ตอนที่ 1 อันที่จริงปลายยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกก็มีแค่คำเดียว
แปลโดย เนสยังนี่คือบ้านดินโครงสร้างไม้ธรรมดาๆ หลังหนึ่ง พื้นที่ราวๆ ยี่สิบกว่าตารางเมตร บนผนังดินเหลืองมีรอยปูนขาวหลุดร่อนออกบางแห่ง เผยให้เห็นโครงโคลนและฟางข้าวด้านใน ภายในห้องมีชั้นไม้ตั้งชิดผนังอยู่หลายอัน บนชั้นไม้แต่ละอันจัดเรียงม้วนตำราไม้ไผ่ไว้อย่างเป็นระเบียบจำนวนไม่น้อย มีตำราไม้ไผ่บางม้วนที่มันขลับเงางามซึ่งเห็นได้ชัดว่าถูกคนเปิดอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่เงางาม แม้แต่เชือกป่านที่ใช้มัดตำรายังเปื่อยยุ่ย ริมสุดของชั้นหนังสือยังมีกล่องไม้ประณีตอีกหลายใบ ดูเหมือนจะเป็นกล่องใส่ตำรา
บริเวณกลางห้องมีเสื่อปูไว้ผืนหนึ่ง บนเสื่อมีโต๊ะเตี้ยตัวหนึ่งตั้งอยู่ มุมโต๊ะมีพู่กันสองสามด้ามและแผ่นไม้ไผ่ มีดแกะสลัก ตลอดจนเครื่องเขียนต่างๆ วางกระจัดกระจาย ข้างโต๊ะหนังสือยังมีไหดินเผารูปทรงโบราณหยาบๆ ใบหนึ่ง ด้านในมีม้วนผ้าไหมสองสามม้วนเสียบตะแคงไว้
เผยเฉียนนั่งขัดสมาธิอยู่หลังโต๊ะหนังสือในห้องเพียงลำพัง แววตาเหม่อลอย นั่งนิ่งงันไป
เดิมทีเผยเฉียนในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกล้มป่วยหนัก ในยามที่ใกล้จะสิ้นใจเขากลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าจิตวิญญาณภายในได้ถูกสับเปลี่ยนกลายเป็นเผยเฉียนจากยุคคนรุ่นหลังไปเสียแล้ว
เผยเฉียนในยุคหลังเป็นเพียงพนักงานบริษัทเล็กๆ ในเมืองหลวง เป็นพวกที่เรียกกันว่าพนักงานเรื่อยเปื่อยในที่ทำงาน หน้าไม่อำมหิตพอ ใจไม่เหี้ยมพอ จึงได้แต่ใช้ชีวิตไปวันๆ ปีนป่ายขึ้นไปไม่พ้น ทำตามกฎระเบียบซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งเพื่อฉลองให้เจ้านายคนใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง เขาจึงดื่มหนักไปหน่อย ตอนกลับบ้านก็เริ่มไม่มีสติแล้ว ผลปรากฏว่าพอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็มาโผล่ในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
หรือก็คือยุคสามก๊ก
พูดให้ถูกก็คือยังไม่ถึงยุคสามก๊กเสียทีเดียว สามก๊กต้องรอหลังศึกผาแดงถึงจะแบ่งเป็นสามก๊กอย่างแท้จริง โจโฉตั้งวุย เล่าปี่ตั้งจ๊ก ซุนกวนตั้งง่อ ถึงจะเป็นสามก๊กของจริง แต่ตอนนี้ หากนับตามชื่อปีรัชศก นี่คือปีจงผิงที่หก
กบฏโพกผ้าเหลืองเพิ่งจะสงบลงไปช่วงหนึ่ง เมืองหลวงลั่วหยางก็วุ่นวายอยู่พักหนึ่ง พระเจ้าฮั่นเลนเต้เพิ่งสวรรคต ในวังหลวงก็เกิดความโกลาหล พระเจ้าฮั่นเลนเต้อยากให้เล่าเหียบผู้เป็นราชบุตรขึ้นสืบทอดบัลลังก์ แต่กลับไม่ได้หาขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนไหนมาฝากฝัง กลับไปฝากฝังกับขันทีผู้บังคับการกองทหารรักษาพระองค์อย่างเกียนสิด
พระเจ้าฮั่นเลนเต้คิดว่าเกียนสิดที่เป็นหัวหน้ากองทหารรักษาพระองค์แห่งสวนตะวันตกจะคุมสถานการณ์อยู่ แต่ผลคือเกียนสิดไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่เห็นเลยแม้แต่น้อย
