You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

บ้านหลังนี้บังเอิญเป็นบ้านของฝูกุ้ยพอดี บนใบหน้าของฝูกุ้ยมีรอยเลือดเป็นทางยาว เป็นรอยแผลที่เกิดจากการถูกเฆี่ยนตี เขามองดูเฉินสือที่ปีนกำแพงเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก

ฝูกุ้ยขาอ่อนระทวย เกิดความรู้สึกอยากจะคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตขึ้นมาทันที

เฉินสือไม่รู้ความคิดของฝูกุ้ย เขามองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบถามว่า “ฝูกุ้ย พ่อแม่นายไปไหนล่ะ?”

พ่อแม่ของฝูกุ้ยไม่อยู่บ้าน มีแค่เขาอยู่คนเดียว

ฝูกุ้ยตอบเสียงสั่น “อยู่… อยู่ข้างนอก กำลังทำกับข้าว…”

“ทำกับข้าว?”

เฉินสือขมวดคิ้วเล็กน้อย ผลักประตูห้อง แล้วเดินออกไป

พอฝูกุ้ยเห็นเขาเดินออกไป ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

เมื่อก่อนเขาไม่รู้จักเฉินสือ ก็เลยกล้าคบเฉินสือเป็นเพื่อน พอเฉินสือช่วยชีวิตเขาไว้ กลายเป็นผู้มีพระคุณของเขา เขาก็เลยทำตัวไม่ค่อยถูก

แต่พอภายหลัง ได้ยินมาว่าเฉินสือก็คือ ‘เด็กผี’ ที่โด่งดังคนนั้น ในใจของเขาก็เหลือเพียงความหวาดกลัวเท่านั้น

“เด็กที่ตายแล้วฟื้น ก็ไม่ใช่คนแล้ว ใครจะไปรู้ว่าวิญญาณที่สิงอยู่ในร่างเด็กนั่นจะเป็นเจ้าของร่างหรือเป็นผี?”

แม่ของเขาเคยพูดกับเขาไว้แบบนี้ “ต่อให้เป็นวิญญาณของเจ้าของร่างเอง ก็ต้องกลายเป็นผีก่อน ถึงจะกลายเป็นคนได้!”

เฉินสือเดินออกจากบ้านของฝูกุ้ย เดินลึกเข้าไปตามถนน ค่อยๆ ได้ยินเสียงโอดครวญดังมาจากบ้านเรือนสองข้างทาง

คนที่ส่งเสียงโอดครวญอยากจะร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวด แต่กลับทำได้แค่ครวญครางเสียงเบา ราวกับไม่กล้าส่งเสียงดัง

เขามองซ้ายมองขวา ก็ยังไม่เห็นชาวบ้านเลยสักคน

แต่กลับเห็นองครักษ์เสื้อแพรยืนอยู่สองข้างทางห่างกันไม่กี่ก้าว

องครักษ์เสื้อแพรเหล่านั้นเห็นเขาเป็นแค่เด็ก แถมยังเดินออกมาจากบ้านของฝูกุ้ย ก็เลยไม่ได้ซักถามอะไร

เสียงโอดครวญค่อยๆ แผ่วลง แต่ก็ยังคงดังแว่วมาจากบ้านเรือนทั้งสองข้างทาง

เขาเดินมาถึงใจกลางหมู่บ้านหวงหยาง บริเวณนี้เป็นลานกว้าง นอกจากศาลเจ้าที่เหลือเพียงซากปรักหักพังแล้ว ก็ยังมีต้นไม้ใหญ่อีกหลายต้น แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงากว้างขวาง

ที่นี่มีชาวบ้านหมู่บ้านหวงหยางสิบกว่าคน ก่อเตาไฟไว้กลางแจ้งสี่เตา วางกระทะเหล็ก ใส่น้ำร้อนต้มเดือดปุดๆ มีเข่งนึ่งอาหารร้อนฉ่า มีควันสีขาวลอยกรุ่น

ลุงแก่ๆ คนหนึ่งกำลังตักน้ำเดือดราดเป็ดไก่เพื่อเตรียมถอนขน ยังมีชาวบ้านอีกสามคนกำลังผัดกับข้าว หญิงชาวบ้านหลายคนกำลังนั่งยองๆ อยู่ริมบ่อน้ำ ล้างผักผลไม้และเนื้อสัตว์ หน้าเขียงก็มีคนกำลังหั่นผักและจัดจาน

