ตอนที่ 92 ทุจริตการสอบระดับอำเภอ
แปลโดย เนสยัง“ท่านอาจารย์ฟู่ผู้นี้แม้จะมีคุณธรรม มีฝีมือและความรับผิดชอบ แต่เรื่องความรู้กลับดูงูๆ ปลาๆ ไปหน่อยนะ”
เฉินสือนอนค้างที่สำนักศึกษาเหวินไฉ หูเฟยเฟยก็เป็นเด็กชนบทเหมือนกัน ก็เลยค้างที่นี่ด้วย ตอนนี้ยังหัวค่ำอยู่ ทั้งสองคนก็เพิ่งจะได้เงินมา ก็เลยชวนกันไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืน
ตลาดกลางคืนในอำเภอซินเซียงคึกคักกว่าตอนกลางวันเสียอีก บนถนนผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอยขายของกินสารพัดอย่าง ทั้งทอด ผัด ต้ม ตุ๋น เฉินสือ หูเฟยเฟย และเฮยโกว เดินกินมาตลอดทาง ในมือยังถือของกินมาเต็มไปหมด กินไม่ไหวแล้ว ก็เลยให้เฮยโกวยืนสองขาช่วยถือของ
“พี่ชายตระกูลเฉิน เจ้าไม่คิดว่าหมาบ้านเจ้ามันแปลกๆ ไปหน่อยเหรอ?”
หูเฟยเฟยเหลียวหลังไปมอง ก็เห็นเจ้าหมายืนสองขาหลังเดินตามมา สูงกว่าคนปกติเสียอีก แถมยังเดินนิ่งกว่าคนปกติซะด้วยซ้ำ ท่าทางถือของก็ไม่เหมือนหมาเลยสักนิด
เฉินสือหันกลับไปมอง ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ เอ่ยว่า “เจ้าก็เดินสองขาเหมือนกัน มีอะไรแปลกตรงไหนล่ะ?”
หูเฟยเฟยถึงกับอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
เดินจนรอบตลาด ท้องของพวกเขาก็ป่องเป็นลูกแตงโม เดินเตาะแตะกลับไปที่สำนักศึกษา
ในใจเฉินสือเต็มไปด้วยความสงสัยมากมาย จึงเอ่ยถามว่า “เฟยเฟย แม่บุญธรรมในเมืองอำเภออยู่ที่ไหนเหรอ?”
ตั้งแต่เข้าเมืองมา เขาก็พยายามมองหาแม่บุญธรรมของอำเภอซินเซียงมาตลอด แต่เดินหามาตั้งนานก็ยังไม่เจอ
หูเฟยเฟยเดินท้องป่องเหมือนคนท้องสิบเดือน มือข้างหนึ่งเท้าเอว มืออีกข้างถือของกิน เดินอย่างยากลำบาก ส่ายหน้าเอ่ยว่า “ในเมืองอำเภอกับเมืองมณฑล ไม่มีแม่บุญธรรมหรอกนะ”
เฉินสือไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก “ไม่มีแม่บุญธรรม แล้วจะขับไล่สิ่งชั่วร้ายได้ยังไง? สิ่งชั่วร้ายอยากจะเข้ามาในเมืองเมื่อไหร่ก็เข้ามาได้เลยงั้นสิ?”
หูเฟยเฟยกล่าว “แม้จะไม่มีแม่บุญธรรม แต่ก็มีของวิเศษที่คอยปกป้องเมืองอยู่นะ ธงหมื่นวิญญาณก็เป็นหนึ่งในของวิเศษพวกนี้ ของวิเศษชิ้นนี้คอยคุ้มครองเมืองอำเภอ ขอเพียงมีสิ่งชั่วร้ายเข้าใกล้ ธงหมื่นวิญญาณก็จะแผลงฤทธิ์ออกมาโดยอัตโนมัติ สังหารสิ่งชั่วร้ายให้สิ้นซาก ธงหมื่นวิญญาณเก่าแก่มาก ธงของอำเภอซินเซียงมีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี วิญญาณในนั้นก็ถูกหล่อหลอมจนแข็งแกร่งหาที่เปรียบไม่ได้ ไม่มีสิ่งชั่วร้ายหน้าไหนต้านทานได้หรอก นานวันเข้า พอสิ่งชั่วร้ายตายไปเยอะๆ ก็ไม่มีสิ่งชั่วร้ายหน้าไหนกล้าเข้าใกล้เมืองอำเภออีก”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง”
เฉินสือถึงบางอ้อ เอ่ยว่า “แต่ว่า ทำไมนายอำเภอกับฮูหยินนายอำเภอที่เป็นสิ่งชั่วร้าย ถึงเข้ามาในเมืองได้ แถมยังไม่โดนธงหมื่นวิญญาณฆ่าตายอีกล่ะ?”
