ตอนที่ 27 ก้นแม่น้ำวั่งชวน ตะเกียงทองแดงเขาแกะ
แปลโดย เนสยังยายชามีสายตาลอกแลก “ตะเกียงทองแดงดวงหนึ่ง มีหูหิ้ว แสงไฟไม่ค่อยสว่างเท่าไหร่ แต่เจ้าจะมองเห็นได้จากที่ไกลๆ”
เฉินสือสงสัย “ยายชาทำตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เก้าปีแล้ว”
“ตะเกียงทองแดงที่ทำตกไปเมื่อเก้าปีก่อน? ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ไปตามหาล่ะ?”
เฉินสือยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่ เอ่ยว่า “ทำตกไว้ตรงไหน? ลงน้ำตรงนี้แล้วจะหาตะเกียงดวงนั้นเจอเลยเหรอ?”
ยายชายิ่งมีท่าทีลอกแลก ตวาดว่า “มัวพูดมากอยู่ได้! ตกลงเจ้าจะไปหรือไม่ไป?”
“ไป! ไปแน่นอน!”
เฉินสือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ “ข้าถูกปลาตัวใหญ่กลืนเข้าไป แล้วจะออกมาจากปากปลาได้ยังไงล่ะ?”
“ยายจะไปรู้ได้ไง? ยายไม่เคยโดนกินซะหน่อย”
ยายชายิ่งรู้สึกผิด เอ่ยว่า “ลงไปเดี๋ยวก็รู้เองแหละ เจ้าวางใจเถอะ ถ้าเจ้าหาตะเกียงดวงนั้นเจอ ก็ดึงเชือกป่านแรงๆ ยายจับเชือกอยู่บนฝั่ง จะได้สัมผัสถึงความเคลื่อนไหวของเจ้า แค่ดึงเชือกกลับมา เจ้าก็จะกลับมายังโลกมนุษย์ได้ ไม่มีทางเป็นอะไรเด็ดขาด!”
เฉินสือเอ่ยถาม “ข้ามีอีกคำถามนึง ยายชาเคยลองวิธีหาสมบัติแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า?”
“เคยลองสิ!”
ยายชาฉีกยิ้มกว้าง เร่งเร้า “รีบไปรีบกลับ ปู่เจ้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง!”
เฉินสือลงน้ำอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ว่าเขาขี้ขลาด แต่เขารู้สึกว่าการเอาตัวเองไปเป็นเหยื่อล่อปลาใหญ่ที่ว่ายไปมาระหว่างโลกมนุษย์กับยมโลกได้ แล้วลงไปหาสมบัติในแม่น้ำ มันดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเอาเสียเลย
กระแสน้ำในแม่น้ำเต๋อเจียงไหลเชี่ยวกราก กระแสน้ำไหลหลากราวกับมีคนเป็นสิบๆ คนผลักเขาอยู่ ทำให้เขายืนแทบไม่อยู่
เฉินสือมองไปที่ผิวน้ำ ก็เห็นน้ำวนทั้งเล็กและใหญ่ไหลไปตามผิวน้ำ เห็นได้ชัดว่ายิ่งน้ำลึก กระแสน้ำก็ยิ่งเชี่ยว!
“เจ้าว่ายลึกลงไปอีกหน่อยสิ!” ยายชาตะโกนเร่งอยู่บนฝั่ง
เฉินสือตะโกนตอบ “ยายชา ถ้าข้าหาไม่เจอ ยายก็ต้องบอกข้าด้วยนะว่าศาลเจ้านั่นอยู่ที่ไหน!”
ยายชารับปากรัวๆ
เฉินสือเดินลึกลงไปในน้ำ ร่างกายของเขาแบกโซ่เหล็กและตะขอตกปลาที่หนักหลายสิบจิน ทำให้เขากังวลว่าจะว่ายน้ำไม่ไหว หากถูกน้ำพัดจนจมน้ำตายในแม่น้ำ…
“ยายชาก็คงเรียกวิญญาณข้ากลับมาได้ ยังไงก็ไม่ตายหรอก!”