เกียนสิดกับโฮจิ๋นเดิมทีก็แย่งชิงอำนาจกันอยู่แล้ว ทั้งสองคนสะสมความแค้นกันมาไม่น้อย ตอนนี้มีโอกาสที่จะทำตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ได้อย่างชอบธรรม แถมยังได้กำจัดแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นไปในตัว เกียนสิดรู้สึกว่านี่มันช่างดีเสียนี่กระไร จึงได้วางแผนสังหารแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋น
น้องสาวของโฮจิ๋นคือฮองเฮาของพระเจ้าฮั่นเลนเต้ และโฮเฮาก็มีราชบุตรชื่อเล่าเปียน ครอบครัวของโฮจิ๋นย่อมต้องอยากให้เล่าเปียนหลานของตัวเองขึ้นครองราชย์ และไม่ยอมให้เล่าเหียบขึ้นครองบัลลังก์ จึงได้ปะทะกับเกียนสิดตรงๆ
น่าเสียดายที่เกียนสิดประเมินความสามารถในการลงมือของตัวเองสูงเกินไป แผนการฆ่าโฮจิ๋นรั่วไหล ไม่เพียงแต่ฆ่าโฮจิ๋นไม่ได้ เกียนสิดกลับต้องทิ้งชีวิตของตัวเองไปเสียเอง ไม่เพียงเท่านั้น ชั่วข้ามคืนคนทั้งหมดที่ติดตามเกียนสิด รวมถึงญาติสายตรงของเขาก็ถูกฆ่าล้างโคตรจนหมดสิ้น จวนเกียนสิดนั้นแม้แต่อิฐเขียวบนพื้นยังถูกย้อมเป็นสีแดง ศพคนในลานประหารกองเป็นภูเขา
จากนั้นแม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นก็ยกให้เล่าเปียนขึ้นครองบัลลังก์ ใช้ชื่อรัชศกจงผิง น้องสาวของโฮจิ๋นได้เลื่อนขั้นจากโฮเฮาเป็นโฮไทเฮา แต่ในวังหลังยังมีตังไทเฮาซึ่งเป็นพระมารดาของพระเจ้าฮั่นเลนเต้อยู่อีกคน เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ นับประสาอะไรกับวังหลวงที่มีไทเฮาถึงสองคน ดังนั้นโฮไทเฮาจึงจัดงานเลี้ยงซ่อนดาบ หาเรื่องกำจัดตังไทเฮาทิ้งไป จากนั้นตระกูลโฮก็ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของเครือญาติฝ่ายหญิง
แต่เรื่องราวหลังจากนั้น เผยเฉียนก็เริ่มไม่เข้าใจแล้ว แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นดันเดินหมากโง่ๆ เรียกตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง!
แม้จะรู้กันดีว่าคนที่รู้เรื่องสามก๊กสักหน่อยย่อมรู้ว่าการที่ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวงหมายถึงอำนาจของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง แต่ตอนนี้เผยเฉียนไม่สามารถและไม่กล้าบอกใครได้
กองหัวคนที่ลานประหารสอนบทเรียนให้เผยเฉียนอย่างเป็นรูปธรรม ที่นี่คือสังคมศักดินาแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ไม่มีการพิจารณาคดี ไม่มีการรอลงอาญา เดินผิดก้าวเดียวคือหัวหลุดจากบ่า
ดังนั้นเผยเฉียนจึงกล้าแค่คิดทบทวนอยู่คนเดียวเงียบๆ แม้เขาจะไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์ยุคสามก๊กชัดเจนนัก แต่อาศัยบุญบารมีจากพวกละครและเกมในยุคหลังๆ ก็พอจะจำเค้าโครงหลักๆ ได้บ้าง
ตอนนี้ราชวงศ์ฮั่นทั้งราชวงศ์สรุปได้คำเดียวคือ: “วุ่นวาย!”
