ตอนที่ 22 ทุบตี
แปลโดย เนสยังเฉินสือไม่รู้ว่าเถี่ยปี่เวิงตายแล้ว ยังคงพุ่งเข้าโจมตียันต์รูปแบบต่างๆ อย่างบ้าคลั่ง ทว่ากลับไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนให้ยันต์เหล่านั้นได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ยันต์บางแผ่นที่ดูแปลกประหลาด อย่างเช่น ยันต์ผีทั้งห้า ยันต์หกภัยพิบัติ หากปล่อยสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งอัปมงคลออกมาสักตัว เฉินสือก็คงไม่ใช่คู่ต่อสู้แล้ว
เขายังคงโจมตีอย่างบ้าคลั่ง หวาดกลัวว่าเถี่ยปี่เวิงจะฟื้นคืนสติกลับมาปลิดชีพตน ทว่าหลังจากต่อสู้กันอย่างยาวนาน แม้แต่ยันต์แปดทิศคุ้มกายก็ยังทำลายไม่ได้ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสิ้นหวัง
ยิ่งสิ้นหวัง เขาก็ยิ่งบ้าคลั่ง!
“โฮ่งโฮ่งโฮ่งโฮ่ง!”
เฮยโกวเห่าใส่เขาเสียงดังลั่น แต่เฉินสือที่อยู่ในสภาวะตื่นเต้นสุดขีด กลับไม่ได้ยินเสียงเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งเฉินสือเริ่มเหนื่อยล้า แสงศักดิ์สิทธิ์รูปแปดทิศที่เกิดจากยันต์แปดทิศคุ้มกายก็ยังคงไม่ถูกทำลาย สองมือของเขาอาบชุ่มไปด้วยเลือด หนังเปิดเนื้อแตกยับเยิน
ยันต์ของนักพรตวาดยันต์วัยชราผู้นี้ ช่างแข็งแกร่งจนน่ากลัวจริงๆ!
“โฮ่งโฮ่งโฮ่ง!”
เฮยโกวใช้ปากงับขากางเกงของเขาแล้วดึงถอยหลัง
เฉินสือกำลังจะโจมตีต่อ แต่ก็เซถลาจนเกือบจะล้มลง ในที่สุด สติสัมปชัญญะของเขาก็เริ่มกลับมา สายตาของเขามองทะลุผ่านแสงศักดิ์สิทธิ์อันแปลกประหลาดไปตกอยู่ที่ร่างของเถี่ยปี่เวิง ก็เห็นว่าเถี่ยปี่เวิงยังคงคุกเข่าอยู่ตรงนั้น แต่สิ้นใจตายไปนานแล้ว
เขายืนอึ้งไปครู่หนึ่ง
“ตายแล้ว?”
จากนั้นก็รู้สึกดีใจอย่างบ้าคลั่ง
“ตายแล้ว! ในที่สุดเขาก็ตายแล้ว! เขาถูกฉันตีตายแล้ว!”
เฉินสือหัวเราะลั่น สองเข่าอ่อนระทวย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เขามียันต์ร้ายกาจตั้งมากมาย ยังไม่ทันได้ใช้ ก็ถูกฉันตีตายซะแล้ว! ตายได้ดี ตายได้ดี!”