เฉินสือรวบรวมความกล้า เดินลึกลงไปเรื่อยๆ
ยายชาเห็นเขาลงไปในน้ำ หัวใจก็อดเต้นรัวไม่ได้ แอบพึมพำในใจ
“ในตำราโบราณก็เขียนวิธีนี้ไว้นี่นา ใช้คนตกปลากุ่นที่ว่ายทะลุโลกมนุษย์กับยมโลก แต่ในตำราก็ไม่ได้บอกไว้ว่าคนจะออกมาจากปากปลาได้ยังไง”
นางรู้สึกกระวนกระวายใจ ปลากุ่นขนาดใหญ่แหวกว่ายไปมาระหว่างโลกมนุษย์กับยมโลก การใช้คนเป็นเหยื่อล่อปลากุ่น สำหรับนางแล้วก็ถือเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
จะทำสำเร็จหรือไม่ นางเองก็ไม่แน่ใจ
ทันใดนั้น เฉินสือก็ก้าวพลาด จมลงไปในน้ำ ทำเอายายชาใจหายวาบ!
แต่พริบตาต่อมา เฉินสือก็โผล่หัวขึ้นมาจากน้ำอีกครั้ง
เขาผ่านการฝึกฝนในช่วงที่ผ่านมา ร่างกายแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมาก หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่แบกของหนักหลายสิบจิน คงถูกลากลงไปใต้บาดาลจนขยับตัวไม่ได้แล้ว แต่ตอนนี้เขากลับสามารถว่ายโผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้อย่างสบายๆ
ยายชาถอนหายใจอย่างโล่งอก ตอนนั้นเองก็มีเสียงดังตู้มมาจากในแม่น้ำ คลื่นน้ำสูงสองสามจ้างสาดกระเซ็นขึ้นมา ท่ามกลางเกลียวคลื่น หางปลาขนาดใหญ่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา เกล็ดสีดำอมเขียวสะท้อนแสงแดด ราวกับเป็นโลหะ!
หางปลานั่น ดูใหญ่กว่าเรือประมงในแม่น้ำเสียอีก!
“ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?” ยายชายืนอึ้งไปเลย
เฉินสือก็ได้ยินเสียงเช่นกัน รีบเงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับเห็นเพียงผิวน้ำที่ขาวโพลน มองไม่เห็นเลยว่ามีตัวอะไรกำลังแหวกว่ายอยู่บนผิวน้ำ
เขารู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา ได้ยินเสียงยายชาดังมาจากริมฝั่ง “ยายเห็นปลากุ่นตัวใหญ่มาก! เจ้าว่ายลึกลงไปอีกนิด ล่อให้มันมากินเจ้าเร็วเข้า!”
เฉินสือตะโกนเสียงดัง “ยายชา ปลากุ่นอยู่ที่ไหน? ข้ามองไม่เห็นเลย!”
ยายชามองไปในแม่น้ำ ก็เห็นกระแสน้ำปั่นป่วน คล้ายกับมีสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่กำลังพุ่งทะยานอยู่ใต้น้ำ นางมองเห็นหัวขนาดใหญ่กว่าบ้านซ่อนอยู่ใต้น้ำ อ้าปากกว้าง ในปากเต็มไปด้วยฟันแหลมคมสองแถวบนล่าง
ยายชาใจหายวาบ ปลากุ่นตัวนี้ใหญ่เกินกว่าที่นางคาดไว้มาก!
แถมดูจากฟันของปลาตัวนี้ เฉินสืออาจจะถูกเคี้ยวจนแหลกก่อนที่จะถูกกลืนลงไปเสียอีก!
“เชือกป่านในมือข้า คงสู้แรงปลาตัวนี้ไม่ได้แน่ แค่มันดึงเบาๆ ก็คงขาดแล้ว! ต่อให้มันดึงไม่ขาด ฟันมันก็คงกัดขาดอยู่ดี!”
คิดได้ดังนั้น นางก็รีบจับเชือกป่านเอาไว้แน่น สาวเชือกสลับซ้ายขวา ดึงตัวเฉินสือจากในน้ำกลับเข้าฝั่ง
เฉินสือเองก็รู้สึกได้ว่ามีสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่กำลังพุ่งตรงมาหาเขาใต้น้ำ ในใจก็รู้สึกหวาดกลัว รีบว่ายตามแรงดึงของเชือกกลับเข้าฝั่งอย่างสุดชีวิต
“ครืน!”
เสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าดังมาจากผิวน้ำ เฉินสือหันกลับไปมอง ก็ต้องเบิกตากว้าง เห็นปลาขนาดใหญ่สีดำอมเขียวตัวเท่าภูเขาขนาดย่อมกระโจนพ้นผิวน้ำ เงาของมันบดบังแสงแดดจากดวงอาทิตย์ทั้งสองดวง อ้าปากกว้างราวกับเหวลึก พุ่งเข้ามากัดเขา!