หูเฟยเฟยโดนเขาถามจนไปไม่เป็น ส่ายหน้าเอ่ยว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ผู้นำเผ่าจิ้งจอกของข้าก็เป็นสิ่งชั่วร้ายเหมือนกัน แต่ก็เคยเข้าเมืองมาตั้งหลายครั้ง ธงหมื่นวิญญาณก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยนะ ผู้นำเผ่ามีพลังบำเพ็ญเพียรสูงส่ง สามารถซ่อนเร้นกลิ่นอายได้ แต่นายอำเภอเกิงไม่ได้เก่งกาจขนาดท่านผู้นำ แล้วทำไมถึงเข้าเมืองมาได้ล่ะ?”
เฉินสือเอ่ยถามว่า “เจ้าคิดว่านายอำเภอเกิงถูกสิ่งชั่วร้ายกินเข้าไป แล้วสิ่งชั่วร้ายก็ปลอมตัวเป็นนายอำเภอเกิง หรือว่านายอำเภอเกิงนั่นแหละที่เป็นสิ่งชั่วร้าย?”
หูเฟยเฟยคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “ข้าว่านายอำเภอเกิงนั่นแหละที่เป็นสิ่งชั่วร้าย ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว! หาที่นั่งพัก ย่อยอาหารหน่อยดีกว่า!”
เฉินสือมองไปรอบๆ เห็นริมแม่น้ำมีราวกันตกอยู่ ก็เลยชวนนางไปนั่งพักที่ราวกันตก
หูเฟยเฟยดูอ่อนระโหยโรยแรง เอนตัวพิงไหล่เขา
เฉินสือรู้สึกสะกิดใจ เอ่ยว่า “เฟยเฟย นี่ก็มืดแล้ว ปิ่นปักผมของเจ้าล่ะ? มันเรืองแสงได้จริงๆ เหรอ?”
หูเฟยเฟยตาสว่างขึ้นมาทันที ดึงปิ่นปักผมออกมาจากผม สองมือประคองไว้ ยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าดูสิ!”
เฉินสือชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วยความประหลาดใจ “มันเรืองแสงได้จริงๆ ด้วย!”
หูเฟยเฟยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ คาบปิ่นปักผมไว้ในปาก สองมือรวบผม มือข้างหนึ่งจับผมไว้ มืออีกข้างเสียบปิ่นปักผมเข้าไป ยิ้มพลางกล่าวว่า “ปิ่นปักผมอันนี้มีการสลักลวดลายยันต์เอาไว้ ตอนกลางวันจะดูดซับแสงแดด พอตกกลางคืนก็จะเปล่งแสงออกมา วิบวับๆ เลยล่ะ! พี่ชายตระกูลเฉิน เจ้ามีเรื่องสนุกๆ มาเล่าให้ฟังบ้างไหม? เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ”
เฉินสือเล่าเรื่องสนุกๆ ในภูเขาให้นางฟัง เล่าทีไรแม่จิ้งจอกสาวคนนี้ก็หัวเราะคิกคักไม่หยุด ร้องตะโกนว่า “ไม่ฟังแล้ว ไม่ฟังแล้ว! ข้าขำจนปวดท้องไปหมดแล้ว! เจ้าช่วยนวดให้ข้าหน่อยสิ!”
