ตอนที่ 65 คลื่นลูกใหม่น่าเกรงขาม
แปลโดย เนสยังเฉินสือพาเฮยโกวมาที่ภูเขาที่งูยักษ์เสวียนซานอาศัยอยู่ ตอนนี้คือวันที่หกของการเปลี่ยนแปลงของมาร แต่บนภูเขากลับยังมีชาวบ้านกว่าพันคนที่ไม่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ
แต่ทว่า ปัญหาเรื่องการกินอยู่หลับนอนของคนเหล่านี้กลับเป็นปัญหาใหญ่ ตอนนี้ในป่าเขาแทบจะหาอาหารไม่ได้แล้ว สัตว์วิเศษส่วนใหญ่ก็ซ่อนตัวเงียบ ป่าไม้มีแต่สัตว์ที่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ หาอาหารประทังชีวิตไม่ได้เลย คนที่งูยักษ์เสวียนซานคุ้มครองอยู่ ก็ต้องอดตายเข้าสักวัน
งูยักษ์เสวียนซานอิ่มทิพย์ ไม่ต้องกินต้องดื่ม แต่คนธรรมดาพวกนี้แค่อิ่มทิพย์ก็คงต้องอดตาย
มีบางคนหิวจนทนไม่ไหว ลงเขาไปหาอาหาร แต่มักจะเดินไปได้ไม่ทันถึงตีนเขา ก็กลายเป็นคนกระเบื้องเคลือบไปเสียก่อน
เฉินสือมาถึงตีนเขา ก็เห็นคนกระเบื้องเคลือบอยู่มากมาย บางคนก็ยืนนิ่งอยู่ในท่าเดิน บางคนก็ล้มลงไปนอนกองกับพื้น แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
คนกระเบื้องเคลือบเหล่านี้มีทั้งหญิงและชาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว ก็เลยต้องยอมเสี่ยงออกมาหาอาหาร แต่สุดท้ายก็มาจบชีวิตลงเพราะความรุนแรงของการกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ
“งูยักษ์เสวียนซานก็แก้ปัญหาเรื่องปากท้องไม่ได้เหมือนกัน ถ้าคนพวกนี้ไม่มีอะไรกิน เกรงว่าจะต้องหันมากินเนื้อคนด้วยกันเองแน่ๆ” เฉินสือคิดในใจ
ใต้หัวของงูยักษ์เสวียนซาน เฉินสือเจอปู่กำลังสำรวจคนกระเบื้องเคลือบคนหนึ่งอยู่
เขาดีใจมาก รีบพุ่งเข้าไปกอดปู่แน่น ไม่ยอมปล่อย
ปู่หัวเราะ ลูบหัวเขา พอเฉินสือหายตื่นเต้นแล้ว ถึงได้เอ่ยขึ้นมาว่า “ช่วงนี้เจ้าเก่งขึ้นมากเลยนะ ไม่เพียงแต่ดูแลตัวเองได้แล้ว ยังช่วยเหลือคนอื่นได้อีกเยอะแยะเลย”
เฉินสือหัวเราะ “ปู่ครับ ข้าสามารถสะกดรอยมือผีได้แล้วนะ จะไม่กำเริบอีกแล้ว! ปู่ไม่ต้องเป็นห่วงข้าแล้วนะ!”
เขารู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
เขาเคยจินตนาการถึงเรื่องร้ายๆ ไว้สารพัด เช่น ปู่แก่แล้ว ความจำเสื่อมหลงทางไปไหนหรือเปล่า ปู่โดนสัตว์วิเศษกินไปแล้วหรือเปล่า หรือว่าปู่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปแล้ว หรืออาจจะโดนแก๊งค้ามนุษย์หลอกไปขายที่อื่น อะไรทำนองนี้
ตอนนี้พอได้เจอหน้าปู่อีกครั้ง เขาถึงได้โล่งใจ
เฮยโกวก็ดูนิ่งกว่าเยอะ เดินมาคลอเคลียที่ขาปู่ แหงนหน้ารอให้ปู่ลูบหัว
และก็เป็นอย่างที่คิด ปู่ลูบหัวมันไปสองที หมาดำก็ดูมีความสุขสุดๆ
“ปู่ครับ ข้าคิดวิธีรอดชีวิตออกไปได้แล้วนะ!” เฉินสือพูดอย่างตื่นเต้น
เฉินอิ๋นตวงมองเขาด้วยความประหลาดใจ หัวเราะ “ข้าก็ค้นพบอะไรแปลกๆ เหมือนกัน เจ้าจะพูดก่อน หรือให้ข้าพูดก่อนดีล่ะ?”