“ตู้ม!”
ปลากุ่นพุ่งลงกระแทกผิวน้ำ ยายชารู้สึกว่าเชือกป่านในมือถูกดึงอย่างแรง จนร่างของนางถูกลากตกลงไปในแม่น้ำ!
วินาทีต่อมา ต้นไม้ใหญ่ที่ผูกเชือกเอาไว้ก็ถูกดึงจนสั่นคลอน ต้นไม้เอนเอียงลงไปทางแม่น้ำ!
ยายชาใช้แรงทั้งหมดดึงเชือกป่านเอาไว้ ยังไม่ทันตั้งหลักได้ จู่ๆ ก็มีเสียงดังเป๊าะ เชือกขาดกระเด็นพ้นผิวน้ำ ฟาดลงบนฝั่ง!
ยายชายืนนิ่งอึ้งไป มองดูปลาตัวใหญ่ว่ายหนีไปอย่างรวดเร็วในน้ำ ทันใดนั้นก็มีแสงสีฟ้าประกายวาบขึ้นใต้น้ำ แล้วปลาใหญ่ก็หายวับไป!
“จบกัน จบกันแล้ว…”
ยายชาเหงื่อแตกพลั่ก ร่างกายสั่นเทา มือไม้สั่นเทาเก็บเชือกป่านที่เหลือขึ้นมา ก็เห็นรอยขาดของเชือกป่านเรียบกริบ เห็นได้ชัดว่าถูกฟันของปลากุ่นกัดขาด
“เจ้าสิบน่าจะโดนปลากุ่นกัดจนแหลกไปแล้ว ถึงฉันจะเรียกวิญญาณได้ ก็คงทำให้เขาฟื้นคืนชีพไม่ได้แล้ว… ฉันจะเอาหน้าไปสู้หน้าตาเฒ่าเฉินได้ยังไง?”
ยายชามีสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ต่อให้เฉินสือไม่ถูกปลากุ่นกัดตาย ก็คงต้องติดอยู่ในแม่น้ำวั่งชวน ไม่มีทางกลับมาได้ นางก็คงไม่สามารถอธิบายให้เฉินอิ๋นตวงฟังได้อยู่ดี!
“ไม่มีเชือกป่าน เขาก็กลับมาจากแม่น้ำวั่งชวนไม่ได้… เรื่องนี้เป็นเพราะฉันโลภเองแท้ๆ ที่คิดจะหลอกใช้เด็กคนนี้ไปงมของในแม่น้ำวั่งชวน สุดท้ายก็ทำร้ายเขา! รู้อย่างนี้ น่าจะบอกเขาไปตรงๆ ว่าศาลเจ้าโบราณนั่นอยู่ที่ไหนก็สิ้นเรื่อง”
นางรู้สึกสำนึกผิดและเสียใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว การมัวแต่โทษตัวเองก็ไม่ช่วยอะไร สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ ต้องตรวจสอบดูให้แน่ใจว่าเฉินสือตายแล้วจริงๆ หรือไม่
ถ้ายังไม่ตาย ค่อยหาทางแก้ไข
ถ้าตายแล้ว…
“ถ้างั้นฉันก็คงต้องยอมตายเพื่อไถ่โทษต่อตาเฒ่าเฉินแล้วล่ะ!”
ยายชากัดนิ้วชี้ขวาจนเลือดออก ใช้เลือดของตัวเองวาดรูปยันต์กลางอากาศ ยันต์ที่วาดก็คือยันต์เรียกวิญญาณ
พูดไปก็แปลก เลือดของนางกลับลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ไม่มีท่าทีว่าจะหยดลงมาเลย ราวกับถูกพลังลึกลับบางอย่างจับเอาไว้
ปลายนิ้วของยายชาตวัดไปมา ไม่นานก็วาดยันต์เรียกวิญญาณที่มีความยาวสามฟุต กว้างเพียงสองนิ้วเสร็จสิ้น
ด้านบนของยันต์คือคำสั่งของซานชิง (เทพสูงสุดในลัทธิเต๋า) ด้านล่างคืออักขระดาวสามวิญญาณเจ็ดจิต รูปแบบดูเรียบง่าย
การวาดยันต์กลางอากาศ ฝีมือระดับนี้ถือว่าน่าทึ่งมาก เป็นสิ่งที่นักพรตวาดยันต์ทุกคนใฝ่ฝัน ทว่ายายชากลับดูเหมือนหญิงชราธรรมดาๆ คนหนึ่ง มองไม่ออกเลยว่ามีความสามารถพิเศษอะไร
ยันต์เรียกวิญญาณแผ่นนี้เปล่งพลังเรียกวิญญาณอันแข็งแกร่งออกมา สามารถทะลวงผ่านโลกมนุษย์กับยมโลก ส่งตรงไปยังยมโลกได้ในชั่วพริบตา!