เฉินสือนวดท้องให้นาง ท้องของนางหัวเราะจนเกร็งไปหมด พอนวดให้ท้องอุ่นขึ้น ลมก็ระบายออกไป ก็ไม่ปวดแล้ว
ทั้งสองคนนั่งพักอยู่พักใหญ่ ถึงได้ลุกขึ้นกลับสำนักศึกษา
ฟู่เหล่ยเซิงรอพวกเขาอยู่ พอเห็นพวกเขากลับมา ก็เอ่ยว่า “ข้าจะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน พวกเจ้าสองคนก็นอนที่สำนักศึกษาไปก่อน คืนนี้ก็ทนๆ เอาหน่อยนะ เฉินสือ การที่เทพเจ้าที่แท้จริงจะลงมาประทับนั้น ต้องการร่างกายที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ห้ามสูญเสียความบริสุทธิ์เด็ดขาด เจ้าจำไว้ให้ดีนะ จำไว้ให้ดี”
คำพูดของเขามีความหมายแอบแฝง เฉินสือรู้สึกหวาดหวั่น พยายามตีความหมายของคำพูดนั้นอย่างละเอียด
ฟู่เหล่ยเซิงจากไป
ทั้งสองคนพักผ่อนครู่หนึ่ง ก็ช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาด จัดแจงพื้นที่สำหรับหลับนอน ยังไงซะที่นี่ก็คือสำนักศึกษา เป็นที่สำหรับให้นักเรียนนั่งเรียนหนังสือ ไม่มีเตียงนอน ก็เลยต้องปูนอนบนพื้น
เฉินสือหยิบที่นอนออกมาจากรถม้าไม้ แบ่งให้หูเฟยเฟยครึ่งหนึ่ง ตัวเองเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง
ทั้งสองคนบอกฝันดีกัน แล้วก็มุดเข้าผ้าห่มไป หมานอนเฝ้าอยู่ข้างนอก ได้ยินแต่เสียงจิ้งหรีดร้องระงม นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก
ตลาดกลางคืนอันแสนคึกคักในเมืองอำเภอ ราวกับอยู่ห่างไกลจากพวกเขาออกไปเรื่อยๆ
หูเฟยเฟยคลานออกมาจากผ้าห่ม ยิ้มพลางกล่าวว่า “นอนไม่หลับเลย พี่ชายตระกูลเฉิน เจ้าเล่าเรื่องในภูเขาให้ฟังอีกหน่อยสิ? ข้าตามพี่สาวในเผ่าจิ้งจอกฝึกวิชา ไม่ค่อยได้เข้าป่าเข้าเขาเลย”
เฉินสือลุกขึ้นนั่ง เล่าเรื่องแปลกๆ ในภูเขาเฉียนหยางให้นางฟัง เล่าเรื่องกฎประหลาดๆ ในป่า เรื่องวิญญาณผู้พิทักษ์ขุนเขา งูยักษ์เสวียนซาน ยายจวงอายุหกพันปี แล้วก็เรื่องตุ๊กตาโสมจอมซนอีกมากมาย
หูเฟยเฟยขยับผ้าห่มเข้ามาใกล้เขา มุดเข้าไปในผ้าห่ม นอนตะแคงฟังเขาเล่า ดวงตาเป็นประกายในความมืด
“พี่ชายตระกูลเฉิน หลังจากสอบติดแล้ว เจ้าอยากทำอะไรเหรอ?” แม่จิ้งจอกสาวเอ่ยถาม
“ทำอะไรเหรอ?”
เฉินสือรู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาคิดทบทวนดู เป้าหมายแรกเริ่มที่เขาสอบก็คืออยากเป็นจวี่เหริน จะได้กลับมาเป็นนายท่านที่บ้านเกิด กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน ให้ปู่ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข
แต่ตอนนี้ปู่ไปอยู่ปรโลกแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมา
ตอนนี้ การมาสอบของเขาดูเหมือนจะเป็นแค่ความปรารถนาอย่างหนึ่งที่อยากจะทำให้สำเร็จ
“หลังจากสอบติด ข้าอยากจะกลับไปเป็นนายท่านที่บ้านเกิด จะได้กดขี่ข่มเหงชาวบ้านได้อย่างชอบธรรม”
เฉินสือกล่าว “แล้วเจ้าล่ะ?”
