ตอนที่ 261 การเดินทางเยือนโมร็อกโกของมาร์ควิสเวลสลีย์
แปลโดย เนสยังเมื่อบรรดานายทหารในห้องได้ยินดังนั้น ต่างก็เผยให้เห็นสีหน้าประหลาดใจระคนยินดี
เรื่องกรมเสนาธิการทหารที่พูดถึงก่อนหน้านี้ พวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเข้าใจถึงความสำคัญของมันนัก บางคนถึงกับมองว่าเป็นเพียงวิธีการรวบอำนาจทางการทหารของมกุฎราชกุมารด้วยซ้ำ ดังนั้นภายในใจของพวกเขาจึงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรมากมายนัก
แต่เกียรติยศและความหมายของการที่กองพลได้รับพระราชทานนามให้เป็นกองพลแห่งราชวงศ์นั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเข้าใจกระจ่างแจ้งเป็นอย่างดี
แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขามักจะเรียกขานตัวเองเป็นการภายในว่ากองพลทหารองครักษ์มกุฎราชกุมาร แต่นั่นก็เป็นเพียงนามที่ฝ่าบาททรงประทานให้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น ทว่าในตอนนี้ นี่คือการได้รับพระราชทานนามแห่งราชวงศ์ของแท้ที่องค์กษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เอง!
สิ่งนี้หมายความว่าพระราชวังแวร์ซายส์ให้การยอมรับในกองพลเบอร์เทียร์และเหล่านักเรียนนายร้อยตำรวจ หมายความว่านับจากนี้ไป พวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มคนระดับ “แนวหน้า” ในแวดวงทหารแล้ว!
เมื่อนึกภาพกองทัพธรรมดากองอื่นๆ ที่จะต้องแสดงความเคารพต่อพวกเขา และมองดูตราสัญลักษณ์ราชวงศ์บนเครื่องแบบทหารของพวกเขาด้วยความอิจฉาจนน้ำลายสอ บรรดานายทหารก็รู้สึกเบิกบานใจอย่างหาที่สุดไม่ได้!
ในขณะเดียวกัน ทุกคนก็ตระหนักดีว่า เมื่อได้กลายเป็นกองพลแห่งราชวงศ์อย่างเป็นทางการแล้ว สวัสดิการในด้านต่างๆ ก็ย่อมต้องเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย แน่นอนว่า เรื่องพวกนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ตามมาเท่านั้น…
บรรดานายทหารต่างลุกขึ้นยืนตรงอย่างพร้อมเพรียง ยืดอกเชิดหน้าแล้วกล่าวเสียงดังกึกก้องว่า: “ขอองค์กษัตริย์ทรงพระเจริญ!”
เลอแฟบวร์เป็นผู้กล่าวนำขึ้นมาก่อนว่า: “ขอบพระทัยฝ่าบาทมกุฎราชกุมาร! ความจงรักภักดีของกองพลจะมอบให้แด่พระองค์ตลอดไป!”
ทหารคนอื่นๆ ในกองพลรีบกล่าวตามอย่างพร้อมเพรียงว่า: “ขอบพระทัยฝ่าบาทมกุฎราชกุมาร! ความจงรักภักดีของกองพลจะมอบให้แด่พระองค์ตลอดไป!”
ใช่แล้ว พวกเขารู้ดีว่า หากไม่มีฝ่าบาทมกุฎราชกุมาร พวกเขาส่วนใหญ่ก็คงยังต้องใช้ชีวิตไปวันๆ อยู่ในกองทัพใดกองทัพหนึ่ง มองไม่เห็นหนทางที่จะก้าวหน้า ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงการได้รับพระราชทานนามแห่งราชวงศ์เลย
ทุกสิ่งที่พวกเขามีในตอนนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ฝ่าบาททรงนำมาให้ แล้วพวกเขาจะไม่รู้สึกซาบซึ้งใจได้อย่างไร?