เฉินสือยิ้ม “ปู่พูดก่อนเลยครับ”
เฉินอิ๋นตวงย่อตัวลง สำรวจคนกระเบื้องเคลือบตรงหน้า เฉินสือก็ชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วย คนกระเบื้องเคลือบคนนี้ก็คือชาวบ้านธรรมดาที่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคนกระเบื้องเคลือบคนอื่นๆ ข้างนอกเลย เขาสังเกตอยู่นาน ก็ไม่เห็นว่ามันจะมีความผิดปกติอะไร
เฉินอิ๋นตวงเอ่ย “ข้ากำลังสังเกตว่ามันเคลื่อนไหวหรือเปล่า”
“เคลื่อนไหวเหรอ?” เฉินสืออึ้งไป
“ใช่แล้ว แถมหลายวันมานี้ ข้าก็สังเกตจนได้ข้อสรุปมาแล้วด้วย”
ใบหน้าซีดเซียวของเฉินอิ๋นตวงเผยให้เห็นรอยยิ้ม เอ่ยว่า “มันเคลื่อนไหวจริงๆ ด้วย เมื่อสี่วันก่อนคือวันที่คนธรรมดากลุ่มแรกเริ่มกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ ข้าพาคนกระเบื้องเคลือบคนนี้มาที่นี่ วางไว้ตรงนี้ สี่วันผ่านไป ข้าพบว่ามือข้างนึงของมัน ขยับไปได้สี่หาว (毫 – ประมาณเศษหนึ่งส่วนพันนิ้ว)”
หาว ก็คือความกว้างของเส้นผม เทียบเท่ากับสิบเท่าของเส้นไหม คือหนึ่งในพันของนิ้ว
นั่นก็หมายความว่า มือของคนกระเบื้องเคลือบ ขยับไปได้ระยะทางเท่ากับความกว้างของเส้นผมสี่เส้นในเวลาสี่วัน
“เจ้ารู้ไหมว่านี่หมายความว่ายังไง?”
เฉินอิ๋นตวงหัวเราะ “มันยังมีชีวิตอยู่”
เขายืดตัวขึ้น มองไปที่คนกระเบื้องเคลือบตรงตีนเขา แล้วก็มองกวาดไปทั่วบริเวณป่าเขาที่กว้างใหญ่ไพศาล เอ่ยว่า “พวกเขาทุกคนยังมีชีวิตอยู่! รวมถึงสัตว์วิเศษ ต้นไม้ใบหญ้า นก ปลา แมลง ที่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปแล้ว หรือแม้แต่เสบียงอาหารที่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบ ทุกอย่างยังมีชีวิตอยู่! พวกเขาแค่กลายเป็นสิ่งมีชีวิตในรูปแบบกระเบื้องเคลือบเท่านั้น!”
เขาพูดอย่างตื่นเต้น “การเคลื่อนไหวของพวกเขาช้าลงอย่างมาก ช้าจนอาจจะต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะก้าวเดินได้สักก้าว หายใจได้สักเฮือก ช้าจนต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะกะพริบตาได้สักครั้ง ช้าจนต้องใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าเมล็ดพืชจะงอกเงย แต่พวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่จริงๆ! นี่แหละคือสิ่งที่ข้าค้นพบ!”
เฉินสือก็รู้สึกตื่นเต้นไม่แพ้กัน ยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเขายังไม่ตาย นั่นก็หมายความว่า ขอแค่กำจัดพระโพธิสัตว์ปีศาจได้ พวกเขาก็อาจจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้สินะ!”