หูเฟยเฟยเอามือทั้งสองข้างวางทาบอก จับขอบผ้าห่มไว้ ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ยิ้มพลางกล่าวว่า “เป้าหมายที่ข้ามาสอบ ก็เพื่อจะหาบัณฑิตหน้าตาดีๆ สักคน แล้วก็สร้างตำนานรักคนกับจิ้งจอกอันแสนโรแมนติกไงล่ะ!”
เฉินสือถามว่า “แล้วเจ้าหาเจอหรือยัง?”
“ยังเลย”
หูเฟยเฟยดูเศร้าลงเล็กน้อย เอ่ยว่า “ในสำนักศึกษาของพวกเรามีแต่เด็กเมื่อวานซืน ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ไม่มีใครเข้าตาข้าเลยสักคน รอให้ข้าสอบติดซิ่วไฉหรือจวี่เหรินก่อนเถอะ ต้องมีบัณฑิตที่ดีกว่านี้เข้ามาให้เลือกแน่นอน”
พวกเขาพูดคุยถึงอนาคตกัน เสียงของหูเฟยเฟยก็เบาลงเรื่อยๆ จนค่อยๆ หลับไป
เฉินสือเห็นดังนั้น ก็มุดตัวกลับเข้าไปในผ้าห่ม ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
ในที่สุดวันสอบระดับอำเภอก็มาถึง
สถานที่สอบในครั้งนี้คือศาลเจ้าขงจื่อภายในเมืองอำเภอ ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับบูชาท่านอาจารย์ขงจื่อ ริมกำแพงถูกแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ หลายห้อง นักเรียนจากสำนักศึกษาตามหมู่บ้านและตำบลต่างๆ ในอำเภอซินเซียง ล้วนเดินทางมาที่นี่กันอย่างพร้อมหน้า แค่ในเมืองอำเภอก็มีคนเป็นร้อยแล้ว ถ้ารวมพวกที่มาจากตำบลก็ยิ่งเยอะ เป็นร้อยๆ คนเลยทีเดียว แถมยังมีคนแก่ผมขาวโพลนมาเข้าร่วมสอบด้วย
รอบแรกคือการสอบข้อเขียน
เฉินสือและนักเรียนจากสำนักศึกษาเหวินไฉถูกจับแยกย้ายกันไปตามห้องเล็กๆ ต่างๆ รอจนทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว ถึงจะแจกพู่กัน หมึก กระดาษ และที่ฝนหมึก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทุจริต
ผู้คุมสอบก็คือเถียนหวยอี้ที่ฟู่เหล่ยเซิงพูดถึง เป็นขุนนางหนุ่มผู้เคร่งขรึมและไม่ค่อยจะยิ้มแย้ม เริ่มจากการทำพิธีบูชาท่านอาจารย์ขงจื่อ จากนั้นก็บูชาเทพเจ้าเหวินชาง แล้วถึงจะประกาศเริ่มการสอบอย่างเป็นทางการ
“หัวข้อการสอบในวันนี้ก็คือ ให้อธิบายความหมายของประโยคที่ว่า: เจิงจื่อกล่าวไว้ว่า: ‘นกที่ใกล้จะตาย เสียงร้องย่อมโหยหวน คนที่ใกล้จะตาย คำพูดมักจะจริงใจ'”
เถียนหวยอี้ประกาศหัวข้อเสร็จ เสียงก็ดังกึกก้องกังวาน เอ่ยต่อว่า “ในห้องสอบ ห้ามพูดคุย ห้ามปรึกษาหารือ ห้ามพกโพยเข้าห้องสอบเด็ดขาด ขอเชิญกระจกสว่าง ส่องให้เห็นทุกซอกทุกมุม!”