ยายชารู้ดีว่าตัวเองทำผิดพลาดครั้งใหญ่ ดังนั้นการวาดยันต์เรียกวิญญาณในครั้งนี้จึงต่างจากปกติ นางใช้เลือดจากหัวใจของตัวเองมาวาด
เลือดจากหัวใจมีพลังหยางเข้มข้นที่สุด ปริมาณก็น้อยนิด วาดยันต์ได้เพียงแผ่นเดียวเท่านั้น แต่อานุภาพของมันกลับรุนแรงมหาศาล
หากเฉินสือตายแล้วจริงๆ ต่อให้วิญญาณถูกจับไปถึงยมโลก อาศัยเพียงยันต์แผ่นนี้ นางก็สามารถแย่งชิงวิญญาณของเฉินสือกลับมาจากมือของพญายมได้!
ทว่า ยันต์แผ่นนี้เผาไหม้จนหมดเกลี้ยง ยายชาก็ยังไม่สามารถเรียกวิญญาณของเฉินสือกลับมาได้
“ยังไม่ตายก็ดี ยังไม่ตายก็ดี!”
ยายชาถอนหายใจอย่างโล่งอก ทันใดนั้นนางก็กระทืบเท้าลง เงาของหญิงชราที่ทอดลงบนพื้น จู่ๆ ก็แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปทุกทิศทุกทาง จากเงานั้นก็มีราชาผีหน้าตาดุร้ายห้าตนโผล่ขึ้นมา ยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ กอดอกรอรับคำสั่ง
ยายชาคิดในใจ ราชาผีทั้งห้าก็ส่งเสียงคำรามพุ่งออกไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง อิฐและหินจำนวนมากก็พุ่งเข้ามา ภายในเวลาอันสั้น ก็ได้สร้างแท่นบูชาขนาดกว้างยาวด้านละสามจ้างหกฟุต สูงหนึ่งจ้างสองฟุตขึ้นริมแม่น้ำเต๋อเจียง
ราชาผีทั้งห้าตนถือธงผืนใหญ่ ยืนตระหง่านอยู่บนแท่นบูชาทั้งห้ามุม ประจำอยู่ในตำแหน่งเบญจธาตุ
ยายชาหยิบกลองเหวินหวังออกมา
กลองนี้เป็นเครื่องดนตรีที่มีรูปร่างแปลกประหลาด คล้ายกลองแต่ก็ไม่ใช่ คล้ายฆ้องก็ไม่เชิง มีหนังขึงอยู่เพียงด้านเดียว อีกด้านเปิดโล่ง ภายในกลองมีเชือกขึงไขว้กัน สามารถใช้มือจับได้
เสียงสากๆ ของกลองที่เฉินสือเคยได้ยินในยมโลก ก็คือเสียงของเครื่องดนตรีชิ้นนี้นี่เอง
ยายชาเขย่ากลองเหวินหวัง ทันใดนั้นก็มีลมพัดเย็นยะเยือก ชั่วพริบตาเดียว บนผิวน้ำของแม่น้ำเต๋อเจียงก็มืดมิดราวกับเป็นเวลากลางคืน แม้แต่แสงแดดก็ไม่สามารถสาดส่องเข้ามาในความมืดนี้ได้
“ชาตินี้ฉันเรียกวิญญาณกลับมาจากยมโลกมานักต่อนัก ล่วงเกินยมทูตและราชาผีไปตั้งเท่าไหร่ การลงมือครั้งนี้ คงดึงดูดความสนใจของคู่อริเก่าๆ ให้มาฉวยโอกาสแก้แค้นแน่! แต่ก็ช่างเถอะ สนใจอะไรไม่ได้แล้ว!”
ยายชาตะโกนก้อง เสียงกลองดังกึกก้อง ท่ามกลางความมืดมิด ถนนหินสีเขียวสายหนึ่งพาดผ่านจากแท่นบูชา ทอดยาวลงไปในแม่น้ำ
หญิงชราคนนี้ อาศัยพลังเวทของตัวเอง เปิดเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับยมโลก หวังจะไปรับตัวเฉินสือกลับมาจากแม่น้ำวั่งชวนในยมโลก!