เฉินอิ๋นตวงหัวเราะ “ไม่ใช่แค่อาจจะ แต่เป็นแน่นอนต่างหาก นี่คือทางรอดเพียงหนึ่งเดียวที่กษัตริย์ที่แท้จริงเหลือไว้ให้ชาวบ้าน”
เฉินสือไม่เข้าใจ พยายามคิดตามว่าทำไมปู่ถึงพูดแบบนั้น
ทันใดนั้น เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้
“คนที่อยากจะขโมยสมบัติในสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นพวกผู้ฝึกตน! ผู้ฝึกตนพวกนี้เข้าไปในโรงเผาเครื่องเคลือบเพื่อหาสุสานกษัตริย์ที่แท้จริง ก็เลยไปปลุกพระโพธิสัตว์ปีศาจเข้า พระโพธิสัตว์ปีศาจก็เลยอาละวาด เปลี่ยนรัศมีร้อยลี้ให้กลายเป็นมารอาณาเขต งั้นพวกผู้ฝึกตนในรัศมีร้อยลี้ ก็ต้องพากันมาสู้ตายกับพระโพธิสัตว์ปีศาจแน่ๆ! ขอแค่กำจัดพระโพธิสัตว์ปีศาจได้ภายในร้อยวัน ก็จะสามารถคว้าทางรอดนี้ไว้ และช่วยเหลือทุกคนได้!”
นี่แหละคือทางรอดเพียงหนึ่งเดียว!
แต่ก็ต้องคว้าไว้ให้ได้ด้วยนะ
ถ้าคว้าไว้ไม่ได้ พอครบกำหนดร้อยวัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะพังพินาศ กลายเป็นเถ้าถ่าน!
แต่ว่า จะกำจัดพระโพธิสัตว์ปีศาจได้ยังไงล่ะ?
พระโพธิสัตว์ปีศาจมีพลังเวทอันแข็งแกร่ง มารอาณาเขตครอบคลุมรัศมีร้อยลี้ ทำให้ผู้คนไม่สามารถหนีรอดไปได้ ทำได้เพียงกลายเป็นกระเบื้องเคลือบ
พระโพธิสัตว์ปีศาจมีพลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัว เซียวหวังซุน ยายชา หลี่จินต๋อย จินหงอิง สู้ตัดสินกับมัน ยอดฝีมือทั้งสี่คนถึงกับถูกทำร้ายจนสะบักสะบอม กลายเป็นคนพิการไปเลย!
แล้วตอนนี้ จะมีวิธีไหนไปจัดการกับพระโพธิสัตว์ปีศาจได้อีกล่ะ?
“เจ้าสิบ แล้ววิธีรอดชีวิตที่เจ้าว่ามาคืออะไรเหรอ?” เฉินอิ๋นตวงเอ่ยถาม
เฉินสือหลุดจากภวังค์ เอ่ยว่า “มารอาณาเขตของพระโพธิสัตว์ปีศาจ ครอบคลุมได้แค่โลกคนเป็นเท่านั้น ไม่สามารถครอบคลุมไปถึงปรโลกได้ ดังนั้นข้าเลยคิดว่าจะผ่านไปทางแม่น้ำเต๋อเจียง ผ่านปลาเป่าฮุ่ย (ต้ากุ่น) เพื่อเดินทางไปที่แม่น้ำลืมเลือน (วั่งชวน) ในปรโลก ล่องเรือไปตามแม่น้ำนั้นสักร้อยลี้ ก็จะพ้นรัศมีของมารอาณาเขตแล้ว ค่อยผ่านปลาเป่าฮุ่ยกลับมาที่โลกคนเป็นอีกที ก็จะสามารถหนีออกจากมารอาณาเขตได้แล้ว!”