ก็เห็นผู้คุมสอบสองคนช่วยกันยกกระจกบานใหญ่ออกมา กระจกบานนี้สูงเท่ากับคน มีธูปจุดอยู่ด้านหน้าหนึ่งดอก เดินผ่านไปตามห้องเล็กๆ ทีละห้อง
ธูปดอกนั้นลุกไหม้ ควันธูปลอยไปทางกระจกบานใหญ่ กระจกบานนี้ราวกับมีชีวิตวิญญาณ พอได้รับควันธูปเข้าไป ก็สาดส่องแสงสีส้มออกมา ดูนุ่มนวลสบายตา
ทันใดนั้น ผู้คุมสอบทั้งสองคนก็หยุดชะงัก ส่งซิกให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างๆ
เจ้าหน้าที่สองคนรีบเดินเข้าไปที่ห้องเล็กๆ ห้องนั้น นักเรียนในห้องตกใจกลัวจนหน้าถอดสี ส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ยังคงตวัดพู่กันเขียนกระดาษคำตอบอย่างไม่หยุดหย่อน
เจ้าหน้าที่ทั้งสองแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา กระชากหมวกสีดำของนักเรียนคนนั้นออก
ก็เห็นว่าบนหัวของนักเรียนคนนั้น มีหนูขนขาวสูงประมาณสามสี่นิ้วนั่งอยู่ตัวหนึ่ง ในมือถือพู่กันด้ามเล็กๆ ข้างหน้ามีกระดานวาดรูปตั้งอยู่ บนกระดานมีกระดาษวางอยู่
หนูขนขาวตัวนี้กำลังตั้งอกตั้งใจเขียนหนังสืออย่างขะมักเขม้น สิ่งที่มันเขียน ก็คือคำอธิบายของหัวข้อสอบนั่นเอง
มันเขียนอะไร นักเรียนคนนั้นก็จะเขียนตาม
หนูขนขาวเห็นว่าความแตก ก็รีบทิ้งพู่กันเตรียมจะหนี แต่จะไปหนีทันได้อย่างไร? ถูกเจ้าหน้าที่ที่อยู่ทางซ้ายมือคว้าตัวไว้ได้
เจ้าหน้าที่อีกคนจับตัวนักเรียนคนนั้นส่งไปให้ผู้คุมสอบเถียนหวยอี้ เถียนหวยอี้ปรายตามองหนูขนขาวแวบหนึ่ง แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ที่แท้ก็คือหนูรู้แจ้ง กล้ามาทุจริตในที่ของข้างั้นรึ? ช่างกล้านักนะ! ลากตัวไป โบยสิบไม้!”
พวกเจ้าหน้าที่ลากตัวนักเรียนคนนั้นออกไป
ผู้คุมสอบทั้งสองคนยังคงถือกระจกสว่างเดินส่องต่อไป
เฉินสือนั่งอยู่ในห้องเล็กๆ รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก “คนที่ใกล้จะตาย คำพูดมักจะจริงใจ! หัวข้อนี้ อาจารย์จูเคยอธิบายให้ฟังมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นหัวข้อที่ข้าถนัดที่สุดเลย!”
เขาตวัดพู่กันอย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็เขียนเรียงความความยาวสองร้อยตัวอักษรเสร็จสรรพ จากนั้นก็เขียนชื่อตัวเองและชื่อสำนักศึกษาลงไป เป่าให้หมึกแห้ง แล้วก็ลุกขึ้นไปส่งกระดาษคำตอบ
ตอนนี้ นักเรียนคนอื่นๆ ยังคงก้มหน้าก้มตาเขียนอยู่ บางคนก็กำลังใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะเริ่มเขียนยังไงดี ยังไม่มีใครส่งกระดาษคำตอบเลยสักคน
เถียนหวยอี้เห็นเขาเป็นคนแรกที่มาส่งกระดาษคำตอบ ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง รับกระดาษคำตอบมา กวาดสายตามองชื่อสำนักศึกษา แล้วหัวเราะ “สำนักศึกษาเหวินไฉของท่านอาจารย์ของข้านี่เอง ท่านอาจารย์ตั้งใจสั่งสอนลูกศิษย์ ดูท่าทางจะได้ลูกศิษย์เก่งๆ มาอีกคนแล้วสิ”
ผู้คุมสอบคนอื่นๆ ก็พากันประจบประแจงว่า “ลูกศิษย์เก่งก็ต้องมาจากอาจารย์เก่งสิขอรับ ไม่อย่างนั้นสมัยก่อนจะสอนลูกศิษย์ที่เก่งกาจอย่างใต้เท้าเถียนออกมาได้อย่างไร?”