“เจ้าสิบ!”
เสียงของนางดังไปถึงยมโลก “ตามเสียงกลองของยายมา ยายจะพาเจ้ากลับมายังโลกมนุษย์เอง!”
ในปากของปลากุ่น เฉินสือกำตะขอตกปลาเอาไว้แน่น ตะขอตกปลาเสียบฝังลึกลงไปในเนื้ออ่อนข้างๆ กระดูกคอของปลาใหญ่ตัวนี้
กระดูกคอของมันก็คือฟันกรามซี่ในสุด บดเคี้ยวขึ้นลงราวกับก้อนเหล็กหนักหมื่นจินสองก้อน ทุกครั้งที่บดเคี้ยวกัน ก็จะเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบ แรงสั่นสะเทือนทำเอาแขนของเฉินสือชาไปหมด!
แต่เขาก็ไม่กล้าปล่อยมือ เพราะตอนนี้เขาอยู่ในปากของปลาใหญ่ ฟันอีกสองแถวกำลังกัดกร้วมๆ พยายามจะงับเขาให้ขาดเพื่อสลัดเขาทิ้ง
หากเขาปล่อยมือ ก็คงถูกสับเป็นชิ้นๆ ในพริบตา!
เมื่อครู่นี้ในจังหวะที่ปลากุ่นพุ่งลงมา เขาก็กระโดดพุ่งขึ้นไปในน้ำ เข้าไปในปากของปลากุ่น ถึงได้รอดพ้นจากการถูกกัดขาดครึ่งท่อนมาได้
แต่สถานการณ์ของเขาตอนนี้ก็เลวร้ายสุดๆ หากตะขอตกปลาหลุดออก เขาก็ต้องถูกบดขยี้เป็นผุยผงแน่!
ทันใดนั้น เฉินสือก็เห็นแสงสีฟ้าประกายวาบขึ้น เนื้อและเลือดทั้งหมดบนตัวของปลาใหญ่ก็หายวับไป เหลือเพียงโครงกระดูกปลาขนาดใหญ่แหวกว่ายอยู่ในน้ำ
เฉินสือยกมือขึ้น ก็เห็นว่าเลือดและเนื้อบนแขนของตัวเองก็หายไปหมดเช่นกัน กลายเป็นกระดูกขาวโพลน
เขามองดูตัวเอง ทั่วทั้งร่างไม่มีเลือดและเนื้อเหลืออยู่เลย กลายเป็นโครงกระดูกขาวโพลนไปแล้ว!
“ข้าเข้ามาในแม่น้ำวั่งชวนแล้วรึ?”
เฉินสือตกใจเป็นอย่างมาก
ตะขอตกปลาขนาดใหญ่เดิมทีเกี่ยวติดอยู่กับเนื้อของปลากุ่น ตอนนี้ปลากุ่นกลายเป็นกระดูกไปแล้ว ตะขอตกปลาก็หลุดออก เฉินสือคว้าตะขอตกปลาไว้ หัวใจหล่นวูบ
เชือกป่านขาดแล้ว
“ข้าจะกลับไปยังไงดี… ยายชาเก่งกาจขนาดนั้น ต้องมีวิธีแน่ ตอนนี้ต้องรีบหาตะเกียงทองแดงที่ยายชาทำตกไว้ก่อน!”