เฉินอิ๋นตวงส่ายหน้า “ตอนนี้ปลาเป่าฮุ่ยในแม่น้ำเต๋อเจียง ถ้าไม่กลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปแล้ว ก็คงหนีลงปรโลก ไม่ก็หนีไปทางต้นน้ำหรือปลายน้ำหมดแล้วล่ะ เกรงว่าในแม่น้ำคงจะหาปลาเป่าฮุ่ยไม่เจอแล้วล่ะ”
ดวงตาของเฉินสือเป็นประกายวิบวับ หัวเราะ “กระแสน้ำในแม่น้ำเต๋อเจียงไหลเชี่ยวไม่เคยหยุดนิ่ง สายน้ำไม่เคยหยุดนิ่ง ปลาในน้ำก็เหมือนกัน ขอแค่พวกเราไปดักรอที่ต้นน้ำหรือปลายน้ำ ก็ต้องเจอพวกปลาเป่าฮุ่ยที่หลงเข้ามาในมารอาณาเขตแน่ๆ! พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเรายังมีโอกาสหนีรอดออกไปได้!”
เฉินอิ๋นตวงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “ปลาเป่าฮุ่ยหนึ่งตัว ก็พอให้พวกเราสองปู่หลานหนีรอดไปได้แล้ว มากสุดก็พาหม้อดำไปด้วยอีกตัวนึง พวกเราสามชีวิต ก็สามารถนั่งอยู่ในปากปลาขนาดยักษ์ ปล่อยให้มันพาพวกเราแหวกว่ายไปมาระหว่างโลกคนเป็นกับปรโลก หนีออกจากมารอาณาเขตได้!”
ตอนนั้นเอง เสียงของหลี่เทียนชิงก็ดังขึ้น “เจ้าสิบ พวกเราตั้งใจจะไปสู้กับพระโพธิสัตว์ปีศาจอีกรอบ ต้องการให้เจ้ามาช่วยแกะรอยลวดลายยันต์บนตัวมันน่ะ!”
เฉินสือลุกขึ้นยืน มองไปตามเสียง ก็เห็นรถม้าของเซียวหวังซุนจอดอยู่ข้างนอก
“ปู่ครับ ข้าไปช่วยพวกเขาก่อนนะ”
เฉินสือกำลังจะเดินออกไป ทันใดนั้นก็หยุดฝีเท้า หันกลับมาเอ่ยว่า “สองวัน ให้เวลาเต็มที่แค่สองวัน ถ้ายังกำจัดพระโพธิสัตว์ปีศาจไม่ได้ ครอบครัวเราก็จะหนีออกจากมารอาณาเขตกัน! ส่วนคนอื่นๆ… ก็ปล่อยให้เป็นไปตามเวรกรรมก็แล้วกัน!”
เฉินอิ๋นตวงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ตกลง เจ้าสิบ พวกเราตกลงกันตามนี้นะ เจ้ารีบไปเถอะ”
เฉินสือรีบเดินไปที่รถม้า กระโดดขึ้นรถ รถม้าก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้เฮยโกวไม่ได้ตามไป แต่เลือกที่จะอยู่เป็นเพื่อนเฉินอิ๋นตวง
ชายหนุ่มชุดดำ (งูยักษ์เสวียนซาน) เดินมาหาเฉินอิ๋นตวง มองตามรถม้าที่แล่นห่างออกไป เอ่ยว่า “เฉินสือเติบโตเป็นเด็กหนุ่มที่เก่งกาจมากเลยนะ บางทีเขาอาจจะไม่ต้องการให้เจ้าคอยดูแล ก็สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เป็นอย่างดีก็ได้”
เฉินอิ๋นตวงรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก หัวเราะ “เขาก็โตขึ้นมากจริงๆ นั่นแหละ ถึงขั้นหาช่องโหว่ของมารอาณาเขตเจอด้วย”
ชายหนุ่มชุดดำเอ่ย “เขาเหมือนกับวัชพืชที่มีชีวิตชีวาสุดๆ เจ้ามักจะกังวลว่าถ้าเจ้าจากไป เขาจะอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่ข้าคิดว่า เขากำลังพยายามจะบอกเจ้าว่า เขาสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพื่อให้เจ้าคลายกังวล”
เฉินอิ๋นตวงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา เอ่ยว่า “เสวียนซาน เจ้าควรจะปล่อยให้คนพวกนี้กลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปซะ ไม่ควรฝืนรั้งไว้อีกแล้ว ถ้าพวกเขาเป็นกระเบื้องเคลือบไป ก็อาจจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ แต่ถ้าเจ้ายังฝืนปกป้องพวกเขาไว้แบบนี้ ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะอดตายจริงๆ ก็ได้นะ”
ชายหนุ่มชุดดำเอ่ย “ถ้าพวกเขากลายเป็นกระเบื้องเคลือบ จะมีคนมาช่วยพวกเขาไหม?”