เขาหายใจแทบไม่ทัน หายใจติดขัดจนเกือบจะหมดสติ จึงรีบสงบสติอารมณ์ แล้วสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฉินสือก็ลุกขึ้นยืนโอนเอน เดินไปถุยน้ำลายใส่เถี่ยปี่เวิงอย่างแรง
“สมน้ำหน้า!” เฉินสือสบถอย่างเคียดแค้น
เฮยโกวที่กำลังใจหายใจคว่ำ ก็เดินมาถุยน้ำลายใส่ด้วยอีกแรง
ผ่านไปอีกพักใหญ่ เฉินสือหายใจเป็นปกติแล้ว ก็เดินไปลากศพของจ้าวหมิง ผู้ดูแลตระกูลจ้าว ทว่าพอออกแรง ก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งแขนและขา ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะลากศพ
เฉินสือจึงต้องนั่งพักอีกครู่หนึ่ง พอเรี่ยวแรงเริ่มกลับมา ถึงค่อยๆ ลากศพของจ้าวหมิงไปทิ้งไว้ริมถนน
ผ่านไปอีกไม่นาน อานุภาพของยันต์แปดทิศคุ้มกายและยันต์อื่นๆ ก็ค่อยๆ สลายไป ร่างของเถี่ยปี่เวิงก็ปรากฏให้เห็น เฉินสือลากศพของเถี่ยปี่เวิงไปทิ้งไว้ริมถนนเช่นกัน
“พวกเขาเป็นคนของตระกูลจ้าว ตระกูลจ้าวมาสืบเรื่องการหายตัวไปของหญิงสาวชุดม่วง คงต้องรีบจัดการทำลายศพซะ ไม่อย่างนั้นถ้าตระกูลจ้าวมาเจอเข้า คงมีปัญหาตามมาอีกแน่”
เฉินสือแหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ทั้งสองดวงค่อยๆ กลายเป็นรูปครึ่งวงกลม ท้องฟ้าเริ่มมีแสงสีแดงราวกับเปลวเพลิง คล้ายกับแสงสายัณห์
ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว
“พอตกกลางคืน สัตว์ป่าก็จะออกมาเพ่นพ่าน สิ่งชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคลก็จะปรากฏตัวออกมาทำลายศพพวกนี้จนไม่เหลือซาก”
เฉินสือขมวดคิ้วเล็กน้อย ตอนนี้กลับไปหมู่บ้านหวงพัวคงไม่ทันแล้ว ทางเดียวที่จะหลบเลี่ยงอันตรายในยามค่ำคืนได้ ก็คือต้องกลับไปที่หมู่บ้านหวงหยาง
“เฮยโกว เรากลับไปหมู่บ้านหวงหยางกัน!”
เฮยโกวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเดินตามเขาไป หนึ่งคนกับหนึ่งหมามุ่งหน้ากลับไปที่หมู่บ้านหวงหยาง
เมื่อแสงสีแดงฉานราวกับทะเลเพลิงแผ่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า เฉินสือที่สองมืออาบชุ่มไปด้วยเลือดพร้อมกับหมาดำ ก็เหยียบย่ำลงบนผืนดินสีแดงก่ำ เดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้านหวงหยาง
ด้านหลังพวกเขา มีเสียงล้อรถไม้ดังกุกกัก ชายชราร่างสูงใหญ่นั่งอยู่บนรถไม้ ในมือถือเข็มทิศ กำลังมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านหวงหยางเช่นกัน
——ในที่สุดปู่ก็ขับรถไม้มารับพวกเขากลับบ้านแล้ว
เฉินสือหันกลับไปมองรถไม้ ไม่ได้เดินเข้าไปรับรถคันนั้น แต่กลับสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังศาลเจ้ากลางหมู่บ้าน
เฮยโกวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้เดินไปรับปู่ แต่รีบก้าวฉับๆ ตามเฉินสือไป
ชาวบ้านต่างพากันออกมาจากบ้าน สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่คนหนึ่งคนกับหมาหนึ่งตัวนี้
