซ้ายดูขวาอย่างละเอียด ริมฝีปากขยับมุบมิบ มือก็ขีดเขียนลงบนกระดาษ แผนภาพนี้พอจะเดาออกว่าเป็นภาพจำลองของเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่สัญลักษณ์พวกนี้มันหมายความว่าอะไรกัน?
แม้ว่าเขาจะสามารถคำนวณโจทย์ข้อนี้ได้เอง แต่ความเร็วก็เทียบไม่ได้กับเผยเฉียน ยิ่งไปกว่านั้น หากชัวหยงจะคำนวณโจทย์ข้อนี้ เขาต้องใช้กระดาษขนาดเดียวกันถึงกว่าสิบแผ่น แต่เผยเฉียนกลับใช้กระดาษเพียงแผ่นเดียวก็สามารถหาคำตอบได้ แม้ชัวหยงจะไม่เข้าใจ แต่สัญชาตญาณก็บอกเขาว่า สิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ที่เผยเฉียนใช้
การขบคิดพิจารณาสิ่งต่างๆ ถือเป็นงานอดิเรกของชัวหยง บางครั้งเขาก็หมกมุ่นจนลืมกินลืมนอน ครั้งนี้ก็เช่นกัน ชัวหยงขีดๆ เขียนๆ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาจุดโคมไฟ เขาก็ยังไม่ทันสังเกตว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ทว่า คนรับใช้ในจวนตระกูลชัวต่างคุ้นเคยกับนิสัยของท่านปรมาจารย์ชัวเป็นอย่างดี จึงได้เข้ามาจุดเทียนให้เขาอย่างเงียบๆ
แต่ทว่า ตอนนี้เลยเวลาอาหารเย็นมาแล้ว ชัวหยงก็ยังไม่ยอมตื่นจากภวังค์แห่งตัวเลข พ่อบ้านเก่าแก่กลัวว่าชัวหยงจะหิวจนล้มป่วย จึงร้องเรียกอยู่หลายครั้ง แต่ท่านปรมาจารย์ชัวก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เมื่อจนปัญญา พ่อบ้านจึงต้องไปเชิญชัวเอี๋ยม ช่ายเจาจี ให้มาช่วย
ช่ายเจาจีเพิ่งจะผิดใจกับตระกูลเว่ยมาไม่นานนี้
ชัวหยงไม่ค่อยสนใจเรื่องการเมืองในสมัยราชวงศ์ฮั่นเลนเต้นัก และเขาเกลียดชังความขัดแย้งระหว่างกลุ่มขันทีและเครือญาติฝ่ายหญิง ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไม่ค่อยชอบคนหนุ่มสาวที่เข้าไปพัวพันกับเรื่องการเมืองในเวลานั้น เมื่อถึงวัยที่ชัวเอี๋ยมต้องออกเรือน ท่านผู้เฒ่าชัวก็ได้เลือกเฟ้นอย่างพิถีพิถัน และตกลงเลือกตระกูลเว่ยแห่งเหอตงให้กับบุตรสาว
ตระกูลเว่ยแห่งเหอตงนั้นเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวมาตั้งแต่สมัยขุนพลเว่ยชิง มาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาได้กลายเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดิน ชื่อเสียงโด่งดังขจรขจาย จนเรียกได้ว่าต่อให้ไม่ก้าวเท้าเข้าสู่ราชสำนัก ก็ยังมีอำนาจต่อรองอยู่ในมือ ชัวหยงจึงเชื่ออย่างหมดใจว่า การให้ชัวเอี๋ยมแต่งงานกับเว่ยหนิง หรือเว่ยจ้งเต้า น้องชายคนที่สองของเว่ยจี้ ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เขาเชื่อว่าการที่ชัวเอี๋ยมได้แต่งเข้าตระกูลใหญ่โตอย่างตระกูลเว่ย จะเป็นหลักประกันสำหรับชีวิตที่เหลือของนาง และตัวเขาในฐานะบิดาก็จะหมดห่วง
แต่ช่างโชคร้ายนัก ตระกูลเว่ยก็เหมือนกับตระกูลขุนนางอื่นๆ ตรงที่นิยมชมชอบการเล่นแร่แปรธาตุ ด้วยเหตุนี้ เว่ยจ้งเต้า สามีของชัวเอี๋ยม จึงมักจะกินยาผงหินห้าชนิด (อู่สือซ่าน) และยาอายุวัฒนะเก้าวิถี (จิ่วจ่วนจินตาน) เป็นของว่างอยู่เป็นประจำ ผลคือหลังจากชัวเอี๋ยมแต่งงานเข้าไปได้ไม่นาน เว่ยจ้งเต้าก็กระอักเลือดเสียชีวิต
ตระกูลเว่ยย่อมไม่คิดว่าการตายของบุตรชายเป็นความผิดของตนเอง ดังนั้นความผิดทั้งหมดจึงตกเป็นของชัวเอี๋ยม ต่อให้นางจะเป็นถึงบุตรสาวของปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีข้อหาว่าเป็นตัวกาลกิณีที่ทำให้สามีตายได้
ชัวเอี๋ยมเองก็เป็นคนหัวแข็ง นางโกรธจัดจนทิ้งสินสอดทั้งหมด แล้วกลับมาอยู่บ้านตระกูลชัวแต่เพียงผู้เดียว
ในฐานะบิดา ชัวหยงทั้งปวดใจและรู้สึกผิด ที่บุตรสาวสุดที่รักถูกคนอื่นปฏิบัติราวกับเศษหญ้า เขาจึงรับชัวเอี๋ยมให้อยู่ในความดูแลของตน และตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเว่ยตั้งแต่นั้นมา
เมื่อได้ยินว่าบิดากำลังหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาความรู้จนลืมกินลืมนอนอีกแล้ว ชัวเอี๋ยมก็เม้มปากยิ้ม นางถือโคมไฟเดินเข้าไปในห้องโถงที่ชัวหยงนั่งอยู่

0 Comments