วุ่นวายเกินไปแล้ว! กบฏโพกผ้าเหลืองวุ่นวาย ต่อมาก็วังหลวงลั่วหยางวุ่นวาย จากนั้นตั๋งโต๊ะก็พาทหารเสเหลียงมาวุ่นวาย สุดท้ายก็วุ่นวายกันไปทั้งแผ่นดิน…
เผยเฉียนรู้สึกโชคดีที่เผยเฉียนคนเดิมยังทิ้งสถานะความเป็นว่าที่ขุนนางสำรองไว้ให้เขาบ้าง ถึงได้หมกตัวอยู่แต่ในบ้านและไม่โดนหางเลขจากพวกทหารหนีทัพในเหตุการณ์วุ่นวายที่วังหลวงลั่วหยางเมื่อช่วงก่อน
ขุนนางในยุคราชวงศ์ฮั่นจะถูกเสนอชื่อโดยข้าราชการท้องถิ่น หรือที่เรียกว่าเจ้าเมืองท้องถิ่น เรียกว่าการ “ยกย่องผู้กตัญญูและซื่อสัตย์” ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อสามารถเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบข้อเขียนได้ เนื้อหาการสอบข้อเขียนคือ “บัณฑิตสอบกฎหมายตระกูล เสมียนสอบงานเอกสาร” ซึ่งก็คือคัมภีร์กวีนิพนธ์ต่างๆ รวมไปถึงการใช้เอกสารราชการ เมื่อสอบผ่านข้อเขียนแล้วก็จะมีการสัมภาษณ์ ผู้ที่ผ่านการสัมภาษณ์จะถูกรั้งให้อยู่ในเมืองหลวง และได้รับตำแหน่งหลางกวาน (ขุนนางมหาดเล็ก) รอคอยตำแหน่งขุนนางท้องถิ่นว่างลงเพื่อไปรับตำแหน่ง
ดังนั้นตอนที่ลั่วหยางวุ่นวายคราวก่อน สถานะขุนนางหลางกวานนี้ก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ได้โดนหางเลขไปด้วย แต่สถานะนี้หลังจากนี้ไปก็อาจจะใช้ไม่ได้ผลแล้ว
ตั๋งโต๊ะกำลังจะเข้าเมืองหลวงแล้ว จากนั้นพวกทหารเสเหลียงคงไม่ได้เห็นแก่ความเป็นบ้านเกิดเมืองนอนเหมือนทหารลั่วหยางก่อนหน้านี้หรอก ลงมือต้องไม่มีความเกรงใจแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเผยเฉียนยังจำได้ว่าสุดท้ายตั๋งโต๊ะจะกวาดต้อนผู้คนทั้งหมดในลั่วหยางอพยพไปฉางอัน ตลอดทางได้ยินมาว่า “ศพเกลื่อนกลาดเต็มทุ่ง” แถมยังจุดไฟเผาลั่วหยางจนแทบจะวอดวายไปทั้งเมือง…
เผยเฉียนตัวสั่นสะท้าน
ไปขัดขวางไม่ให้ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวงหรือ?
ฮะ ขุนนางสำรองปลายแถวคนหนึ่งจะไปชี้นิ้วสั่งแม่ทัพใหญ่แห่งราชสำนักเนี่ยนะ? ยิ่งไปกว่านั้นเผยเฉียนจำได้ลางๆ ว่าโฮจิ๋นถูกฟันตายก่อนที่ตั๋งโต๊ะจะเข้าเมืองหลวงเสียอีก จะไปประจบประแจงคนที่กำลังจะตายเพื่ออะไร?
หรือจะไปช่วยชีวิตโฮจิ๋น?