เฉินสือแผ่รังสีอำมหิต แต่ใบหน้ากลับเปื้อนรอยยิ้ม เขาเดินตรงมาที่ศาลเจ้าซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของพระราชวัง และก้าวเข้าไปข้างในโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุหูหนาตาโตเงยหน้าขึ้น มองดูสองมือที่โชกเลือดของเขา แววตาดูลุกหลิกและหวาดกลัว
เรื่องที่เฉินสือตีเถี่ยปี่เวิงตายในระยะทางสองลี้ ไม่สามารถปิดบังเขาได้ และทำให้เขาตกใจกลัวอย่างหนัก
เฉินสือยกมือขึ้น กวาดของเซ่นไหว้ทั้งหมดบนโต๊ะหมู่บูชาทิ้งลงพื้นเกลื่อนกลาด ก่อนจะยกก้นขึ้นนั่งบนโต๊ะ จ้องมองชายอ้วนตรงหน้า
“เรื่องที่ฉันตีนักพรตวาดยันต์ที่ทำข้อตกลงกับแกจนตาย แกก็คงเห็นแล้วสินะ”
เฉินสือจ้องมองดวงตาเล็กๆ ของรูปปั้นเทพเจ้า “ในฐานะแม่บุญธรรม แต่กลับสมรู้ร่วมคิดกับคนนอก ทำร้ายลูกบุญธรรมของตัวเองจนตายไปตั้งสามคน แกมันไม่คู่ควรกับชื่อแม่บุญธรรม ไม่คู่ควรกับเครื่องหอมที่จุดบูชาอยู่ตรงหน้าแกนี่เลย! พอมีคนแอบนินทาแก แกก็ปล่อยสิ่งชั่วร้ายเข้ามาในหมู่บ้าน ทำร้ายคนทั้งครอบครัวเขาจนตาย ถ้าอย่างนั้น แม่บุญธรรมที่ทำเรื่องผิด จะต้องรับโทษอะไร และใครจะเป็นคนลงโทษแก?”
ชายอ้วนใบหน้ามีสีเขียวคล้ำ ท่าทางดุร้าย แผดเสียงคำรามดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง “ใครกล้ามาตัดสินความผิดของข้า? ใครกล้ามาลงโทษข้า?”
ด้านหลังของเขา รูปหล่อทองสัมฤทธิ์หน้าตาประหลาดสีเขียวคล้ำที่มีเขี้ยวแหลมคม ก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า แสงศักดิ์สิทธิ์สว่างไสวสาดส่องไปทั่วศาลเจ้าจนสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน!
แสงสว่างสาดส่องลอดออกจากช่องประตูศาลเจ้า ทำให้ชาวบ้านหวงหยางต่างพากันตัวสั่นงันงก คนที่ขี้ขลาดตาขาวถึงกับคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะให้ศาลเจ้าไม่หยุด ปากก็พร่ำสวดมนต์ขอให้แม่บุญธรรมยกโทษให้
“ฉันนี่แหละที่กล้า!”
มีเสียงตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวแต่ยังแฝงความเยาว์วัยดังมาจากในศาลเจ้า ซานวั่งผู้กล้าหาญแอบย่องมาดูที่หน้าศาลเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก็เห็นเฉินสือกระโดดขึ้นมาจากโต๊ะเซ่นไหว้ แล้วเตะเข้าใส่อากาศธาตุ
แม้จะเตะอากาศ แต่ก็ราวกับเตะโดนของแข็ง ——เขามองไม่เห็นรูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุนั่น
แต่เฉินสือมองเห็น
ลูกเตะของเขา เตะเข้าที่หน้าของชายอ้วน จนตา หู จมูก และปาก บิดเบี้ยวไปหมด ทั้งใบหน้าแทบจะยุบหายเข้าไปในหัว!
ชายอ้วนคำรามลั่น ลุกพรวดขึ้นมา ไขมันทั่วร่างสั่นกระเพื่อม ร่างกายที่เกิดจากพลังเหนือธรรมชาติ แฝงไว้ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าสะพรึงกลัว และพร้อมจะระเบิดออกทุกเมื่อ!
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงล้อรถไม้มุ่งหน้ามาทางนี้ ปู่ซึ่งนั่งอยู่บนรถไม้ ขับรถแล่นเข้ามาอย่างไม่เร่งรีบ
ชายอ้วนตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาเล็กๆ เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“แกกล้าสู้กลับงั้นเหรอ?”