เฉินสือถอดโซ่เหล็กบนตัวออก เอาตะขอตกปลาที่หนักอึ้งผูกไว้กับโซ่เหล็ก เกี่ยวตะขอไว้ที่กระดูกคอของปลากุ่น รวบรวมความกล้า ว่ายออกไปทางช่องเหงือกของปลากุ่น
ปลาใหญ่ตัวนี้ไม่มีเลือดและเนื้อแล้ว จึงไม่สามารถกักขังเขาไว้ได้อีก
และที่แปลกก็คือ ปลากุ่นไม่สนใจเฉินสือที่กลายเป็นโครงกระดูกไปแล้วเลยแม้แต่น้อย มันว่ายผ่านตัวเขาไป โดยไม่ได้อ้าปากกลืนเขาลงไป
“ในเมื่อปลากุ่นสามารถว่ายจากโลกมนุษย์มายังยมโลกได้ มันก็ต้องสามารถว่ายจากยมโลกกลับไปโลกมนุษย์ได้เหมือนกัน”
เฉินสือคิดในใจ “ถ้ายายชาหาข้าไม่เจอ ข้าก็จะเกาะปลาใหญ่ตัวนี้ ให้มันพาข้าว่ายกลับโลกมนุษย์ แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ปลาตัวนี้มันถึงจะว่ายกลับไปนะ”
ปลากุ่นว่ายไปมาอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีทีท่าว่าจะรีบกลับไปเลย
เฉินสือก็ค่อยวางใจลง เริ่มดำน้ำลงไปค้นหาในแม่น้ำวั่งชวน
ในแม่น้ำมีแสงสีฟ้าสลัวๆ เปล่งประกาย บนผิวน้ำมีเรือไม้แล่นผ่านไปมา ทอดเงาลงมาเป็นจุดๆ
ก้นแม่น้ำมีปะการังรูปร่างประหลาด ก้อนหินขรุขระ แล้วก็มีเปลือกหอยขนาดใหญ่ เปลือกหอยพวกนี้หนามาก แล้วก็มีปลาโครงกระดูกว่ายไปมา น่าจะเป็นลูกของปลากุ่น
ปลากุ่นเหล่านี้ตัวเล็ก สาเหตุที่พวกมันอาศัยอยู่ในแม่น้ำวั่งชวนในยมโลก แทนที่จะไปอยู่โลกมนุษย์ ก็คงเป็นเพราะในแม่น้ำวั่งชวนไม่มีผู้ล่า
เฉินสือมองไปรอบๆ นอกจากเขาแล้ว ก็ไม่เห็นโครงกระดูกอื่นเลย แสดงว่าในแม่น้ำสายนี้คงไม่มีคนอยู่
“เปลือกหอยพวกนี้ก็สามารถว่ายไปมาระหว่างโลกมนุษย์กับยมโลกได้เหมือนกันเหรอ?”
เฉินสือเปิดเปลือกหอยขนาดใหญ่อันหนึ่งออก แต่ข้างในกลับไม่มีเนื้อหอยอยู่เลย กลับมีเด็กผู้ชายท่าทางหวาดกลัวซ่อนอยู่ อายุประมาณสิบขวบ รีบทำท่าจุ๊ปากบอกให้เขาเงียบ แล้วก็ดึงเปลือกหอยปิดลงอย่างรวดเร็ว
เฉินสือประหลาดใจ ตัวเองอยู่ในร่างโครงกระดูก แต่เด็กผู้ชายคนนี้กลับมีเลือดมีเนื้อ!
“แต่ว่า ในแม่น้ำวั่งชวนทุกอย่างมันสลับกันไปหมดนี่นา ข้ากับปลากุ่นมีเลือดมีเนื้อ พอเข้ามาในแม่น้ำก็กลายเป็นกระดูก เด็กผู้ชายคนนี้คงเป็นโครงกระดูก พอเข้ามาในแม่น้ำก็เลยมีเลือดมีเนื้อสินะ”
เฉินสือมีเรื่องจะถาม จึงเปิดเปลือกหอยขึ้นอีกครั้ง เด็กผู้ชายที่นอนขดตัวอยู่ระหว่างเปลือกหอยสองฝั่งเห็นดังนั้นก็ลนลาน ชี้มือขึ้นไปข้างบน แล้วทำท่าจะปิดเปลือกหอยลงอีก
เฉินสือหัวเราะ “ข้างบนมีอะไรเหรอ?”
ทันใดนั้น แสงสีเขียวสลัวๆ ก็สาดส่องลงมาจากข้างบน กวาดผ่านก้นแม่น้ำ เด็กผู้ชายคนนั้นไม่สนอะไรแล้ว รีบคว้าแขนเฉินสือ ดึงเขาเข้ามาซ่อนในเปลือกหอย แล้วก็รีบปิดเปลือกหอยลงทันที
แสงสีเขียวนั่นส่องผ่านก้นแม่น้ำดังวูบ แล้วแสงก็กลับขึ้นไปบนผิวน้ำ เฉินสือมองลอดผ่านรอยแยกของเปลือกหอยขึ้นไป ก็เห็นว่าแสงสีเขียวนั่นมาจากเรือไม้ที่แล่นผ่านไป
บนเรือไม้มีเงาร่างสูงโปร่งยืนอยู่ และแสงสีเขียวนั่น ก็พุ่งออกมาจากดวงตาของมันนั่นเอง!
เฉินสือใจหายวาบ ดูเหมือนว่าเงาร่างสูงโปร่งบนเรือไม้จะสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวใต้ก้นแม่น้ำ จึงลืมตาขึ้นมามอง!