มีองครักษ์เสื้อแพรหลายคนยืนอยู่รอบๆ คอยจับตามองพวกเขาทำกับข้าว

แม้จะเป็นภาพที่ดูครึกครื้น แต่ชาวบ้านหมู่บ้านหวงหยางเหล่านี้ ตามเนื้อตัวและใบหน้าล้วนมีบาดแผล มีร่องรอยการถูกเฆี่ยนตี

ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว เป็นเวลาทำกับข้าวพอดี แต่ดูจากจำนวนคนในหมู่บ้านหวงหยางแล้ว น่าจะเป็นการจัดงานเลี้ยง โดยเอาของที่มีอยู่ในบ้านทุกหลังคาเรือนออกมาทำ

เฉินสือกำลังชะเง้อมอง องครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งเห็นเขาหน้าตาหมดจด ก็กวักมือเรียกพลางตวาดว่า “ไอ้หนู มานี่! เอ็งไปยกกับข้าว!”

เฉินสือเดินเข้าไปหา

“เดี๋ยวผัดกับข้าวเสร็จ เอ็งเอาไปส่งที่ศาลเจ้านะ”

องครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นถือแส้หนังวัว เอ่ยว่า “คนในศาลเจ้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่จากในเมือง เอ็งต้องรู้จักสังเกตให้ดี พอเข้าไปในศาลเจ้า อะไรไม่ควรถามก็อย่าถาม อะไรไม่ควรฟังก็อย่าฟัง เข้าใจไหม?”

“เข้าใจครับ เข้าใจครับ!” เฉินสือพยักหน้ารัวๆ

ชาวบ้านหมู่บ้านหวงหยางที่อยู่รอบๆ ได้ยินเสียงของเขา ก็พากันหันมามอง ยืนทื่อเป็นไก่ตาแตก

องครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นตวัดแส้ดังขวับ แสยะยิ้มเย็น “มองอะไร? รีบทำงานเข้า! แกน่ะ ไปผัดกับข้าวสิ! เร็วๆ เข้า!”

คนที่เขาชี้หน้าด่าก็คือพ่อของฝูกุ้ย

พ่อของฝูกุ้ยรีบเดินมา มองดูเฉินสือ ไม่กล้าพูดอะไร ก้มหน้าก้มตาผัดกับข้าว

เขาเป็นพ่อครัวประจำหมู่บ้าน เวลามีงานบุญงานบาปในรัศมีสิบลี้ ก็มักจะเชิญเขาไปเป็นพ่อครัว แม้ว่าอาหารที่เขาทำจะไม่ได้ประณีตเหมือนพ่อครัวใหญ่ในภัตตาคารในเมือง แต่รสชาติก็ไม่แพ้กันเลย

เพียงแค่หนึ่งเค่อ เขาก็ผัดกับข้าวเสร็จไปสี่อย่าง

เฉินสือมีผ้าขนหนูสีขาวพาดอยู่ที่ข้อศอก ประคองถาดอาหาร เดินตรงไปยังศาลเจ้า

พ่อของฝูกุ้ยอ้าปากค้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

เฉินสือเดินมาถึงหน้าประตูศาลเจ้า ก็เหลือบไปเห็นคนคนหนึ่งนอนอยู่ในซากปรักหักพังของวิหาร หัวแตกเป็นรูเบ้อเริ่ม เลือดปนมันสมองไหลนองเต็มพื้น นอนคว่ำหน้าตะแคงอยู่บนพื้น

เฉินสือมองเห็นใบหน้าซีกนั้นชัดเจน

ซานวั่ง

เลือดในอกของเขาพุ่งพล่านขึ้นมาทันที พุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง ในหัวขาวโพลนไปหมด ข้างหูได้ยินเสียงเลือดไหลซู่ซ่า ราวกับเสียงลมคำราม!

ในความสะลึมสะลือ เขานึกถึงความฝันประหลาดเมื่อคืนนี้อีกครั้ง

ในความฝัน ซานวั่งมาเตือนเขา บอกให้เขารีบหนี!