เฉินสือยิ่งโกรธจัด ลุกขึ้นเตะกวาดไปที่คอของชายอ้วน จนไขมันที่คอและหน้าท้องสั่นกระเพื่อมเป็นคลื่น
ชายอ้วนถูกพลังอันมหาศาลนี้เตะจนล้มลงไปกองกับพื้น เฉินสือกระโดดลงมาจากโต๊ะเซ่นไหว้ เหยียบหน้าอกของเขาเอาไว้ แล้วกระหน่ำหมัดชกเข้าที่หน้าของเขาอย่างไม่ยั้ง!
เสียงหมัดกระแทกหน้าดังปึ้กปั้กดังแว่วมาจากในศาลเจ้า ชาวบ้านที่อยู่ข้างนอกต่างก็เบิกตากว้าง พากันชะเง้อคอมองเข้าไปในศาลเจ้า บางคนใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บางคนกลับเผยรอยยิ้มอย่างสะใจ และยังมีบางคนที่คุกเข่าโขกศีรษะจนหัวแทบแตก เพื่อขอให้แม่บุญธรรมอภัยให้
“ให้เป็นแม่บุญธรรม แกดันไม่ยอมปกป้องชาวบ้าน แถมยังปล่อยสิ่งชั่วร้ายเข้ามาทำร้ายคนอีก!”
ปึ้กปั้กปึ้กปั้กปึ้กปั้ก!
“ให้เป็นแม่บุญธรรม แกยังมาเข้าฝันข่มขู่ชาวบ้านอีก!”
ปึ้กปั้กปึ้กปั้กปึ้กปั้ก!
“ให้เป็นแม่บุญธรรม แกดันสมรู้ร่วมคิดกับคนนอก ทำร้ายเด็กในหมู่บ้านจนตาย!”
ปึ้กปั้กปึ้กปั้กปึ้กปั้ก!
ชาวบ้านที่ชะเง้อมองดูอยู่ ก็เห็นว่าเฉินสือยกโต๊ะเซ่นไหว้ขึ้นมา แล้วกระหน่ำฟาดลงไปอย่างไม่ยั้ง แม้ด้านล่างจะว่างเปล่า แต่เสียงกระแทกกลับฟังดูสมจริงมาก
“อย่าตีแล้ว! อย่าตีแล้ว!” มีเสียงตะโกนร้องห้าม
เฉินสือยังคงกระหน่ำฟาดลงไปอย่างไม่ยั้ง ฟาดจนโต๊ะเซ่นไหว้พังยับเยิน เหลือแค่ขาโต๊ะ เขาก็ยังคงถือขาโต๊ะฟาดลงไปอย่างแรง
จนกระทั่งฟาดขาโต๊ะจนหัก เขาถึงยอมทิ้งขาโต๊ะไป เหลือบไปเห็นกระถางธูป จึงยกกระถางธูปขึ้นมา แล้วทุ่มใส่รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุนั่นอย่างแรง!
คราวนี้เป็นเสียงทุบตึ้บๆ ฟังดูหนักหน่วงมาก
“ให้เป็นแม่บุญธรรม แกยังมาแกล้งฟู่กุ้ยเพื่อนฉันอีก!”
ตึ้บตึ้บตึ้บตึ้บตึ้บตึ้บ!
“ให้เป็นแม่บุญธรรม แกยังมาแกล้งเพื่อนของฟู่กุ้ยอีก!”
ตึ้บตึ้บตึ้บตึ้บตึ้บตึ้บ!
“แถมแกยังคิดจะจับพวกเขากินอีก!”