“ต้องมีสิ ต้องมีคนมาช่วยแน่นอน”
ชายหนุ่มชุดดำจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ทันใดนั้น พลังวิเศษที่แผ่คลุมยอดเขาก็เริ่มจางหายไป พลังของพระโพธิสัตว์ปีศาจก็เริ่มแทรกซึมเข้ามา
บนยอดเขา ผู้คนยังคงทำกิจกรรมของตัวเองต่อไป ดูแลคนแก่ เลี้ยงดูเด็ก ในสายตาของคนนอก การเคลื่อนไหวของพวกเขาเริ่มช้าลงเรื่อยๆ และค่อยๆ กลายเป็นกระเบื้องเคลือบไปในที่สุด
แต่ในสายตาของพวกเขา โลกใบนี้ยังคงเหมือนเดิม พวกเขายังคงพูดคุย ใช้ชีวิตกันด้วยความเร็วปกติ
นี่คือโลกของคนกระเบื้องเคลือบ เป็นโลกที่คนนอกไม่สามารถรับรู้ได้
รถม้าพาเฉินสือมุ่งหน้าไปที่ตำบลเฉียววาน บนรถยังมีเซียวหวังซุนกับหลี่เทียนชิงอยู่ด้วย เมื่อมาถึงตำบลเฉียววาน ก็เลี้ยวเข้าถนนหลายสาย จนมาถึงโรงทำกระดาษในตำบล
ในตำบลไม่มีคนอยู่แล้ว มีเพียงคนกระเบื้องเคลือบยืนอยู่ประปราย และก็มีสิ่งชั่วร้ายเพ่นพ่านไปมาอยู่บ้าง พอเห็นรถม้าของพวกเขาก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้
โรงทำกระดาษใช้น้ำจากลำธารสายเล็กๆ อาศัยแรงดันน้ำมาหมุนกังหันน้ำ กังหันน้ำก็ไปหมุนโม่หินให้บดเศษไผ่และใบไม้ที่แช่น้ำจนเปื่อยให้กลายเป็นผง
ข้างนอกยังมีบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ข้างในแช่เศษไผ่และใบไม้เอาไว้ แช่จนเน่าเหม็นไปหมดแล้ว ควรจะเอาขึ้นมาได้ตั้งนานแล้ว แต่คนงานในโรงทำกระดาษที่ยืนอยู่ข้างโม่หินกลายเป็นคนกระเบื้องเคลือบไปแล้ว ก็เลยไม่มีใครทำงาน
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงขนกระดาษมาเป็นตั้งๆ หลี่เทียนชิงอาศัยความจำและทักษะการสังเกตอันแม่นยำ วาดลวดลายยันต์บนตัวพระโพธิสัตว์ปีศาจลงบนกระดาษทีละแผ่น ส่วนเฉินสือก็คอยตรวจสอบและเติมเต็มส่วนที่หลี่เทียนชิงวาดผิดหรือตกหล่นไป
ทั้งสองคนร่วมมือกัน ทำงานกันอย่างรวดเร็ว
ลวดลายยันต์บนตัวพระโพธิสัตว์ปีศาจมีเยอะมาก แถมบางลายก็ซ่อนอยู่ในจุดที่ลับตาคนสุดๆ อย่างเช่น รูหู สะดือ หรือแม้แต่รอยพับบนฝ่ามือที่กำอาวุธไว้ หรือด้านในของนิ้วมือ
แม้หลี่เทียนชิงจะสังเกตรายละเอียดได้เก่งแค่ไหน แต่ลวดลายในจุดที่ลับตาคนแบบนี้ เขาก็สามารถวาดได้แค่ครึ่งเดียว หรือบางทีก็แค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น
ตอนนั้นแหละที่ต้องอาศัยเฉินสือที่เคยเรียนยันต์พวกนี้มา คอยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์
ผ่านไปหนึ่งวัน เซียวหวังซุนก็ไปรับยายชา จินหงอิง และหลี่จินต๋อยมาที่โรงทำกระดาษ พอทั้งสี่คนเข้าไปข้างใน ก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ในโรงทำกระดาษที่กินพื้นที่สองสามหมู่นี้ มีกระดาษยันต์แปะอยู่เต็มไปหมด น่าจะมีถึงสี่ห้าร้อยแผ่น!