เถียนหวยอี้ก้มหน้าอ่านกระดาษคำตอบ รอยยิ้มบนใบหน้าก็เริ่มแข็งค้าง ปิดกระดาษคำตอบดังปัง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติ
“ลูกศิษย์ของท่านอาจารย์ มีกบฏโผล่มางั้นรึ?”
เขาคิดในใจ “ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องไปพบท่านอาจารย์! เรื่องนี้มันคอขาดบาดตายชัดๆ ถ้าโดนประหารขึ้นมา ไม่แน่อาจจะลากท่านอาจารย์กับข้าไปซวยด้วย!”
เฉินสือเดินออกจากศาลเจ้าขงจื่อ ฟู่เหล่ยเซิงยืนรออยู่ข้างนอก พอเห็นเฉินสือเดินออกมา ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง รีบเดินเข้าไปหา
“เฉินสือ ออกมาเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? ทำข้อสอบได้ไหม?”
เฉินสือยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ข้าอ่านคัมภีร์ของท่านอาจารย์ขงจื่อจนทะลุปรุโปร่ง การสอบระดับอำเภอแค่นี้ สบายมากขอรับ”
ฟู่เหล่ยเซิงกำลังจะเอ่ยปากถามว่าเขาเขียนอะไรลงไป ทันใดนั้นก็มีลำแสงสีแดงสว่างวาบสาดส่องลงมาจากท้องฟ้า พุ่งตรงเข้าไปในศาลเจ้าขงจื่อ ในอากาศมีกลิ่นหอมประหลาดโชยมาเตะจมูก
“การจุติของเทพ… เทพเจ้าลงมาจุติแล้ว!”
ฟู่เหล่ยเซิงจ้องมองลำแสงสว่างเจิดจ้านี้ด้วยความตกตะลึง ทันใดนั้นก็ร้องอุทานออกมา ในศาลเจ้าขงจื่อก็มีเสียงอุทานดังขึ้นเช่นกัน ผู้คุมสอบหลายคนต่างก็ตกใจกับแสงสว่างนี้ พากันพูดว่า “เทพเจ้าที่แท้จริงลงมาจุติ! นักเรียนคนไหนที่ได้รับความเมตตาจากเทพเจ้าที่แท้จริงนะ?”
ฟังจากน้ำเสียง เห็นได้ชัดว่าการจุติของเทพเจ้าในครั้งนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
หัวใจของเฉินสือก็เต้นโครมคราม จ้องมองลำแสงสว่างที่พุ่งตรงลงมานั้นตาไม่กะพริบ
กลิ่นหอมในอากาศเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ พอสูดดมเข้าไป ก็รู้สึกเบาสบายราวกับได้ล่องลอยขึ้นสวรรค์
การจุติของเทพ ชื่อเต็มๆ ก็คือ การจุติของเทพเจ้าที่แท้จริง
ผู้ฝึกตนตัวน้อยๆ ในระดับศาลเจ้าเทพ หลังจากที่สร้างศาลเจ้าเทพสำเร็จ ก็จะมีการจัดพิธีบวงสรวงสวรรค์อันยิ่งใหญ่ เทพเจ้าที่แท้จริงจากนอกแผ่นฟ้าเมื่อได้รับควันธูป ก็จะสาดส่องแสงสว่างลงมา ประทานครรภ์เทพให้
เมื่อครรภ์เทพเข้าไปสถิตอยู่ในศาลเจ้าเทพ ผู้ฝึกตนก็จะก้าวเข้าสู่ระดับครรภ์เทพอย่างเป็นทางการ และมีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ระดับต่อไป นั่นก็คือการหล่อหลอมแก่นทองคำ
แต่ทว่า การจุติของเทพนั้นมักจะเกิดขึ้นหลังจากการประกอบพิธีเซ่นไหว้ในการสอบระดับอำเภอเสร็จสิ้น การที่เทพเจ้าลงมาจุติกลางงานสอบ ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
“ไม่ต้องมีพิธีเซ่นไหว้ใหญ่ ก็ลงมาจุติได้เองเลย มักจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงส่ง การเรียนโดดเด่น!”