เสียงทุบตีดังประสานกันไปมา เฉินสือทุบตีอยู่เป็นเวลาครึ่งชั่วยามเต็มๆ ถึงจะได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาจนหมดสิ้น รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุนั่นถูกตีจนแทบจะไม่เหลือเค้าเดิม นอนกองอยู่บนพื้น หน้าบวมฉุเป็นหมู
เฉินสือถือกระถางธูปเดินมาที่หน้าประตูศาลเจ้า ข้างนอกมีผู้คนยืนเบียดเสียดกันแน่นขนัด สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ใบหน้าของเขา นั่นคือชาวบ้านหวงหยาง
เฉินสือฉีกยิ้มกว้าง โยนกระถางธูปที่ถูกเขาทุบจนแบนแต๊ดแต๋ทิ้งไว้หน้าศาลเจ้า
เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้า ทุบตีต่อเนื่องกันเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ทำให้เขาเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว ทว่าคราบเลือดบนมือกลับถูกป้ายลงบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าของเขาดูดุดันขึ้นมา
หลังจากการต่อสู้ เขาก็รู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อย อยากจะหาอะไรกินสักหน่อย
“เจ้าอ้วนตัวนี้…”
เฉินสือลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดความคิดนี้ทิ้งไป หัวเราะในใจ “เจ้าอ้วนคือรูปปั้นเทพเจ้า ไม่ใช่อาหารซะหน่อย ทำไมฉันถึงเกิดความรู้สึกอยากจะกินมันขึ้นมาได้นะ ตกใจหมดเลย”
เขาไม่ทันสังเกตเห็นว่า กรงเล็บผีสีครามบนหน้าอกเปล่งแสงสีฟ้าสลัวๆ ออกมา และค่อยๆ จางลงในตอนนั้นเอง
เฉินสือก้าวเท้าเตรียมจะเดินออกจากศาลเจ้า จู่ๆ ก็หยุดเดิน แล้วหันหลังกลับ
รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุที่นอนกองอยู่บนพื้นเห็นเขาหันกลับมา ก็ตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว แต่เฉินสือไม่ได้เดินเข้าไปหามัน แต่กลับเดินตรงไปที่รูปหล่อทองสัมฤทธิ์หน้าตาประหลาดสีเขียวคล้ำนั่นแทน
รูปปั้นอ้วนฉุคือรูปลักษณ์ของเทพเจ้าที่เกิดจากพลังเหนือธรรมชาติ ส่วนรูปหล่อทองสัมฤทธิ์นี้ต่างหากที่เป็นร่างที่แท้จริงของแม่บุญธรรม
เฉินสือยื่นมือออกไป จับนิ้วของรูปหล่อทองสัมฤทธิ์เอาไว้ ค่อยๆ ออกแรงบิดจนหัก
รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุที่นอนกองอยู่บนพื้นเจ็บปวดจนร้องลั่น ดิ้นทุรนทุราย
เฉินสือจับนิ้วอีกนิ้วหนึ่ง แล้วค่อยๆ ออกแรงบิดจนหัก
นิ้วหนึ่ง นิ้วที่สอง แล้วก็นิ้วที่สาม!
ผ่านไปไม่นาน นิ้วทั้งสิบของรูปหล่อทองสัมฤทธิ์นั้น ก็ถูกเขาบิดจนหักหมดเกลี้ยง!
เฉินสือรวบรวมนิ้วทั้งสิบมา ออกแรงบิดจนกลายเป็นเกลียว แล้วโยนใส่รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุนั่น
“เพื่อนทั้งสามคนของฟู่กุ้ยเพื่อนฉัน อยากจะเดินออกจากศาลเจ้าพังๆ ของแก ถ้าแกขืนกล้าขวางพวกเขาอีกล่ะก็ ฉันจะบิดหัวแกมาทำกระโถนฉี่ซะ!”