โจเซฟแย้มสรวลพลางพยักหน้ารับ ส่งสัญญาณให้ทุกคนนั่งลง และกล่าวให้กำลังใจทุกคนอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงประกาศปิดการประชุม
เมื่อนายทหารคนอื่นๆ ลากลับไปแล้ว เบอร์เทียร์กลับเดินเข้ามาหาโจเซฟด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด: “ฝ่าบาท เรื่องการรับสมัครนายทหารขุนนางที่พระองค์ทรงรับสั่งไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ค่อยราบรื่นนักพ่ะย่ะค่ะ… มีข่าวลือว่า บรรดานายทหารได้แอบจัดตั้ง ‘พันธมิตร’ ขึ้นมาอย่างลับๆ เพื่อต่อต้านกองพลทหารองครักษ์พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรู้ดีว่า แม้นายทหารขุนนางสืบตระกูลส่วนใหญ่จะไม่ได้เรื่อง แต่ก็เหมารวมทั้งหมดไม่ได้ แม้แต่ในบรรดาจอมพลของจักรพรรดินโปเลียน ก็ยังมีนายทหารที่มาจากตระกูลขุนนางเก่าอยู่ไม่น้อย ซึ่งมีความสามารถที่แข็งแกร่งมากทีเดียว
นอกจากนี้ กองพลทหารองครักษ์ในตอนนี้กำลังขาดแคลนนายทหารระดับกลางอย่างหนัก
เมื่อก่อน ตอนที่ขนาดของกองพลยังมีขนาดเล็ก ปัญหานี้อาจจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ตอนนี้เขากำลังเตรียมที่จะขยายขนาดกองทัพแบบใหม่ให้ใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นายทหารระดับกลางขาดแคลนอย่างรุนแรง นายทหารระดับล่างสามารถพึ่งพาโรงเรียนนายร้อยตำรวจปารีสในการฝึกอบรมได้ แต่นายทหารระดับกลางจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์การรบมาสั่งสม
ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะสำเร็จได้ และกองพลทหารองครักษ์ก็เพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่นาน จึงยากที่จะขัดเกลานายทหารระดับกลางที่มีคุณภาพออกมาได้เพียงพอ
ในตอนนี้ หากสามารถดึงตัวนายทหารขุนนางเก่าหัวก้าวหน้าเข้ามาได้สักส่วนหนึ่ง และนำมาฝึกฝนเพิ่มเติมสักหน่อย ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างประสิทธิภาพการรบอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ โจเซฟก็ไม่ได้หลงตัวเองจนคิดว่า โรงเรียนนายร้อยของฝรั่งเศสที่มีอยู่มากมายสามารถผลิตนายทหารได้เพียงพอ แล้วเขาจะสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยโรงเรียนนายร้อยตำรวจปารีสเพียงแห่งเดียว
ดังนั้นการบูรณาการโรงเรียนนายร้อยที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากเช่นกัน
และโรงเรียนนายร้อยโดยพื้นฐานแล้วก็ยังคงเป็นอาณาจักรของนายทหารขุนนางเก่า แม้จะปิดโรงเรียนนายร้อยที่ไม่มีประโยชน์ไปบางส่วน แต่ก็ยังคงต้องได้รับการสนับสนุนจากนายทหารสืบตระกูลจำนวนมาก เพื่อรับประกันว่าจะมีบุคลากรผู้สอนเพียงพอ
โจเซฟขมวดคิ้วเล็กน้อย จากที่เบอร์เทียร์เพิ่งกล่าวไป ดูเหมือนว่ากระแสต่อต้านของนายทหารขุนนางเก่าจะยังคงรุนแรงมากทีเดียว
แต่เขาก็เข้าใจได้ เพราะการปฏิรูประบบนายทหารของเขา ได้ไปทุบหม้อข้าวของพวกนั้นเข้า แม้ว่าก่อนหน้านี้เพราะเหตุการณ์การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการปราบปรามการจลาจล จะทำให้พวกเขาไม่กล้าต่อต้านเขาอย่างเปิดเผยแล้ว แต่หากพวกเขาแอบต่อต้านอย่างลับๆ เขาก็ไม่สามารถเอาผิดอะไรพวกเขาได้จริงๆ
โจเซฟเดิมทีคิดว่าการเพิ่มสวัสดิการน่าจะสามารถดึงดูดนายทหารขุนนางเก่าได้ไม่น้อย แต่กลับไม่คิดว่าพวกเขาจะ “สามัคคี” กันขนาดนี้
เบอร์เทียร์เอ่ยขึ้นอย่างลังเลว่า: “ฝ่าบาท พระองค์เห็นว่า เราควรจะเพิ่มเงินเดือนในการรับสมัครนายทหารให้สูงขึ้นอีกสักหน่อยดีไหมพ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟส่ายหน้าทันที: “ไม่ได้”
การเพิ่มสวัสดิการให้นายทหารสืบตระกูลเหล่านี้สูงเกินไป ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจให้กับนายทหารที่เป็นสามัญชนและขุนนางชั้นผู้น้อยอย่างแน่นอน
แล้วจะบูรณาการคนเหล่านี้ได้อย่างไรดี? โจเซฟอดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์ความคิด…
แอฟริกาเหนือ
นครหลวงเมกเนส แห่งโมร็อกโก
มาร์ควิสเวลสลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ หันกลับไปมองกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน และทหารยามผิวดำร่างกำยำที่ยืนประจำการอยู่สองข้างประตูเมือง หันไปกล่าวกับกงสุลอังกฤษประจำโมร็อกโกที่อยู่ข้างกายว่า: “นี่เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ท่านคิดเหมือนกันไหม บารอนกรีน?”