สายตาน่ากลัวขนาดนี้ หากถูกมองเห็นเข้า คงต้องเกิดเรื่องร้ายแรงแน่!
เฉินสือกำลังจะหันไปขอบคุณเด็กผู้ชายคนนั้น แต่กลับถูกเด็กผู้ชายในเปลือกหอยเตะกระเด็นออกมา
เฉินสือตั้งใจจะหันไปขอบคุณ เด็กผู้ชายคนนั้นก็ปิดเปลือกหอยลง ซ่อนตัวอยู่ข้างในไม่ยอมออกมาเสียแล้ว
“สวัสดี ข้าชื่อเฉินสือ ข้าไม่ได้จะมาแย่งบ้านเจ้านะ ข้ามาตามหาตะเกียงทองแดงดวงนึง ที่ตกลงมาในแม่น้ำวั่งชวนเมื่อเก้าปีก่อน เจ้ารู้ไหมว่าตะเกียงดวงนั้นอยู่ที่ไหน?” เฉินสือถามอย่างสุภาพ
แขนข้างหนึ่งยื่นออกมาจากเปลือกหอย ชี้ไปทางที่ไกลออกไป
“ขอบคุณนะ”
เฉินสือเดินไปตามทิศทางที่เด็กผู้ชายชี้ ระหว่างทางก็เห็นเปลือกหอยมากมายค่อยๆ เปิดออก ข้างในมีเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงซ่อนอยู่ แอบชะโงกหน้าออกมามองเขาด้วยความสงสัย
นานๆ ทีก็จะมีผู้ชาย ผู้หญิง หรือคนแก่ซ่อนอยู่บ้าง แต่มีจำนวนน้อยกว่ามาก
ทว่าพอมีเรือไม้แล่นผ่านไปบนผิวน้ำ พวกเขาก็จะรีบปิดเปลือกหอยลงด้วยความหวาดกลัว ดูเหมือนจะหวาดกลัวคนบนเรือไม้นั่นมาก
“วูบ!”
มีแสงสว่างสาดส่องลงมาอีกครั้ง นั่นคือสายตาของเงาร่างสูงโปร่งบนเรือไม้ ทะลุผ่านแม่น้ำวั่งชวน ลงมาถึงก้นแม่น้ำ สาดส่องลงบนร่างของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่หลบไม่ทัน
เด็กผู้ชายคนนั้นตัวลอยขึ้นไปในลำแสง ลอยขึ้นไปเหนือน้ำ และถูกเงาร่างสูงโปร่งนั่นคว้าตัวไป
เฉินสือแหงนหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าเงาร่างสูงโปร่งนั่นอ้าปากกว้าง ปากกว้างจนแทบจะฉีกหัวออกเป็นสองซีก ใหญ่โตมโหฬาร กลืนเด็กผู้ชายคนนั้นลงไปทั้งตัว
เงาร่างสูงโปร่งนั่นขยับขากรรไกรขึ้นลง ดูเหมือนยังไม่อิ่ม
เฉินสือขนลุกซู่ รีบหาเปลือกหอยที่ไม่มีเจ้าของ แล้วเอามาคลุมหัว เดินอยู่ใต้น้ำ พอเจอเรือไม้แล่นผ่าน ก็จะนั่งยองๆ เอาเปลือกหอยคลุมตัวไว้
“คนบนเรือไม้นั่น ตกลงเป็นใครกันแน่? แล้วเด็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในเปลือกหอยพวกนี้ เป็นใครกัน?” เขารู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก
ตอนนั้นเองเขาก็หยุดเดิน มองดูเด็กๆ ในเปลือกหอยเหล่านั้น ในหัวก็มีความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมา
“ข้ารู้แล้ว! ข้ารู้แล้วว่าทำไมพวกเขาถึงมาซ่อนตัวอยู่ในเปลือกหอย! พวกเขาคือเด็กที่จมน้ำตายในแม่น้ำเต๋อเจียง!”
แม่น้ำอวี้ไต้ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเต๋อเจียง ทุกปีก็มีเด็กจมน้ำตายหลายคน แม่น้ำเต๋อเจียงก็คงมีเด็กจมน้ำตายเยอะกว่านี้อีกแน่ๆ
เด็กที่จมน้ำตายพวกนี้ กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ไหลมาตามน้ำจนเข้าสู่แม่น้ำวั่งชวน เพราะหวาดกลัวคนบนเรือ ก็เลยต้องมาซ่อนตัวอยู่ในเปลือกหอยพวกนี้!