ที่แท้…

ซานวั่งตายแล้วจริงๆ

เขายืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง เพื่อปรับอารมณ์ให้สงบลง

เฉินสือก้มหน้า ก้าวข้ามธรณีประตูสูงๆ เดินเข้าไปในศาลเจ้า

ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งนี้ไม่ได้มีการจัดวางเหมือนตอนที่เขามาครั้งที่แล้ว คราวก่อนข้าวของในศาลเจ้ามีเพียงเสื่อกก โต๊ะหมู่บูชา กระถางธูป ศาลเจ้าเทพ และรูปหล่อทองแดง แต่ตอนนี้เสื่อกก โต๊ะหมู่บูชา กระถางธูป และศาลเจ้าเทพถูกยกออกไปหมดแล้ว

ในศาลเจ้ามีเตียงหลัวฮั่นและเก้าอี้กึ่งวงกลมสี่ตัว บัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเตียงหลัวฮั่น ฝั่งตรงข้ามมีหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ ตรงกลางมีกระดานหมากรุกวางอยู่ ทั้งสองหันข้างเล่นหมากรุกกันอยู่

บนเก้าอี้กึ่งวงกลมอีกสี่ตัวก็มีคนนั่งอยู่ เป็นบัณฑิตหนุ่มหน้าตาหมดจด บ้างก็จิบชา บ้างก็กินผลไม้แช่อิ่ม ท่าทางสบายอารมณ์

พวกเขาน่าจะเป็นลูกหลานตระกูลจ้าว ใช้ชีวิตสุขสบาย บนตัวไม่มีรังสีอำมหิต

ข้างกายพวกเขามีองครักษ์เสื้อแพรยืนอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นรูปร่างสูงใหญ่กำยำมาก สูงกว่าคนทั่วไปประมาณสองช่วงศีรษะ รูปร่างกำยำดั่งหมีสีน้ำตาลที่ยืนสองขา ใบหน้าเหลืองซีดดั่งขี้ผึ้ง แววตาดุร้ายเป็นอย่างยิ่ง สะพายปืนไฟสามตาไว้ด้านหลัง ที่ปลายปืนไฟยังมีรอยเลือดติดอยู่ เลือดแห้งกรังแล้ว

และตรงกลางศาลเจ้า ก็มีโต๊ะโป๊ยเซียนสี่เหลี่ยมจัตุรัสตั้งอยู่หนึ่งตัว ใต้โต๊ะมีเก้าอี้หกตัว

ศาลเจ้ามีขนาดไม่ใหญ่ พอวางข้าวของพวกนี้ลงไป บวกกับคนสิบสองคน และโต๊ะหกเก้าอี้กับศาลเจ้าเทพและรูปหล่อทองแดง ก็เลยดูคับแคบไปถนัดตา

เฉินสือกวาดสายตามองลูกหลานตระกูลจ้าวเหล่านี้ บนตัวของพวกเขาไม่มีกลิ่นอายของสัตว์ป่า แต่ทว่าองครักษ์เสื้อแพรทั้งหกคนที่อยู่ด้านหลังพวกเขากลับทำให้เฉินสือรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก

ด้านหลังศีรษะขององครักษ์เสื้อแพรเหล่านี้มีศาลเจ้าเทพปรากฏอยู่ ภายในมีกายาทิพย์นั่งอยู่

พวกเขาคอยรักษาสภาพศาลเจ้าเทพและกายาทิพย์เอาไว้ตลอดเวลา ระแวดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง ไม่เหมือนพวกไม่ได้เรื่องที่เป็นลูกน้องของหลี่เซียวติ่งเลยแม้แต่น้อย!

พวกเขาคือยอดฝีมือที่ผ่านการต่อสู้จริงมาแล้ว!

ตอนที่เฉินสือต่อสู้กับองครักษ์เสื้อแพรตระกูลจ้าวสามคนบนถนน ก็อาศัยจังหวะทีเผลอจัดการไปได้คนหนึ่ง แล้วอาศัยความได้เปรียบทางภูมิประเทศจัดการไปได้อีกคนหนึ่ง ส่วนคนสุดท้ายก็อาศัยการดักซุ่มอยู่ในน้ำถึงได้จัดการลงได้ หากต้องสู้กันซึ่งๆ หน้า เฉินสือเกรงว่าจะรับมือกับวิชาของพวกเขาไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!

แต่ที่นี่ กลับมีองครักษ์เสื้อแพรที่มีฝีมือระดับเดียวกันถึงหกคน!

และหนึ่งในนั้น ยังเป็นยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมืออีกด้วย!