แต่จะช่วยยังไงล่ะ? อย่าว่าแต่แม่ทัพใหญ่เลย แม้แต่คนที่เผยเฉียนรู้จักอย่างโจโฉ อ้วนเสี้ยว หรือยอดคนอื่นๆ ที่ตำแหน่งต่ำกว่าแม่ทัพใหญ่ลงมาหน่อย อยากจะไปตีสนิทให้คุ้นหน้าคุ้นตากันไว้ก่อนยังหาโอกาสเจอไม่ได้เลย หรือจะให้ไปตะโกนรนหาที่ตายหน้าจวนแม่ทัพใหญ่ว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ชะตาใกล้ขาดแล้ว! โปรดฟังคำผู้น้อยสักคำเถิด?” คาดว่ายังไม่ทันได้เห็นหน้าก็คงถูกองครักษ์ฟันตายเสียก่อน
ยุคราชวงศ์ฮั่นไม่ใช่ยุคที่อยากจะเจอใครก็เจอได้ การคบหาสมาคมต้องคำนึงถึงความทัดเทียม และต้องมีมารยาทที่เหมาะสม ใครก็ตามที่ไปเยี่ยมเยียนกะทันหันถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาทมาก เจ้าบ้านสามารถปฏิเสธไม่ให้เข้าประตูได้เลย โดยทั่วไปแล้วจะต้องส่งนามบัตรเพื่อนัดหมายล่วงหน้าก่อน จากนั้นค่อยเตรียมเป็ด ไก่ฟ้า ห่าน ลูกแกะ หรือสิ่งของอื่นๆ ที่เหมาะสมกับฐานะของอีกฝ่าย แล้วค่อยนำไปมอบให้ในวันที่และเวลาที่นัดหมายไว้
ส่วนพวกทองคำ เงิน หรือเครื่องประดับอะไรพวกนั้น ล้วนเป็นของที่แอบส่งให้กันลับๆ หลังจากที่ได้พบหน้ากันแล้ว ใครกล้าถือของพวกนี้เดินเข้าประตูใหญ่ไปส่งให้เห็นกันโจ่งแจ้ง นั่นถือเป็นการดูถูกที่รุนแรงยิ่งกว่าการตบหน้าเสียอีก แม้แต่พวกสิบขันทีที่หน้าเงินก็ยังไม่กล้าทำเลย
ตอนที่เผยเฉียนเพิ่งมาถึงและยังผสานความทรงจำไม่สมบูรณ์ก็เกือบจะทำเรื่องน่าขันไปแล้ว โชคดีที่ตอนนั้นเขาอ้างว่าเพิ่งหายจากไข้หนัก สมองยังเบลอๆ เลยรอดตัวไปได้ ไม่อย่างนั้นตอนนั้นเพื่อนคงกลายเป็นคนแปลกหน้า และคนแปลกหน้าคงกลายเป็นศัตรูไปแล้ว
อ้วนเสี้ยวสืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางระดับซานกง (สามตำแหน่งสูงสุด) สี่ชั่วอายุคน แม้จะเป็นลูกเมียน้อย แต่ก็อยู่ในฐานะบุตรชายคนโต ระดับนี้ไม่ต้องพูดถึงเลย แม้แต่โจโฉเองก็เป็นบุตรของโจโก๋ เป็นหลานของโจเต็ง โจเต็งเป็นมหาขันทีผู้รับใช้ฮ่องเต้ถึงสี่รัชกาล แถมยังได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเฟ่ยถิงโหว ในยุคนั้นบรรดาศักดิ์โหวเป็นของล้ำค่ามาก ลองคิดถึงหลี่กว่างที่ทุกคนรู้จักดีสิ จนตายก็ยังไม่ได้เป็นโหวเลย แต่โจเต็งเป็นขันทีเพียงคนเดียวในตอนนั้นที่ได้เป็นโหว!
หากจะใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายๆ ในยุคปัจจุบันก็คือ โจโฉกับอ้วนเสี้ยวเป็นลูกหลานขุนนางระดับสูงชั้นแนวหน้า ระดับชั้นนั้นสูงกว่าลูกหลานของข้าหลวงใหญ่อีกระดับหนึ่ง เป็นคนที่เด็กฝึกงานสำรองที่เพิ่งเข้าวงการข้าราชการอย่างเผยเฉียนจะอยากเจอก็เจอได้หรือ?
อยากจะเกาะขาใหญ่ก็เกาะไม่ได้เสียด้วย
เผยเฉียนถอนหายใจ
จู่ๆ ท้องก็ร้องโครกครากขึ้นมาหลายครั้ง
เผยเฉียนเหลือบมองซ้ายขวาตามสัญชาตญาณว่าไม่มีใคร ก็เบี่ยงตัวเล็กน้อย ปล่อยลมปราณออกมาหลายเสียง
เผยเฉียนถอนหายใจอีกครั้ง ข้าววันนี้ใส่ถั่วมากไปหน่อย ร่างกายก็เลยตอบสนองตามธรรมชาติ
“หลอกลวงกันชัดๆ ” เผยเฉียนนึกถึงพวกละครหรือนิยายในยุคหลัง “หลอกลวงทั้งนั้น!” ทหารเลวในละครสามก๊กต่างก็ถือชามกินข้าวขาวกันทั้งนั้น แต่ตัวเขามาอยู่สามก๊กนับดูแล้วก็เป็นปีแล้ว ยังไม่เคยกินข้าวสวยดีๆ สักมื้อเลย ตอนที่ดีหน่อยก็เป็นพวกข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ตอนที่แย่ก็ต้องผสมถั่วลงไป ถั่วสารพัดชนิด และพอกินถั่วมากไปก็ทำให้ตดบ่อย…
ช่วงที่โฮจิ๋นกับเกียนสิดก่อกวนกันก่อนหน้านี้ ในตลาดยังขาดแคลนพวกข้าวฟ่างข้าวสาลีเลย ทำให้เขาต้องกินถั่วจนตดดังปู้ดป๊าดไม่หยุดทุกวัน
นี่ก็ยังไม่เท่าไหร่ ประเด็นคือไม่มีมือถือ! ไม่มีคอมพิวเตอร์! ไม่มีไป่ตู้! ไม่มีนิยายให้อ่าน! วันหนึ่งมีข้าวกินแค่สองมื้อ ค่าน้ำมันตะเกียงก็แพงจุดไม่ไหว พอฟ้ามืดก็ต้องขึ้นเตียง ค่ำคืนอันยาวนานต้องทนหิวไปจนถึงเช้า… ตอนที่เพิ่งมาถึงสามก๊กใหม่ๆ เผยเฉียนคิดแล้วก็น้ำตาไหลริน ทรมานทรกรรมผ่านไปในแต่ละวันจริงๆ
เรื่องเสื้อผ้าก็เหมือนกัน แขนเสื้อยาวสลวย ดูในละครหรือหนังก็สวยดีอยู่หรอก แต่พอใส่เองจริงๆ โคตรยุ่งยาก แขนเสื้อสั้นๆ แบบนั้นมักจะเป็นชุดของชาวฮู หรือไม่ก็เป็นเสื้อกั๊กสั้นที่ปกติแล้วชนชั้นแรงงานหรือเวลาไปล่าสัตว์เขาใส่กัน คนอย่างเผยเฉียน ไม่ว่าจะเวลาไหนขอแค่จะออกไปเจอผู้คนก็ต้องใส่ชุดเต็มยศ ซึ่งก็คือชุดฮั่นฝูแบบครบชุด สามชั้น เสื้อตัวในแนบเนื้อ ตามด้วยเสื้อชั้นกลาง แล้วค่อยใส่เสื้อตัวนอก แถมยังต้องระวังอย่าให้ทับซ้าย ต้องทับขวาเท่านั้น ก็คือเอาสาบเสื้อด้านซ้ายมาทับด้านขวา ผูกเชือกไว้ที่ใต้รักแร้ด้านขวา ประเด็นสำคัญคือไม่มีกางเกงใน! เวลาเดินลมพัดเย็นเยือกไปถึงน้องชายเลยล่ะ แรกๆ แค่เรื่องใส่เสื้อผ้า เผยเฉียนก็ทำผิดพลาดไปตั้งหลายอย่าง อย่างเช่นเขาคิดว่าทับขวาคือเอาด้านขวามาทับไว้ข้างบน โชคดีที่ลุงฝูในบ้านมาเห็นเข้าและห้ามไว้ได้ทัน