ฟู่เหล่ยเซิงพึมพำ “คนคนนี้ ตกลงแล้วเป็นใครกันแน่?”
เขาเพิ่งจะพูดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นก็มีคนเดินแกมวิ่งเข้ามา โค้งคำนับเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ฟู่ ใต้เท้าเถียนขอเชิญไปพบขอรับ”
ฟู่เหล่ยเซิงได้ยินดังนั้น ก็รีบเดินตามคนผู้นั้นไป เข้าไปในศาลเจ้าทางประตูหลัง เถียนหวยอี้ยืนรออยู่ที่ประตูหลังแล้ว พอเจอหน้ากันก็ไม่ต้องทักทายอะไรให้มากความ รีบพูดว่า “ท่านอาจารย์ สำนักศึกษาเหวินไฉเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! มีทั้งกบฏและอัจฉริยะ โผล่มาจากสำนักศึกษาเหวินไฉพร้อมกันเลยขอรับ!”
ฟู่เหล่ยเซิงทั้งตกใจทั้งดีใจ รีบซักถามรายละเอียด
เถียนหวยอี้กล่าว “คนที่เทพเจ้าลงมาจุติประทานพรให้ ก็คือนักเรียนจากสำนักศึกษาเหวินไฉขอรับ ชื่อว่า เสิ่นอวี่เซิง เด็กคนนี้ได้รับความเมตตาจากเทพเจ้าในการสอบข้อเขียน เทพเจ้าจึงประทานครรภ์เทพให้ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเป็นระดับไหน แต่รับรองว่าต้องไม่ต่ำกว่าระดับสองแน่นอน! นี่คืออัจฉริยะเลยนะขอรับ ยินดีด้วยครับท่านอาจารย์! ส่วนเรื่องกบฏนั้น…”
เขาหยิบกระดาษคำตอบของเฉินสือออกมา ส่งให้ฟู่เหล่ยเซิง
“รบกวนท่านอาจารย์ลองอ่านดูขอรับ”
ฟู่เหล่ยเซิงกวาดสายตามองไปแวบเดียว หน้าก็ซีดเป็นไก่ต้ม “นี่มันตั้งใจจะส่งข้าไปเป็นวิญญาณในธงหมื่นวิญญาณชัดๆ!”
เถียนหวยอี้รีบถาม “ท่านอาจารย์ จะเอาไงดีขอรับ?”
ฟู่เหล่ยเซิงกัดฟันกรอด “ข้าจะเขียนให้มันใหม่เอง! ไม่ว่ายังไง ก็ต้องไม่ให้สำนักศึกษาต้องมาเดือดร้อนไปด้วย!”
เถียนหวยอี้ลังเลเล็กน้อย เอ่ยว่า “ถ้าท่านอาจารย์เขียนให้เขา เขาก็ต้องสอบติดซิ่วไฉแน่ พอสอบติดซิ่วไฉ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงก็จะไปสอบจวี่เหริน ถ้าเขาไปสอบที่เมืองมณฑล เรื่องมันจะไม่แดงไปกันใหญ่เหรอขอรับ?”
ฟู่เหล่ยเซิงรีบหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และที่ฝนหมึกออกมา เอ่ยว่า “รอให้เขาสอบติดซิ่วไฉ ข้าก็จะไล่มันออกจากสำนักศึกษาเหวินไฉ พอถึงเวลาสอบจวี่เหริน ต่อให้มันจะก่อเรื่องใหญ่แค่ไหน ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับสำนักศึกษาของพวกเราแล้ว!”
เถียนหวยอี้กดเสียงต่ำตะโกนว่า “ท่านอาจารย์ นี่มันเป็นการทุจริตนะขอรับ!”
“ทุจริตก็ยังดีกว่าโดนส่งไปเป็นวิญญาณในธงหมื่นวิญญาณล่ะน่า! ขืนส่งกระดาษคำตอบของมันขึ้นไป ดีไม่ดีเจ้าก็จะซวยไปด้วยนะ!”

0 Comments