เฉินสือแบ่งองครักษ์เสื้อแพรเหล่านี้จากซ้ายไปขวาเป็น ซ้ายหนึ่ง ซ้ายสอง ซ้ายสาม และ ขวาหนึ่ง ขวาสอง ขวาสาม

แต่คนที่ทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายอย่างแท้จริง ก็คือขวาสาม องครักษ์เสื้อแพรที่รูปร่างกำยำดั่งหมีสีน้ำตาลผู้นั้น คนผู้นี้ไม่เพียงแต่รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ที่สำคัญคือรังสีอำมหิตพวยพุ่ง กล้าได้กล้าเสีย ในมือต้องเคยปลิดชีพคนมานักต่อนักแล้วแน่ๆ เป็นยอดฝีมือที่ผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมาแล้ว!

สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่เฉินสือ

พวกเขาไม่เคยเห็นเฉินสือมาก่อน แต่พอเฉินสือก้าวเท้าเข้ามาในศาลเจ้าแห่งนี้ สายตาของพวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่ตัวเขา ไม่ได้ละสายตาไปไหนเลย

ในฐานะผู้คุ้มกัน พวกเขามีประสบการณ์มากเกินไป

หากเฉินสือเผยพิรุธออกมาเพียงนิดเดียว หรือมีสีหน้าผิดปกติ เกรงว่าในวินาทีต่อมาเขาจะต้องตายด้วยปราณกระบี่ของเพลงกระบี่พิฆาตมารจื่ออู่ของพวกเขาเป็นแน่!

“เขาจะฆ่าพวกแก!”

เจ้าผีร่างตุ้ยนุ้ยที่หลบอยู่ตรงมุมกำแพง พอเห็นเฉินสือ ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นร้องตะโกนว่า “เขาคือเฉินสือ ฆาตกรคนนั้น เขาจะฆ่าพวกแกทุกคน!”

เพียงแต่คำพูดของเขา นอกจากเฉินสือแล้ว ก็ไม่มีใครได้ยิน

ฝีเท้าของเฉินสือมั่นคง สีหน้าเป็นปกติ เดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะโป๊ยเซียน

คนที่นั่งอยู่บนเตียงหลัวฮั่นก็คือคุณชายสามแห่งตระกูลจ้าว นามว่าจ้าวเยว่ ส่วนหญิงสาวที่นั่งเล่นหมากรุกอยู่ฝั่งตรงข้ามก็คือน้องสาวของเขา นามว่าจ้าวเสวี่ยเอ๋อ รูปร่างหน้าตาหมดจด งดงามเพียบพร้อมดั่งคุณหนูในตระกูลผู้ดี

จ้าวเยว่ยืดตัวตรง สูดดมกลิ่นหอมของกับข้าว แล้วเอ่ยชมว่า “พ่อครัวบ้านนอก แต่ฝีมือทำอาหารไม่เลวเลย ทุกท่าน เชิญนั่งเถอะ”

เฉินสือวางอาหารลง หยิบผ้าขนหนูที่พาดอยู่ตรงข้อศอกออกมาเช็ดโต๊ะ

จ้าวเหยียนเดินเข้ามา กำลังจะดึงเก้าอี้ออก เฉินสือก็รีบก้มตัวลง เอาผ้าขนหนูเช็ดเก้าอี้จนสะอาดสะอ้าน

จ้าวเหยียนยิ้ม “พี่สาม เด็กคนนี้ฉลาดหลักแหลมดีนะ! อยู่บ้านนอกนี่หาเด็กฉลาดๆ แบบนี้ยากนะเนี่ย!”

เฉินสือเช็ดเก้าอี้ตัวอื่นๆ ทีละตัว จนเสร็จเรียบร้อย ถึงได้เชิญลูกหลานตระกูลจ้าวอีกห้าคนนั่งลง

ในระหว่างที่เช็ดโต๊ะเก้าอี้ เขารู้สึกได้ว่าสายตาขององครักษ์เสื้อแพรที่ตัวใหญ่ราวกับหมีผู้นั้นจับจ้องมาที่ตัวเองตลอดเวลา มือก็จับด้ามปืนไฟสามตาเอาไว้แน่นตลอดเวลาเช่นกัน

ความกดดันที่คนผู้นี้มอบให้เขานั้นหนักหนาสาหัสเหลือเกิน เขาเช็ดโต๊ะ เช็ดเก้าอี้ ความจริงแล้วกำลังหาโอกาสลงมือ ทว่าองครักษ์เสื้อแพรผู้นี้กลับทำให้เขารู้ว่า หากเขาลงมือ วินาทีต่อมาหัวของเขาจะต้องถูกคนผู้นี้ทุบจนแหลกละเอียดเป็นแน่!