ลุงฝูเป็นพ่อบ้านเก่าแก่ที่ดูแลเผยเฉียนมาตั้งแต่เล็กจนโต พ่อแม่ของเผยเฉียนเสียชีวิตจากโรคไข้รากสาดใหญ่เมื่อห้าปีก่อน ได้ฝากฝังเผยเฉียนไว้ให้ลุงฝูดูแล แม้ลุงฝูจะมีตำแหน่งเป็นพ่อบ้าน แต่ความจริงแล้วลุงฝูดูแลเผยเฉียนราวกับเป็นญาติแท้ๆ ของตัวเองเลยทีเดียว
ตอนที่เผยเฉียนคนเดิมป่วยหนักด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ ทุกคนต่างหวาดกลัวการติดเชื้อ มีเพียงลุงฝูคนเดียวที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อเผยเฉียน “หายดี” ลุงฝูก็ดีใจจนเนื้อเต้น
ตอนที่เผยเฉียนยุคหลังเพิ่งมาถึงและมีท่าทีแปลกๆ ไปบ้าง ลุงฝูก็คอยถามไถ่และตักเตือนอยู่หลายครั้ง ลุงฝูมักจะคิดเสมอว่าเผยเฉียนไปเดินวนเวียนอยู่ที่ประตูผีมาแล้วรอบหนึ่ง อยู่ในยมโลกนานเกินไปจนสูญเสียพลังหยาง ทำให้ลืมเรื่องราวบนโลกมนุษย์ไปบ้าง การที่รอดชีวิตกลับมาได้ก็ถือเป็นความโชคดีอันใหญ่หลวงแล้ว เรื่องอื่นๆ ก็อย่าไปเคี่ยวเข็ญอะไรให้มากนักเลย
ความสามารถในการปรับตัวของเผยเฉียนค่อนข้างสูง ตรงนี้เขาเองก็นับถือตัวเองอยู่เหมือนกัน เสื้อผ้าที่ไม่มีเป้าก็ใส่เป็นกระโปรงไป ข้าวที่ไม่มีข้าวขาวก็ถือซะว่าเป็นอาหารชาวนา ไม่มีมือถือก็เลิกเป็นสังคมก้มหน้า ไม่มีไฟฟ้าก็นอนเร็วหน่อย ไม่มีข้าวสามมื้อเหลือแค่สองมื้อก็ทนเอา แต่มีอยู่เรื่องเดียวที่ไม่อาจจะทนหรือปรับตัวแล้วจะแก้ปัญหาได้
จะเอาชีวิตรอดต่อไปดีๆ ได้อย่างไร?
ตอนนี้แม่ทัพใหญ่โฮจิ๋นเดินหมากผิดพลาด ตั๋งโต๊ะกำลังเข้าเมืองหลวง ราชวงศ์ฮั่นดูท่าใกล้จะล่มสลายแล้ว ขุนศึกในที่ต่างๆ ก็แบ่งแยกดินแดน ประชาชนก็ใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้น แม้สถานการณ์โดยละเอียดจะไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่บทกวีที่เคยเรียนตอนประถมนั้นยังพอจำได้รางๆ ดูเหมือนโจโฉจะเป็นคนแต่งไว้ว่า “กระดูกขาวโพลนเกลื่อนทุ่งนากว้าง ไก่ขันไร้เสียงตามเส้นทางพันลี้!”
ทหารของโจโฉในช่วงที่ยากลำบากที่สุดถึงขั้นกินเนื้อมนุษย์!