ชายวัยกลางคนร่างเตี้ยพยักหน้า: “ใช่แล้วขอรับ ท่านมาร์ควิส อย่างน้อยในบรรดาประเทศแถบมาเกร็บ ที่นี่ก็เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและเจริญรุ่งเรืองที่สุด”
“ดังนั้น จึงมีเพียงที่นี่เท่านั้นที่มีกำลังมากพอ ที่จะยับยั้งความวู่วามของพวกนักผจญภัยแห่งพระราชวังแวร์ซายส์ได้”
มาร์ควิสเวลสลีย์กล่าวพลางขึ้นรถม้าพร้อมกับบารอนกรีน มุ่งหน้าไปยังพระราชวัง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชำเลืองมองอัศวินผิวดำที่คอยอารักขาอยู่รอบๆ ขมวดคิ้วแล้วกระซิบว่า: “รสนิยมของสุลต่านของพวกเขานี่แปลกจริงๆ ข้าหมายถึง พวกเขามีทหารที่ดูเจริญหูเจริญตากว่านี้ตั้งเยอะ”
บารอนกรีนอธิบายให้เขาฟังว่า: “เมื่อร้อยปีก่อน สุลต่านอิสมาอิลของพวกเขาอาศัย ‘กองทัพนักรบศักดิ์สิทธิ์’ ที่ประกอบด้วยทาสผิวดำ 20,000 นาย เอาชนะกลุ่มต่อต้านตามแนวชายฝั่ง และก่อตั้งราชวงศ์อเลาวีขึ้นมา ตั้งแต่นั้นมา กองทหารรักษาพระองค์ของพวกเขาก็ใช้คนผิวดำทั้งหมด”
“เอาเถอะ” มาร์ควิสเวลสลีย์ยักไหล่ “ไม่ว่าจะเป็นทาสผิวดำหรือชาวอาหรับ อย่างน้อยพวกเขาก็มีประโยชน์ในสนามรบ อ้อ ข้าจำได้ว่า ผู้การไฮด์ พาร์กเกอร์ของเราก็เคยพ่ายแพ้ให้กับพวกเขามาแล้ว”
เขาพูดถึงช่วงสงครามเจ็ดปี ผู้การไฮด์ พาร์กเกอร์แห่งกองทัพเรืออังกฤษไปดูหมิ่นสุลต่านโมร็อกโกอย่างไร้เหตุผล ผลก็คือถูกกองทัพเรือโมร็อกโก หรือก็คือกลุ่มโจรสลัดบาร์บารีกลุ่มหนึ่งจับเป็นเชลย อังกฤษต้องจ่ายเงินถึง 200,000 เหรียญเงิน ถึงจะไถ่ตัวเขากลับมาได้
และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวอังกฤษก็ไม่ค่อยอยากจะไปยุ่งกับประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกาแห่งนี้อีกเลย
“ท่านคิดว่า ตูอุสจะยอมรับข้อเสนอของท่านไหม?” บารอนกรีนในที่สุดก็หาจังหวะขัดจังหวะการคุยสัพเพเหระ และเริ่มพูดถึงเรื่องงาน “ข้าหมายถึง พื้นที่ทางตะวันตกของวาร์เซนิสนั้นเป็นผืนดินที่กว้างใหญ่มากเลยนะ”
ตูอุสที่เขาพูดถึงก็คือ เดย์แห่งแอลจีเรีย และจุดประสงค์หลักของการเดินทางมาโมร็อกโกในครั้งนี้ของพวกเขาก็คือ การ “เป็นพ่อสื่อ” ให้กับแอลจีเรียและโมร็อกโก
“เขาไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” มาร์ควิสเวลสลีย์กล่าวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย “รัฐสภาของพวกเขาจะบีบให้เขายอมรับเอง”
บารอนกรีนกระซิบแก้ไข: “ที่นั่นเรียกว่า ‘ดีวาน’ ขอรับ ซึ่งแตกต่างจากรัฐสภาในความหมายทั่วไปอยู่มาก”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน รถม้าก็หยุดลง
ครั้งนี้ผู้ที่ออกมาต้อนรับพวกเขาไม่ใช่ทหารยามผิวดำที่มาร์ควิสเวลสลีย์ไม่ค่อยชอบใจอีกต่อไป แต่เปลี่ยนเป็นชาวเบอร์เบอร์ผิวสีน้ำตาลอ่อนแทน
เจ้าพนักงานราชสำนักผู้นั้นค้อมตัวทำความเคารพทั้งสองอย่างนอบน้อม: “แขกผู้มีเกียรติ สุลต่านผู้ยิ่งใหญ่กำลังรอพวกท่านอยู่ขอรับ”

0 Comments