เฉินสือนิ่งเงียบ เช็ดเก้าอี้ตัวที่หกจนสะอาด พาดผ้าขนหนูไว้ที่ข้อศอก แล้วเตรียมจะหมุนตัวเดินจากไป

เขาหาโอกาสลงมือไม่ได้เลย

ไม่มีโอกาส งั้นก็ต้องรอไปก่อน ยังไงซะก็ต้องมีโอกาสจนได้

“ช้าก่อน!”

องครักษ์เสื้อแพรที่ตัวใหญ่ราวกับหมีผู้นั้นเอ่ยปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำ ทำเอาแก้วหูคนฟังสั่นสะเทือน

เฉินสือหยุดชะงัก ในหัวมีแต่ความคิดมากมายแล่นผ่าน คิดว่าตัวเองเผยพิรุธตรงไหน องครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นก็พูดว่า “อาหารพวกนี้ เจ้าชิมก่อนคำหนึ่งสิ”

เฉินสือหันขวับกลับมา หยิบตะเกียบขึ้นมาหนึ่งคู่

จ้าวเสวี่ยเอ๋อยิ้ม “เฮ่อเหลียนเจิ้ง เจ้าช่างระมัดระวังเกินไปแล้ว”

องครักษ์เสื้อแพรเฮ่อเหลียนเจิ้งตอบว่า “ระมัดระวังไว้ก่อนย่อมไม่ผิดพลาด เมื่อวานเพิ่งจะตีคนตายไปคนหนึ่ง แถมยังเฆี่ยนชาวบ้านทั้งหมู่บ้านอีก ยากจะรับประกันได้ว่าชาวบ้านงี่เง่าพวกนี้จะไม่คิดอาฆาตแค้น แอบวางยาพิษในอาหาร ไอ้หนู กับข้าวแต่ละอย่าง เจ้าชิมก่อนคำหนึ่งนะ กินเสร็จแล้วอย่าเพิ่งไป”

เฉินสือรับคำ ยื่นมือไปคีบกับข้าวอย่างแรก

กับข้าวที่พ่อของฝูกุ้ยทำล้วนเป็นอาหารพื้นบ้านทั่วไป อย่างแรกคือผัดขึ้นฉ่ายใส่เห็ดหูหนู ขึ้นฉ่ายกรอบมาก มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เห็ดหูหนูก็ลื่นคอ อร่อยชุ่มคอมาก

เฉินสือกินไปคำหนึ่ง แล้วก็คีบกับข้าวอย่างที่สอง

กับข้าวอย่างนี้คือไก่ผัดพริก ใช้ไก่หนุ่มที่เพิ่งจะขันเป็น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หมักกับต้นหอม ขิง และเกลือ จากนั้นเอาไปชุบไข่ เอาไปทอดในน้ำมันร้อนๆ แล้วก็เอามาผัด สุดท้ายใส่พริกหยวกเขียวแดง รสชาติกลมกล่อมเผ็ดร้อน

กับข้าวอย่างที่สามคือเลือดเป็ดผัด ใช้เลือดเป็ดของมันเองมาหมักกับเนื้อเป็ด เอาไปผัดในกระทะ ใส่เครื่องเทศต่างๆ นาๆ เพื่อรักษารสชาติความสดใหม่เอาไว้ให้ได้มากที่สุด

เฉินสือชิมกับข้าวไปสามอย่างแล้ว ยื่นมือไปคีบกับข้าวอย่างที่สี่ แต่แขนสั้น คีบไม่ถึง ก็เลยต้องเดินอ้อมไปอีกฝั่งของโต๊ะ

เขาก้มตัวลง คีบกับข้าวอย่างที่สี่ กับข้าวอย่างนี้คือกบผัดเผ็ด

กบก็คือคางคก เอาหัวคางคกสับทิ้ง ลอกหนัง ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอาไปผัดกับเกลือและน้ำมันเยอะๆ ก่อนจะตักขึ้นก็โรยพริกป่นลงไป รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้าน