เฉินสือพูดมาถึงตรงนี้ ก็กวักมือเรียกเด็กทั้งสามคนที่แอบอยู่ตรงมุมห้อง สีหน้าเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง พลางยิ้มบอกว่า “มาสิ พวกเธอจะได้กลับบ้านแล้ว”
วิญญาณของเด็กทั้งสามคนค่อยๆ เดินเข้ามาหาด้วยความหวาดกลัว เดินอ้อมรูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุนั่นมาหยุดอยู่ข้างกายเฉินสือ
เฉินสือพาพวกเขาเดินออกจากศาลเจ้า และเด็กทั้งสามคนก็สามารถก้าวข้ามธรณีประตูศาลเจ้าออกมาได้อย่างราบรื่นจริงๆ
วิญญาณของเด็กทั้งสามคนมองเฉินสือด้วยแววตาเทิดทูน
เฉินสือยิ้มบางๆ “พวกเธอรีบกลับบ้านเถอะ ไปหาพ่อแม่พวกเธอนะ พอพ้นเจ็ดวันไปแล้ว ถ้ามียมทูตมารับพวกเธอ ก็ตามเขาไปเถอะ อย่ามัววนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์เลย”
เด็กทั้งสามคนวิ่งกลับไปหาพ่อแม่ของตัวเอง แม้พ่อแม่จะมองไม่เห็นพวกเขา แต่ก็ราวกับสัมผัสได้ว่าพวกเขาอยู่ข้างๆ
เฉินสือเดินไปที่รถไม้ ชายชรายืนอยู่ข้างๆ รถ หมาดำกระดิกหางอย่างเอาอกเอาใจ แสงจันทร์สาดส่องลงมา ดูเงียบสงบและลึกลับ
“รู้จักออกมาปราบสิ่งชั่วร้ายเองแล้ว เก่งขึ้นนี่”
ปู่คว้ามือเขาไว้ เช็ดคราบเลือดในแผลให้ พลางเอ่ยเสียงอู้อี้ “ได้เงินมาเท่าไหร่ล่ะ?”
เฉินสือเกิดความระแวดระวังขึ้นมาทันที ส่ายหน้าตอบ “ไม่ได้เงินเลยครับ มีนักพรตวาดยันต์คนนึงฆ่าคน เอาเด็กมาหลอมเป็นน้ำมันตะเกียงต่ออายุ ผมเห็นชาวบ้านที่นี่ยากจน ก็เลยไม่ได้เก็บเงินครับ”
ไม่รู้ทำไม หัวใจของเขาถึงเต้นแรงผิดปกติ เงินในแขนเสื้อก็จู่ๆ รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมา
ปู่ส่งเสียงครางในลำคอ ไม่ได้คาดคั้นอะไรต่อ ทายาที่แผลให้เขา แล้วสั่งว่า “กลับบ้าน กินยาซะ”
เฉินสือถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบบอกว่า “ตอนนี้พระจันทร์ขึ้นแล้ว กลับบ้านคงอันตราย คืนนี้เราค้างที่ศาลเจ้านี้ก่อนดีไหมครับ”
ภายในศาลเจ้า รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุแทบจะสลบเหมือดไปเลย
ปู่ส่ายหน้า “แกฆ่าคน แถมยังทุบตีเจ้าอ้วนนี่ซะปางตาย ขืนไม่กินยา อาการป่วยของแกได้กำเริบขึ้นมาแน่ แขวนยันต์ไม้ท้อไว้เยอะๆ ก็น่าจะกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยแล้วล่ะ”
เฉินสือนึกถึงตอนที่ตัวเองปวดหัวใจจนเจียนตาย ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ รีบปีนขึ้นไปบนรถ
รถไม้แล่นออกจากหมู่บ้านไป เฉินสือนึกอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็หันกลับไป ตะโกนเสียงกร้าว “เจ้าอ้วนตายยาก บ้านฉันอยู่หมู่บ้านข้างๆ นี่เอง แกจงทำตัวดีๆ ทำหน้าที่แม่บุญธรรมให้ดีล่ะ! ไม่อย่างนั้นฉันจะมาซ้อมแกทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ แล้วก็อังคาร พฤหัสบดี เสาร์ด้วย!”
รูปปั้นเทพเจ้าอ้วนฉุถึงกับตัวสั่นสะท้าน

0 Comments