ยันต์บางแผ่นก็ดูเรียบง่าย บางแผ่นก็ดูซับซ้อนสุดๆ
“ข้าแบ่งยันต์พวกนี้ออกเป็นแปดประเภท ตามพลังที่แฝงอยู่และตามอาวุธที่พระโพธิสัตว์ปีศาจถืออยู่”
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงดูเหนื่อยล้า แต่ก็ยังฝืนทำตัวให้สดใส ทั้งสองคนเดินมาที่ยันต์ประเภทแรก หลี่เทียนชิงเอ่ยว่า “ยันต์ประเภทนี้คือสายพระอาทิตย์ ตรงกับอาวุธลูกปัดพระอาทิตย์ในมือพระโพธิสัตว์ปีศาจ เป็นตัวแทนของยันต์ไฟเทพพระอาทิตย์ ยันต์ไฟอัสนีเก้าสุริยัน ยันต์สวรรค์หกสุริยัน ฯลฯ เส้นทางการเดินพลังของมันก็คือ ยันต์ในตาซ้ายของใบหน้าแห่งความยินดีของพระโพธิสัตว์ปีศาจ จะไหลลงมาที่หน้าอก แล้วก็วิ่งไปตามแขนที่ถือลูกปัดพระอาทิตย์ ไปจนถึงฝ่ามือ กระตุ้นยันต์อัสนีแท้ห้าสุริยันในฝ่ามือ และยันต์บนนิ้วมือทั้งห้า แล้วก็ไปกระตุ้นลูกปัดพระอาทิตย์อีกที ทำให้เกิดเป็นการโจมตีหนึ่งครั้ง”
เฉินสือถือไม้ไผ่เรียวๆ ชี้ไปที่ยันต์พลางอธิบายว่า “การโจมตีครั้งนี้ เป็นการรวมพลังของยันต์ห้าสิบสองชนิด บวกกับพลังมารมหาศาลของมันเอง อานุภาพร้ายกาจมาก ตอนที่มันจะเรียกใช้ลูกปัดพระอาทิตย์ พวกท่านสามารถไปดักสกัดยันต์ไฟแท้สุริยันตรงข้อมือของมันได้ การทำแบบนี้จะทำให้การส่งพลังของยันต์สะดุด อานุภาพของการโจมตีครั้งนี้ก็จะลดลงเหลือแค่สองสามส่วนเท่านั้น”
เซียวหวังซุน ยายชา และคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้น ต่างก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
นี่มันคือสิ่งที่เด็กสองคนสามารถวิเคราะห์ออกมาได้จริงๆ เหรอ?