เฉินสือเพิ่งจะคีบขากบเข้าปาก จู่ๆ ก็ชะงักไป

ตอนนี้เขามาอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ ห่างจากเฮ่อเหลียนเจิ้งที่ตัวใหญ่เท่าหมีสีน้ำตาลโดยมีโต๊ะกั้นอยู่ตรงกลาง เขากินกับข้าวไปสี่อย่างแล้ว คนอื่นๆ รอบโต๊ะต่างก็ผ่อนคลายลง พูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เหลือเพียงเฮ่อเหลียนเจิ้งที่ยังไม่ผ่อนคลาย ยังคงจับจ้องเขาเขม็ง

ตอนนี้เป็นโอกาสเหมาะที่จะลงมือ!

เฉินสือลังเล โอกาสนี้แม้จะดี แต่ก็ยังไม่ใช่โอกาสที่ดีที่สุด

เขากินขากบไปพลาง มือถือตะเกียบ เตรียมจะถอยฉากออกไป

เขายังมีโอกาสมาส่งกับข้าวรอบที่สอง

จ้าวเสวี่ยเอ๋อนั่งอยู่ข้างๆ เฉินสือ หันไปถามคุณชายสาม จ้าวเยว่ที่อยู่ทางขวามือ “พี่สาม ฟู่ซานเค่อกับพวกออกไปนานแค่ไหนแล้ว? จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย”

จ้าวเยว่เองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน จึงตอบว่า “ตามหลักแล้ว พวกเขาน่าจะจับกุมตัวเฉินสือได้แล้วนะ… เดี๋ยวก่อน!”

เขามองเห็นผิวหนังที่โผล่พ้นเสื้อผ้าของเฉินสือ ในใจก็ชะงักไปแวบหนึ่ง มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว “ทำไมบนตัวเขาถึงไม่มีบาดแผลเลยล่ะ?”

ชาวบ้านหมู่บ้านหวงหยางทุกคนล้วนถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้ บางคนถูกเฆี่ยนจนสลบเหมือดไปหลายรอบ แต่เด็กส่งอาหารคนนี้กลับไม่มีรอยแส้เลยแม้แต่น้อย!

จ้าวเยว่สมกับที่เป็นคุณชายสามแห่งตระกูลจ้าว ผู้นำในการเดินทางครั้งนี้ เขานึกถึงจุดสำคัญขึ้นมาได้ทันที สีหน้าเริ่มตึงเครียดขึ้นมา ส่งซิกให้เฮ่อเหลียนเจิ้งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

เฮ่อเหลียนเจิ้งรู้ความหมายทันที ทำทีเป็นนิ่งเฉย เตรียมจะก้าวเท้าอ้อมโต๊ะโป๊ยเซียนไป ในเวลาเดียวกันมือก็เลื่อนไปจับปืนไฟสามตาที่อยู่ด้านหลัง

จ้าวเยว่เองก็ทำทีเป็นนิ่งเฉยเช่นกัน ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในเมื่ออาหารไม่มีปัญหาอะไร…”

“ฉึก!”

จ้าวเยว่เบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เห็นเพียงตะเกียบข้างหนึ่งแทงทะลุขมับขวาของเขา ปลายตะเกียบโผล่ออกมาที่ขมับซ้าย ยังมีคราบเลือดติดอยู่เลย!

มือขวาของเฉินสือแทบจะตบตะเกียบทั้งด้ามเข้าไปในหัวของจ้าวเยว่ จ้าวเยว่มีสีหน้าตกตะลึงสุดขีด “ทำไมเขาถึงลงมือตอนนี้?”

มือซ้ายของเฉินสือยกขึ้น ตะเกียบอีกข้างก็แทงทะลุหน้าอกของจ้าวเสวี่ยเอ๋อดุจสายฟ้าฟาด แทงทะลุหัวใจของหญิงสาวผู้นี้

จ้าวเสวี่ยเอ๋อยังไม่ทันได้สติ กำลังจะหันหน้ามามองทางนี้อยู่เลย เพราะความเร็วในการแทงนั้นรวดเร็วมาก นางจึงยังไม่ทันรู้สึกเจ็บปวดใดๆ

“ฉันเผยพิรุธตรงไหนกันนะ?” เฉินสือลอบสงสัยในใจ

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note