อย่าว่าแต่อนาคตเลย แม้แต่ลั่วหยางหลังจากนี้ก็กำลังจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ การจะเอาชีวิตรอดดีๆ นั้นไม่ง่ายเลย!
ลั่วหยางอยู่ต่อไม่ได้แล้วแน่ๆ แล้วจะไปไหนต่อ? จะไปทางไหนดี?
สองพี่น้องตระกูลอ้วนอย่างอ้วนเสี้ยวกับอ้วนสุดเป็นตัวป่วนชัดๆ ไพ่ดีแค่ไหนก็เล่นจนพัง ซุนเกี๋ยนยังคงเล่นเกมเป็นจอมคนน้อยของเขาอยู่ อีกไม่นานก็คงต้องลงไปรับกล่องข้าวรับบทตายแล้ว ซุนเซ็กคนต่อไปก็อายุสั้น พึ่งพาไม่ได้ โจโฉตอนนี้ก็ยังไม่มีดินแดน ต้องรอหลังจากหนีตายจนถูกราชสำนักตามล่าทั่วแผ่นดินนั่นแหละถึงจะเริ่มเส้นทางจากโจรป่ากลายเป็นขุนศึก เล่าปี่ตอนนี้ดูเหมือนจะตีผู้ตรวจการแล้วกำลังเร่ร่อนอยู่ ไม่รู้ไปซ่อนอยู่ที่ไหน หรือจะไปอยู่กับกองซุนจ้าน? ส่วนพวกเล่าเอี๋ยน เล่าหงี เล่าเปียว ก็ดูเหมือนจะเป็นแค่ตัวประกอบทั้งนั้น…
มีขาใหญ่คนไหนที่พอจะพึ่งพาได้บ้าง? ขาของโจโฉนั้นย่อมต้องใหญ่กว่าแน่นอน แต่ตอนนี้ตัวเองหนึ่งคือไม่มีชื่อเสียง สองคือไม่มีพรสวรรค์ จะให้ไปคลุกคลีอยู่กับพวกกุยแก ซุนฮิว ตันกุ๋น ที่มีระดับสติปัญญาสูงกว่า 95 ขึ้นไปเนี่ยนะ? กดดันหนักมาก แล้วอีกอย่างโจโฉก็กำลังจะต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปอีกหลายปี ถ้าไปหาตอนนี้จะถูกเขาเอาไปขายทิ้งเลยหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ ด้วยนิสัยที่ขี้ระแวงและเห็นแก่ตัวของโจโฉคนนั้น
หรือจะตั้งตนเป็นหัวหน้าขุนศึกเสียเอง? ไม่มีเงิน ไม่มีเสบียง ไม่มีที่ดิน ไม่มีชื่อเสียง ใครจะมาเล่นด้วยล่ะ ทุกคนคงอยากจะสลัดผ้าคลุมแล้วมีพวกเตียนอุย จูล่ง มาคุกเข่าขอสวามิภักดิ์ มีจูกัดเหลียง บังทอง มาคอยวางแผนให้ มีกวนอู เตียวหุย มารอรับคำสั่งในเต็นท์ มันจะมีเรื่องดีๆ แบบนั้นได้ยังไง ฝันกลางวันน่ะพอได้ แต่ลงมือทำจริงมันยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก
เผยเฉียนรู้สึกว่าความคิดของตัวเองถูกสถานการณ์ตอนนี้ปั่นป่วนไปหมด คิดไปคิดมาจนปวดหัวก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ “เฮ้อ ก้าวไปทีละก้าวแล้วกัน ก่อนอื่นหาโอกาสออกจากลั่วหยางก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
เผยเฉียนนวดขมับที่เริ่มปวดตุบๆ
ตอนนั้นเองชายชราคนหนึ่งก็เดินเข้ามาเบาๆ นอกประตู ยิ้มบางๆ มองดูเผยเฉียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตา ทิ้งมือลงแนบข้างลำตัวพลางกล่าวว่า “นายน้อย คุณชายชุยมาขอรับ”

0 Comments