ส่วนสาเหตุที่ผู้ใหญ่กับคนแก่มีจำนวนน้อยกว่า ก็เป็นเพราะมีผู้ใหญ่จมน้ำตายน้อยกว่าไงล่ะ!
เฉินสือมองดูเปลือกหอยขนาดเล็กใหญ่บนก้นแม่น้ำ พลางพึมพำว่า “ทำไมถึงมีคนมากมายขนาดนี้…”
เขาสงบสติอารมณ์ แล้วเดินหน้าต่อไป ในที่สุดก็มองเห็นแสงไฟสายหนึ่ง
แสงไฟนั่นไม่ได้สว่างมากนัก แต่แปลกตรงที่แสงไฟทะลุทะลวงได้ดีมาก มองเห็นแสงสว่างมาแต่ไกล
เฉินสือเดินเข้าไปใกล้ ก็รู้สึกว่าแรงกดดันรอบๆ ตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ กดทับจนกระดูกของเขาส่งเสียงดังกร๊อบแกร๊บ ขาทั้งสองข้างก็จมลงไปในโคลน
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ แรงกดดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ไม่นานโคลนก็มิดหัวเข่า ทุกก้าวที่เดินยากลำบากมาก
เฉินสือเงยหน้าขึ้นมอง ในที่สุดก็เห็นแสงไฟนั่นชัดเจน
แสงไฟนั้นมาจากตะเกียงทองแดงดวงหนึ่งจริงๆ ตะเกียงดวงนั้นมีหูหิ้ว ด้านล่างเป็นรูปแกะอ้วนกลมขาสั้น หูหิ้วคือเขาแกะ บนหลังแกะมีคนนั่งอยู่ แสงไฟสว่างออกมาจากกระหม่อมของคนจำลองนั่น น่าจะเป็นเพราะในตัวคนจำลองบรรจุน้ำมันตะเกียงเอาไว้
ตะเกียงรูปร่างแบบนี้ ดูแปลกประหลาดมาก ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสามารถลุกไหม้และส่องสว่างอยู่ในแม่น้ำได้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของตะเกียงดวงนี้
ทว่า ตะเกียงทองแดงกลับถูกกำไว้ในมือของโครงกระดูกมือขนาดยักษ์ข้างหนึ่ง
โครงกระดูกมือนั่นไม่มีเลือดและเนื้ออยู่เลย ขนาดใหญ่กว่าคนปกติถึงสี่ห้าเท่า นิ้วมือเรียวยาว
เฉินสือมองไล่ตามมือโครงกระดูกนั่นไป ก็เห็นโครงกระดูกขนาดใหญ่ร่างหนึ่งนั่งอยู่บนก้นแม่น้ำ แม้จะนั่งอยู่ ก็ยังสูงกว่าเฉินสือถึงสองสามเท่า
ที่แปลกยิ่งกว่าคือหัวกะโหลกของมัน ไม่เหมือนหัวกะโหลกของมนุษย์เลย!
กลับเป็นหัวกะโหลกขนาดใหญ่ ยาวๆ คล้ายหัวนก แต่ไม่มีจะงอยปาก ปากยาว มีเขี้ยวแหลมคม
เบ้าตาของหัวกะโหลกใหญ่มาก สามารถยัดกำปั้นของผู้ใหญ่เข้าไปได้เลย
รูจมูกของหัวกะโหลกก็ใหญ่มากเช่นกัน
พอเห็นภาพนี้ เฉินสือก็อดที่จะนึกถึงเงาร่างสูงโปร่งบนเรือไม้ไม่ได้
“นี่คือเงาร่างสูงโปร่งที่ตายแล้ว!”
เขาเพิ่งจะคิดเช่นนี้ จู่ๆ เสียงของยายชาก็ดังขึ้น “เจ้าสิบ! ตามเสียงกลองของยายมา ยายจะพาเจ้ากลับมายังโลกมนุษย์เอง!”
พอเฉินสือได้ยินดังนั้น ก็ตื่นเต้นดีใจ “ยายชามารับข้าแล้ว!”
เขาไม่รอช้า เอื้อมมือไปคว้าตะเกียงทองแดงดวงนั้นทันที
มือของเขาเพิ่งจะสัมผัสกับหูหิ้วรูปเขาแกะของตะเกียงทองแดง ทันใดนั้น โครงกระดูกสูงโปร่งก็สั่นไหว สะบัดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามตัวออก

0 Comments