หลี่เทียนชิงก็ถือไม้ไผ่เรียวๆ ชี้ไปที่ภาพวาดพระโพธิสัตว์เต้ามู่แปดกรสี่หน้า เอ่ยว่า “เส้นทางการเดินพลังเส้นนี้ ยังมีจุดสกัดกั้นอีกหลายจุด เช่น ซื่อไป๋ (四白), ฝูทู่ (扶突), โส่วอู่หลี่ (手五里), โส่วซานหลี่ (手三里), และเหอกู่ (合谷) ตอนที่ต่อสู้กัน ขอแค่โจมตีจุดเหล่านี้ ก็จะสามารถลดทอนอานุภาพของวิชาสายพระอาทิตย์ของพระโพธิสัตว์ปีศาจลงได้เกือบครึ่งเลยล่ะ”
ทั้งสองคนเดินไปที่ยันต์ประเภทที่สอง ยันต์ประเภทนี้คือสายพระจันทร์ ตรงกับใบหน้าแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ตาขวา และแขนที่ถือลูกปัดพระจันทร์
ทั้งสองคนผลัดกันอธิบายชี้แจงยันต์สายพระจันทร์ให้ฟังทีละแผ่น พร้อมทั้งบอกวิธีรับมือและการสกัดกั้นการทำงานของยันต์เหล่านั้น ทำเอาทั้งสี่คนฟังแล้วถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
จินหงอิงกระซิบเสียงเบาว่า “ถ้าข้ารู้วิธีรับมือพวกนี้ตั้งแต่แรก การต่อสู้ครั้งแรก ข้าคนเดียวก็คงจัดการพระโพธิสัตว์ปีศาจได้แล้วมั้ง”
เซียวหวังซุนเอ่ยชม “คลื่นลูกใหม่น่าเกรงขามจริงๆ”
เฉินสือกับหลี่เทียนชิงเป็นแค่เด็กอายุสิบกว่าขวบ แต่กลับสามารถเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย แบ่งยันต์กว่าสี่ร้อยชนิดออกเป็นหมวดหมู่ อธิบายให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด พร้อมทั้งบอกวิธีรับมือกับยันต์ทั้งแปดประเภทให้พวกเขาฟังด้วย ทำให้พวกเขามองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
“การต่อสู้ครั้งนี้ พวกเรามีโอกาสชนะถึงแปดส่วนเลยนะ!” หลี่จินต๋อยหัวเราะ
เซียวหวังซุนเดินออกไปข้างนอก เอ่ยว่า “ได้เวลาไปคิดบัญชีกับพระโพธิสัตว์ปีศาจ และยุติภัยพิบัติระดับมารครั้งนี้สักที!”
ยายชาหิ้วโคมไฟวิญญาณสวรรค์เขายาง หัวเราะลั่น “เด็กสองคนนี้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมได้มากขนาดนี้ พวกผู้ใหญ่อย่างเรา ก็คงต้องยอมเอาชีวิตเข้าแลกแล้วล่ะ!”
พวกเขาขึ้นรถม้า รถม้าก็แล่นออกไป
หลี่จินต๋อยชะโงกหน้าออกมาจากรถม้า หัวเราะ “พวกเจ้าสองคน ไปหาที่ปลอดภัยหลบซ่อนตัวกันก่อนนะ รอฟังข่าวดีจากพวกเราได้เลย!”
หลี่เทียนชิงมองส่งพวกเขาเดินจากไป เอ่ยว่า “พวกผู้ใหญ่ไปสู้รบกัน แล้วพวกเราจะทำอะไรดีล่ะ?”
ดวงตาของเฉินสือเป็นประกายวิบวับ เอ่ยว่า “เทียนชิง ยังจำค่ายพักแรมของตระกูลจ้าวได้ไหม? ถ้าพวกผู้ใหญ่กำจัดพระโพธิสัตว์ปีศาจได้ ทุกคนก็จะกลับมาเป็นปกติ ตระกูลจ้าวก็จะได้กลับไปที่เมืองหลวงของมณฑลแบบลอยหน้าลอยตา ไม่ต้องรับโทษอะไรเลยงั้นเหรอ?”
หลี่เทียนชิงลองหยั่งเชิงถาม “ความหมายของนายก็คือ?”
เฉินสือหัวเราะ “ปืนใหญ่ของค่ายเสินจี ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ มันจะขึ้นสนิมไหมนะ?”
หลี่เทียนชิงตกใจแทบแย่ “จะใช้ปืนใหญ่หงอี๋ยิงถล่มค่ายของตระกูลจ้าวเหรอ? มันจะไม่เหิมเกริมไปหน่อยเหรอ?”
พูดไปแบบนั้น แต่ดวงตาของเขากลับเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
เฉินสือถูมือไปมาอย่างตื่นเต้น “ไม่รู้ว่ายอดฝีมือระดับแก่นทองคำของตระกูลจ้าว จะรับอานุภาพของปืนใหญ่หงอี๋ไหวไหมนะ?”

0 Comments